20 สิงหาคม เวลา 05:11Lifestyle

เย็นวันพุธ

วันนี้ไปเที่ยวสเปนกันสักหน่อยค่ะ

หลังจากเช็คอินโรงแรม Pulitzer ในเมืองบาร์เซโลน่า ตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ ☺️ คือออกจากโรงแรมไปทางขวาและขวาแรกเข้าถนนมุ่งสู่ La Rambla ถนนคนเดิน Pedestrian Market ที่เปิดถึง 6โมงเย็น

หรือตรงไปผ่านจตุรัส ตรงข้ามคือห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และสถานีรถไฟใต้ดิน เลี้ยวซ้ายเป็นถนนช้อปปิ้ง และ Casa Batllo (อ่านว่า คาซ่า บั้ด-โย้ L2 ตัวติดกันอ่านเป็น ย.ยักษ์) หนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของ Antoni Gaudi

ที่ La Rambla เดินจนเกือบปลายทาง ขวามือคือตลาด St.Josep La Boqueria เป็นตลาดกึ่ง outdoor ซุ้มขายอาหารแบ่งเป็นล้อคๆ บางร้านตกแต่งสวยงาม ขาหมูแขวนเรียงราย และอาหารอื่นๆ เช่นมะกอก ถั่วต่างๆ ผลไม้สด ผลไม้แห้ง อาหารปรุงสำเร็จ tapas Everything Jingle Bell 🔔 ละลานตา บริเวณรอบๆเป็นร้านอาหารสามารถเลือกนั่งในร้านหรือโต๊ะสูงที่จัดวางไว้หน้าร้าน

เราซื้อแฮมกินเล่น แต่หลังจากกินแฮมหมูดำ Jamón Ibérico (อ่านว่า คะ-มอน ไอเบอริโก้) ที่จังหวัด Salamanca ซึ่งนอกจากเป็นจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแล้วในเมืองมีร้านขายแฮมเต็มไปหมด ทำให้สงสัยว่าถ้าจะซื้อแฮม น่าจะต้องที่นี่!!

Bingo !! Salamanca ยังเป็นแหล่งที่มาของแฮมหมูดำอีกด้วย ซึ่ง Jamón และโดยเฉพาะ Jamón Ibérico เริ่มต้นที่เมือง Guijuelo ไม่ว่าหมูจะเลี้ยงที่จังหวัดไหน Salamanca หรือ Extremadura หรือ Cordova หรือ Huelva หรือ Seville และ/หรือ Castile La Mancha ล้วนจะต้องบ่ม curing ที่เมืองนี้เท่านั้น

เราเลยเลือกกิน Jamón Serrano ที่ตลาด St.Josep ซึ่งสีและรสชาติใกล้เคียงกับ Prosciutto ของ Italy

ย้อนไป 5ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้ไปเที่ยว บรัสเซล ที่นั่นไม่พูดภาษาอังกฤษ และด้วยความที่ไปเที่ยวคนเดียวเลยซื้อแฮมกับชีสทานในห้องพักโรงแรม โอ้ว! แฮมของที่ไหนนี่? อร่อยจังเลย เนื้อนุ่ม หอม รสชาติกลมกล่อม ในเวลานั้นรู้จักแต่ พาม่าแฮม โปรชุตโต้ ของอิตาลี ไม่รู้จักหรอกคะมอน 🤣 พลิกดูป้ายสินค้า เอ๊ะ! แฮมของสเปน ไม่เคยรู้เลยว่ามีและอร่อยด้วย และจำติดใจมาตั้งแต่วันนั้น

การเดินทางคือ ประสบการณ์ คือความทรงจำ เงินไม่สามารถซื้อเวลาและซื้อความทรงจำในอดีต และยิ่งอายุมากขึ้น หลายคนเริ่มตระหนักแล้วว่าต้องรีบเดินทางในขณะที่ยัง enjoy อาหารการกินได้ เดินเหินได้สะดวก มิเช่นนั้นอาจจะต้องเสียดายเพราะตายก่อนเงินหมด 🥴

Experience คือสิ่งที่ผู้เขียนและเชื่อว่านักเดินทางทุกคนเก็บเกี่ยวจากทุกทริป ไม่ว่าจะอาหาร การกิน กิจกรรมโลดโผนโจนทะยาน จิบไวน์ ชมแสงเหนือ สักการะเทพเจ้า ดูละครบรอดเวย์ ดูงาน ประชุม สัมมนา Everything Jingle Bell 🔔

มื้อเย็นวันนั้นพวกเราเดินตระเวนหา Experience 😁 ว่าด้วยการกิน 🥴

ดูเมนูร้านนั้นร้านนี้มาลงเอยที่ counter ขายหอยนางรม ชื่อ Amélie หน้า supermarket ของห้าง El Corte Ingles

Bar สีขาว ม้านั่งรอบ กระจกกั้นสูงจาก counter top ประมาณ 2คืบ

หลังกระจกใสหน้าที่เรานั่งคือกระบะหอยนางรมมี size 1 2 และ 3 น้ำแข็งสีขาวขุ่นที่ใช้เหมือนแซะมาจากน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ 🤣 ผู้เขียนก็ไม่เคยไปนะคะ ที่ว่าแซะเพราะมันเป็นแผ่นบางๆ

เค้ามีชุด set 3 ตัวและ แชมเปญ 1 แก้ว ราคาตามขนาดของหอย ขนาดเล็ก €15 ขนาดใหญ่ €20เราสองคนไม่ดื่มแชมเปญ เค้าให้เป็น 4ตัว พนักงานบอกว่าตัวเล็กรสชาติเข้มข้น ตัวใหญ่ได้เนื้อเยอะ เอ้อ! จะเอาเนื้อหรือจะเอารสชาติ? ตัวเล็กถูกกว่า ไม่เห็นจะคิดยากเลย ☺️ เอาทุก size เลยค่ะ 🤣🤣🤣

พวกเราสั่ง 12 ตัว!!! ผู้เขียนขอให้เสริฟทีละ 2ตัว จะได้รู้ว่าชอบตัวไหนแล้วเราค่อย repeat ขนาดที่ชอบ ☺️ เริ่มต้นด้วยหอยนางรมทานเปล่าๆ อื้มมมม รสชาติหวาน และสด จากนั้นก็ตามด้วย creation ของเชฟ เริ่มด้วย ceviche (อ่านว่า เซ-วิ-เช่) เชฟประดิษฐ์ประดอยปรุงรสและตกแต่งออกมาอย่างน่าทาน คือจ่ายเพิ่ม €5 คุยกันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องซะด้วยสิ 😅 และเชฟอีกคนก็นำเสนอสิ่งที่เค้าอยากทำให้กิน “ได้ เธออยากทำอะไรให้เราลอง ว่ามาเลย” ☺️ คุยกับสามีว่าเดี๋ยวค่อยกินแบบไม่ปรุงละกัน 😅 ถ้าจ่ายตัวละ €5 มีหวังงานนี้จะต้องแสนสลดเงินหมดก่อนตาย 😂🤣

“เธอชอบกินเผ็ดไหม? เดี๋ยวจะทำอีก creation ให้” ทานไป พักไป ค่อยๆดื่มด่ำรสชาติ และบรรยากาศชิลๆ ไม่เร่งรีบ ทานเสร็จ เชฟก็ถามต่อว่าชอบรสชาตินี้ไหม รสชาตินั้นไหม” และเราก็ลุย creation จนจบ!! 😂

มื้อเย็นวันถัดไป สามีถามว่าอยากกินอะไร 😊🙃 ผู้เขียนแค่ยิ้ม 😁 สามีก็รู้แล้วว่าอยากกินหอยนางรมอีก

เก้าอี้เดิมยังไม่มีใครนั่ง ☺️ วันนั้นลูกค้าเยอะกว่า คงเพราะเป็นเวลาหลังเลิกงานพอดีๆ ขวามือถัดจากผู้เขียนเป็นผู้ชายร่างเล็กเขียนหนังสือไปกินอาหารไป พนักงานดูรน เกร็ง วางขนมปังให้ลูกค้าคนนั้นหล่นแล้วหล่นอีก แก้วก็หล่น Everything Jingle Bell 🔔

เราสั่งหอย และ King Crab ตามลูกค้าคนนั้น เค้ายิ้มมุมปากคงคิดในใจว่า “มีคนกินตามฉันด้วย” ปูหมด...เราก็นั่งรอเชฟว่าจะมาถามว่าจะกินอะไรต่อดี

ระหว่างรออาหาร ตาผู้เขียนก็ถูกสะกดไปยังผู้หญิงวัย 50กว่าๆ-60 นั่งอีกมุมของ counter หรือ 11นาฬิกาของผู้เขียน ในตาเจ้าชู้ มีเสน่ห์ อมยิ้มอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อคอลึกลายเสือสีน้ำตาลเข้ากับสีผิวและสีผม

กลุ่มลูกค้าวันนี้แตกต่างจากเมื่อวานวันนี้เป็นคนท้องถิ่น หรือมันคือสาเหตุของบรรยากาศกดดัน พนักงานขยันทำงานไม่หยุดมือ แต่ทำแบบขาดๆเกินๆ 😂 เช่นตักน้ำแข็งใส่กระบะและจัดหอย ในขณะที่ลูกค้านั่งรอเสริฟจานต่อไปอยู่ 😂

พอชายคนนั้นลุกไป เท่านั้นแหละ! ถึงมาถึงบางอ้อ ว่าเค้าคือเจ้าของบริษัท เจ้าของร้านที่มีสาขาทั่วประเทศ

บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเราถามว่าชายคนนั้นเป็นใคร “เค้าเป็นเจ้านายที่ห่วยที่สุด” เชฟบอก อีกคนสมทบ “แย่ที่สุด” 🥴🥴และออกท่าทางเป็นการระเบิดความอึดอัดและหันกลับมา create หอยนางรมที่แสนอร่อยให้เราสองคนทานกันต่อ 😅 เป็นหอยนางรมรมควันมีรสเผ็ดหน่อยๆ ต้องยกนิ้วให้เลย

จากนั้นก็คุยกันเองเสียงดังโหวกเหวกเจี๊ยวใหญ่ ... เอ้ย! เจี๊ยวจ๊าวใหญ่ 🥴😅ชนิดเก็บอาการไม่อยู่

โอ๊ะโอ! พอมีจังหวะพวกเรารีบบอกให้เค้ารู้ว่า เจ้านายเค้ายังไม่ได้ไปไหน!!! ยังยืนอยู่ไกลๆโน้น 😱😱

นี่เป็นเพราะ value ของบริษัทไม่ชัดเจนหรือไม่?

เมื่อลูกน้องเข้าใจ value ของบริษัทเป็นอย่างดี ต้องให้แน่ใจว่าเค้าเข้าใจว่าเค้าควรปฏิบัติงานและปฏิบัติตัวอย่างไรที่สอดคล้องกับ value บริษัทด้วย

กรณีร้าน Amélie Value ของบริษัทอาจจะเป็นexperience ของลูกค้าเรื่องความสด ความ premium ของวัตถุดิบและเครื่องปรุง ความเป็น fine dining การตกแต่งอาหาร ที่เสริฟพร้อมขนมปังชิ้นเล็กที่เป็น organic ความสะอาด สดใส มีระดับของสถานที่ บริการ และบุคลากร ความเป็นมืออาชีพ ทำหน้าที่ได้ครบถ้วน เป็นหน้าเป็นตาให้บริษัท

หรือเป็นเพราะ value ของบริษัทไม่ตรงกับการบริหาร ? ความ premium ของร้าน ย่อมมาคู่กับบุคลากรที่มีฝีมือ เป็นมืออาชีพ การบริหารต้องเป็น two way communication ผู้บริหารจากที่จะเป็นผู้สั่งการ ก็ต้องมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการ facilitator มากขึ้น และต้องเลือกพนักงานทั้งที่มีฝีมือบุคลิกภาพที่ดี และมีมุมมองที่ดี Everything Jingle Bell 🔔

ผู้เขียนขอยกนิทานอีสปไว้เตือนสติเจ้านาย ในฐานะที่เป็นเจ้านายด้วยกัน ☺️

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ว่ายน้ำไม่เป็นช่วยหนูด้วย” เสียงเด็กน้อยที่พลัดตกลงน้ำร้องตะโกนให้ช่วย ขณะนั้นมีผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี เมื่อได้ยินเสียงร้องของเด็กจึงไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ แล้วอบรมสั่งสอนว่า “หนูช่างซุกซนเหลือเกินนะ ถ้ารู้ตัวว่าว่ายน้ำไม่เป็นแล้วมาเล่น ริมน้ำทำไม ไม่คิดหรือว่าถ้าตกลงไปใครจะมาช่วย” เด็กน้อยพยายามตะโกนตอบไปว่า “คุณน้าจ๋า ช่วยหนูขึ้นไปก่อน แล้วค่อยอบรมได้หรือไม่”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้เสียก่อนแล้วค่อยสั่งสอนเขา ดีกว่าสั่งสอนหรือซ้ำเติมคนที่กำลังประสบปัญหา

ถึงแม้ในใจอยากจะตำหนิเสียเต็มปะดา

แต่มันช่างเปล่าประโยชน์ เพราะวันหน้าเมื่อเค้าทำอะไรผิดก็จะปกปิด ไม่กล้าบอก 😉

2