เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด
ฉันเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางในระดับล่างที่โชคดีที่ทั้งพ่อและแม่ของฉันให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก ท่านทั้งสองจึงกัดฟันส่งเสียให้ฉันได้เล่าเรียนในโรงเรียนเอกชนที่เต็มไปด้วยเด็กไทยเชื้อสายจีนที่มีต้นทุนทั้งทรัพย์สมบัติและรูปสมบัติตามแบบฉบับของ 'หมวยนิยม' ผิวขาวตาเล็กน่ารักน่าเอ็นดู
ฉันเป็นเด็กที่ไม่มีอะไรเลยทั้งสองอย่าง ไม่ได้ร่ำรวย ฉันมีผิวสีแทน ไม่มีตาชั้นเดียว เรียกได้ว่าไม่โดดเด่นพอที่คุณครูจะจำชื่อเล่นของฉันได้ (สมัยนั้นการที่คุณครูจำชื่อเล่นเราได้ มันเป็นอะไรที่เท่มากจริงๆ) ดังนั้นฉันจึงพยายามอย่างมากในการเรียนหนังสือ เพราะนอกจากคุณสมบัติ 2 ข้อข้างต้นแล้ว การที่มีผลการเรียนในระดับต้นๆ ของชั้นเรียน ดูเหมือนจะเป็นอีกทางหนึ่งที่เด็กอย่างฉันจะสามารถสร้างที่ยืนเล็กๆ ในสายตาของคุณครูประจำชั้นได้
ฉันค้นพบตัวเองว่า เวลาเรียนฉันเป็นคนที่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจในบางเรื่องมากกว่าคนอื่น ฉันจะไม่เข้าใจเนื้อหาบทเรียนหากฉันไม่ได้ฟังสิ่งที่คุณครูสอนด้วยตนเอง ดังนั้นฉันจึงไม่เคยขาดเรียนแม้แต่วันเดียว อาจจะด้วยความขยันและแรงผลักดันที่อยากเป็นที่จดจำของคุณครู ปรากฎว่าฉันสอบได้ที่ 1 ของห้องในภาคเรียนที่ 1 ซึ่งนอกจากความภูมิใจของพ่อกับแม่ คราวนี้คุณครูประจำชั้นจำชื่อเล่นของฉันได้แล้ว
ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่ฉันได้ "ยืดอก" กับเค้าบ้าง ฉันรู้สึกเหมือนเป็นพลเมืองชั้น previledge ในห้องเรียน คุณครูมักมอบหมายให้ฉันทำโน่นนี่เล็กๆน้อยๆ เท่ชะมัด
จนกระทั่งวันที่ฉันตกสวรรค์ก็มาถึง วันนั้นหัวหน้าห้องขอลาออก คุณครูจึงแต่งตั้งหัวหน้าห้องใหม่ ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่า ฉันที่กำลังขึ้นหม้ออยู่ตอนนั้น ได้่รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าห้องโดยคุณครู
ฉันตกใจมากและไม่ได้ยินดีกับตำแหน่งนี้เลยในขณะนั้น เพราะหัวหน้าห้องมักจะเป็นตัวแทนประชุมโน่นนี่ และจะต้องเข้าเรียนช้าในบางครั้ง ซึ่งสำหรับเด็กเนิร์ดแบบฉันที่ไม่ยังสามารถจัดการการเรียนของตัวเองในรูปแบบอื่นนอกจากนั่งฟังคุณครูสอนด้วยตัวเองนั้น ฉันตกใจที่ฉันจะพลาดการเรียนการสอนบางคาบ ถึงแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม
ในตอนนั้นฉันกลัวมาก ฉันกลัวว่าถ้าผลการเรียนตกแล้วฉันจะไม่เป็นที่รักของคุณครูอีกแล้ว พอนึกดังนั้นน้ำตาฉันก็ไหลทันที และดูเหมือนคุณครูจะเห็นจึงคาดคั้นฉันกลางห้องเรียนคาบจริยธรรมว่าฉันร้องไห้ทำไม ไม่อยากเป็นหัวหน้าห้องใช่ไหม ฉันเงียบและพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ
"เห็นแก่ตัว!!!!!"
เสียงจะโกนของคุณครูยังก้องในหูฉันจนถึงปัจจุบัน หลังจากนั้นก็มีแต่การดุว่าและเสียดสีว่าฉันช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวไม่รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวมเอาเสียเลย ฉันร้องไห้หนักจนฉันเงียบไปเอง ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณครูต้องต่อว่าฉันรุนแรงขนาดนั้น คุณครูกระแทกหนังสือบนโต๊ะดังปึงแล้วเดินออกไปจากห้องหลังจากว่ากล่าวฉันจนจบ เพื่อนทุกคนในห้องหันมามองฉันเป็นสายตาเดียว
ฉันคงไม่ได้รู้สึกแย่ หากการต่อว่าต่อขานทุกอย่างมันจบแค่ในคาบจริยธรรมคาบนั้น
หลังจากนั้นชีวิตฉันเหมือนฝันร้าย ฉันแทบไม่อยากตื่นไปโรงเรียนเพราะกลายเป็นว่าทุกวันของการเรียนในคาบที่มีคุณครูประจำชั้นเป็นคนสอน คุณครูจะมึนตึงกับฉัน และพูดกระทบกระเทียบฉันเรื่องความเห็นแก่ตัวพร้อมทั้งปรายสายตามาที่ฉัน มันเหมือนกับฉันหกล้มแล้วยังมีคนมาขยี้แผลให้ฉันยังรู้สึกเจ็บอยู่เรื่อยๆ น้ำตาฉันหยดลงบนหนังสือเรียนพร้อมกับคำพูดที่ก้องอยู่ในหัวว่า "ฉันไม่ได้เห็นแก่ตัว ฉันไม่รู้ว่าฉันจะต้องทำยังไง" ฉันกลายเป็นคนเงียบ พูดน้อยลง และตัวเย็นทุกครั้งเวลาเดินสวนกับคุณครู
ฉันต้องทนกับความรู้สึกนี้ตลอดระยะเวลาเทอม 2 ของชั้น ป.6 มันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานและทรมาน ฉันไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง จนกระทั่งวันนึงแม่ถามฉันว่าฉันมีเรื่องอะไรในใจ ฉันระเบิดเรื่องนี้ให้พ่อและแม่ฟัง ท่านทั้งสองปลอบใจและขอให้ฉันอดทน ท่านเลือกที่จะไม่ไปขอพบครูที่โรงเรียนเพราะกลัวว่าจะทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่กว่าเดิม และด้วยข้อจำกัดหลายประการของครอบครัว การย้ายโรงเรียนเหมือนจะเป็นทางออกสุดท้ายของฉัน
ฉันเอง ณ ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ครูทำกับฉันมันคือการ bully ในรูปแบบหนึ่งเพราะเหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลในใจไว้กับฉันเป็นเวลาหลายปี วันนั้นครูอาจจะกลับไปใช้ชีวิตปกติ กินข้าวเย็น พาลูกเข้านอน แต่สำหรับฉัน โลกของฉันมันมืดลงไปทันที ฉันกลายเป็นเด็กเรียบร้อย ว่านอนสอนง่ายและไม่ค่อยแสดงออกในสายตาของคุณครูทุกคน แต่ความเป็นจริงแล้วฉันเป็นเด็กที่ขาดความมั่นใจและขี้กลัวในทุกเรื่องต่างหาก ฉันรู้สึกมือเย็น เหงื่อออก และใจเต้นแรงทุกครั้งเวลาที่คุณครูคนไหนก็ตามเรียกให้ฉันตอบคำถามในห้องเรียน
ฉันใช้เวลาถึง 6 ปีในการซ่อมสร้างตัวเองจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็นช่วงเวลาที่ไม่ง่ายเลยที่ฉันจะสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ ฉันค่อยๆ สร้างมันทีละน้อยด้วยกลไกความแข็งแกร่งเพื่อป้องกันตัวเอง ฉันคิดว่าฉันโชคดีมีครอบครัว มีพ่อกับแม่คอยให้กำลังใจฉันเรื่อยๆ จนฉันสามารถก้าวผ่านความเจ็บปวดนี้ไปได้
เด็กคนอื่นอาจจะไม่โชคดีเหมือนฉันเพราะแต่ละคนมีภูมิต้านทานต่อบาดแผลเรื้อรังนี้ในระดับที่ต่างกัน ครอบครัวและคนรอบตัวที่คอยช่วยรับฟังและเป็นที่ปรึกษาดูจะเป็นวัคซีนและยารักษาชั้นดีที่พอจะช่วยบรรเทาผลกระทบและช่วยพยุงให้ก้าวผ่านร่องรอยความเจ็บปวดในอดีต และหล่อหลอมความเป็นตัวตนให้อยู่ได้ในสังคมที่บิดเบี้ยวในปัจจุบัน
Bully หรือการข่มเหงรังแก เป็นพฤติกรรมที่มีความตั้งใจกระทำให้ผู้อื่นเกิดความทุกข์ การ bully ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนส่วนใหญ่มักเกิดจากการเล่นระหว่างเด็กด้วยกันทั้งหญิงและชาย หรืออาจเกิดจากบุคคลรอบตัวก็ได้ โดยที่ผลของการ bully นี้มักก่อให้เกิดบาดแผลในใจกับเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกแต่ไม่สามารถก้าวผ่าวความเจ็บปวดของการถูก bully ซึ่งในบางครั้งอาจส่งผลรุนแรงต่อการดำเนินชีวิตในอนาคต
Photo credit: pexels.com/George Becker
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้