15 ก.ย. 2019 เวลา 11:41Philosophy

"เชื่อหรือไม่ ทำ 3 สิ่งนี้ทุกวันแล้วคุณจะเก่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด !!"

วันนี้ ผมมีเคล็ดลับดี ๆ มาฝากสำหรับคนที่อยากพัฒนาตัวเองในทุก ๆ ด้าน

ซึ่งเคล็ดลับเหล่านี้ ผมไม่ได้คิดขึ้นมาลอย ๆ นะครับ แต่ได้ผ่านการทดลองและนำมาใช้กับห้องปฏิบัติการและศูนย์วิจัยทั่วสหรัฐอเมริกา ที่ทำการสำรวจศาสตร์แขนงใหม่ที่ว่าด้วยการพัฒนาทักษะให้เก่งกาจ

โดยการทดลองดังกล่าว ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า ความเก่งกาจได้รับอิทธิพลจากการกระทำมากกว่าพันธุกรรม โดยเฉพาะการฝึกฝนที่เข้มข้นและเปี่ยมด้วยแรงจูงใจซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้สมองเติบโต

ส่วนตัวแล้ว ผมมีความเชื่อว่า "ไม่มีใครอยู่เฉย ๆ แล้วจะเก่งขึ้นได้" คนเก่งทุกคนล้วนผ่านการฝึกซ้อมมาแล้วอย่างหนักหน่วง แต่จะฝึกฝนยังไงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในเวลาที่เท่า ๆ กัน อันนี้แหละที่น่าสนใจ

ซึ่งในบทความนี้ ผมได้คัดเลือกทักษะที่เป็น "เคล็ดลับ" ของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไว้ 3 ข้อ และนำมาสรุปให้เพื่อน ๆ ได้ทดลองใช้กัน...เราไปดูกันเลยครับ

ข้อที่ 1 "มองภาพรวมของสิ่งที่ต้องฝึก แบ่งทักษะออกเป็นส่วนย่อย ๆ และฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า"

ขอยกตัวอย่างจากตัวผมเอง ย้อนกลับเมื่อสมัยมัธยม ผมได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬา

บาสเก็ตบอลของโรงเรียน แน่นอนว่ากิจวัตรประจำนอกจากการเรียนหนังสือ ก็คือ การซ้อมบาส

ผมเริ่มจากการเล่นบาสไม่เป็นเลย เพียงแต่อาศัยความชอบส่วนตัว หัดเล่นเองบ้าง เล่นกับเพื่อนตอนเย็นหลังเลิกเรียนบ้าง พอต้องมาเล่นให้กับทีมของโรงเรียนแล้ว การซ้อมทุกอย่างมันมีระบบ แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กใหม่ สิ่งที่เราต้องการก็มีเพียงอย่างเดียวคือการลงไปเล่นในสนามแบบรุ่นพี่ แต่ด้วยทักษะทุกอย่างที่มีในตอนนั้นถ้าคะแนนเต็ม 10 ผมคงได้ซัก 2 คะแนน

ดังนั้น สิ่งที่ผมต้องทำก็คือ การมองภาพรวมของการฝึกซ้อมว่ารุ่นพี่เค้าต้องทำอะไรบ้าง และแยกประเภทของฝึกออกเป็นอย่าง ๆ และฝึกทักษะแต่ละอย่างจนชำนาญ

เชื่อมั้ยครับว่าในเดือนแรกของการฝึกผมแทบไม่ได้จับลูกบาสเลย โดยผมต้องวิ่งรอบสนาม ฝึกฝนกล้ามเนื้อให้แข็งแรง หลังจากพื้นฐานร่างกายเริ่มเข้าที่แล้ว ถึงได้มาฝึกเลี้ยง ฝึกยิง และการเล่นเป็นทีม จนทักษะแต่ละอย่างเราพร้อมแล้ว ถึงได้ลงสนามซ้อมและลงแข่งขันจริงในที่สุด

เพราะทักษะย่อย ๆ นั้น ก็เปรียบเหมือนกับตัวอักษร ที่เวลาอยู่ลำพังแต่ละตัวก็จะไม่มีความหมายอะไร แต่เมื่อนำอักษรหลาย ๆ ตัวมาประกอบเป็นคำขึ้นมา และพัฒนาเป็นประโยคแล้ว ตัวอักษรเหล่านั้นก็พร้อมที่จะสื่อความหมายและเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เราได้รับรู้กัน

ข้อ 2 "ซ้อมทักษะเหล่านั้นวันละ 5 นาที ดีกว่าซ้อมสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง"

เพราะสมองของเราเติบโตทีละน้อยอยู่ตลอดเวลาแม้แต่ตอนหลับ การฝึกซ้อมในทุก ๆ วันแม้เพียงวันละ 5 นาทีจึงสอดคล้องกับกระบวนการเติบโตดังกล่าว ส่วนการฝึกซ้อมแบบนาน ๆ ครัั้งแต่ใช้เวลานานจะบังคับให้สมองต้องไล่ตามใหัทัน ทำให้สมองเหนื่อยล้าและใช้ประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่

ขอยกตัวอย่างจากตัวผมเองอีกซักเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยใช้วิธีนี้กัน นั่นคือ การเร่งอ่านหนังสือในวันสุดท้ายก่อนเข้าห้องสอบ

บอกได้เลยว่าวิธีนี้ทำให้ผม "สอบไม่ผ่าน" มาแล้ว เพราะการที่เรามาเร่งอ่านหนังสือก่อนสอบเพียง 1 วันหรือไม่กี่ชั่วโมงนั้น เหมือนเราบีบคั้นให้สมองที่ไม่เคยทำงานหนักมาก่อนแล้วอยู่ ๆ ต้องมาหักโหมทำงานหนักทันที รวมกับความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเกิดอาการที่เรียกว่า "เบลอ" นั่นเองครับ

ซึ่งผลก็คือ เมื่อเข้าไปในห้องสอบแล้วกลับจำอะไรไม่ได้เลยซักอย่าง วิเคราะห์อะไรก็ผิดไปหมด ซึ่งนั่นเป็นผลจากการที่สมองเราไม่เคยได้เตรียมพร้อมมาก่อน แล้วอยู่ ๆ ต้องมาใช้งานหนักเลย

ภายหลังผมจึงปรับนิสัยใหม่ โดยใช้เวลาอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อให้สมองได้ทำงานทุกวันแต่ไม่หนักจนเกินไป ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ โดยก่อนสอบ 1 สัปดาห์ ผมแทบไม่ได้แตะหนังสือเลย ในทางกลับกัน ผมทั้งเล่นเกมและดูหนังแต่ก็สามารถสอบผ่านและทำคะแนนได้ค่อนข้างดี

นั่นเป็นเพราะสมองของเราได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ไว้เป็นประจำแล้ว จึงสามารถนำมาใช้ในวันสอบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีความกดดันที่จะมาทำให้ สมองของเราเหนื่อยล้าจนเกินไปนั่นเอง

ข้อดีอีกอย่างของการฝึกซ้อมทุกวันก็คือ พฤติกรรมเหล่านี้จะกลายเป็นนิสัยของเราโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมีผลการวิจัยบอกไว้ว่า พฤติกรรมสามารถเปลี่ยนเป็นนิสัยได้หากเราใช้เวลากับมันอย่างน้อย 30 วันครับ

ข้อ 3 "ถ้าต้องเรียนรู้จากหนังสือ ให้ปิดหนังสือซะ !?"

อ่านไม่ผิดหรอกครับ "ให้ปิดหนังสือซะ"

จริง ๆ แล้วข้อนี้น่าจะเป็นของแถมสำหรับคนที่ต้องฝึกฝนทักษะจากการอ่านหนังสือมากกว่า

มีการทดลองสนุก ๆ เพื่อจะพิสูจน์ว่า หากให้เวลาอ่านหนังสือเพียง 30 นาที วิธีไหนใน 2 วิธีต่อจากนี้จะทำให้ผู้อ่านสามารถจดจำเนื้อหาได้มากที่สุด ระหว่าง

วิธีที่ 1 อ่านเนื้อหาติดต่อกัน 4 รอบรวดและพยายามจดจำให้ได้มากที่สุด

วิธีที่ 2 อ่านรอบเดียว จากนั้นให้ปิดหนังสือ แล้วเขียนสรุปเนื้อหาออกมา

ผลการทดลองที่ออกมา ปรากฏว่าคนที่ใช้วิธีที่ 2 สามารถจดจำเนื้อหาได้มากกว่าคนที่ใช้วิธีที่ 1 เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นเพราะ "การเรียนรู้คือการดิ้นรนพยายาม" การอ่านหนังสือเพียงให้ผ่านตา ไม่ได้บีบให้สมองเกิดการกดดันมากพอที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้

ในทางกลับกัน การปิดหนังสือและสรุปออกมา จะบีบให้เราจับประเด็นสำคัญ ประมวลผล และจัดระเบียบประเด็นให้อยู่ในรูปแบบที่สมเหตุสมผล และการเขียนลงในกระดาษจะทำให้เกิดการ "ทำซ้ำ"

สังเกตมั้ยครับ ว่าวิธีนี้สมองของเราจะเกิดการดิ้นรนพยายามถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกตอนจับประเด็น ครั้งที่สองตอนจัดระเบียบ และครั้งที่สามตอนเขียนลงกระดาษ ซึ่งวิธีนี้จะกดดันให้สมองเราเกิดการเรียนรู้มากกว่าวิธีที่ 1 มากเลยทีเดียว จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ทดลองสามารถจดจำเนื้อหาได้มากกว่านั่นเอง

เป็นยังไงบ้างครับกับเคล็ดลับการพัฒนาตัวเองที่ผมนำมาฝากในวันนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ นะครับ

และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เน้นย้ำอยู่เสมอก็คือ ถึงจะมีเคล็ดลับต่าง ๆ มากมายขนาดไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นก็คือ การลงมือทำอย่างต่อเนื่องครับ

"เพราะทุก ๆ ความสำเร็จ เริ่มต้นจากการลงมือทำทีละเล็กทีละน้อย อย่างสม่ำเสมอ"

Reference : หนังสือ 52 เคล็ดวิชาเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นอัจฉริยะ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

ขอบคุณภาพจาก pixabay

ถ้าได้ประโยชน์จากบทความนี้ ช่วยกด Like, Share ด้วยนะครับ 😻

Phychology
beer wilai
ขอบคุณค่ะติดตามๆ💕
27 ก.พ. เวลา 05:28
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
ยินดีมาก ๆ ครับ ☺️
27 ก.พ. เวลา 05:47
1
Littleboy ความรู้ทั่วไป
ผมแวะมาติดตามให้กำลังใจครับ
26 ก.พ. เวลา 22:24
1
26 ก.พ. เวลา 23:13
Da's log
ข้อ 3 มีประโยชน์กะหนูมากเลยพี่นัท อารมณ์ว่าอย่าเอาแต่ input อย่างเดียว ต้อง output ด้วยสินะคะ 😆
24 ก.พ. เวลา 09:24
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
ใช่เลย...โดยเฉพาะเรื่องสอบ พี่ว่ายิ่งฝึกเขียนเยอะยิ่งเรียบเรียงได้ดีนะ (เสียดายเมื่อก่อนอ่านอย่างเดียวไม่ค่อยได้ฝึกเขียน ตอนสอบเลยเรียบเรียงถ้อยคำไม่ค่อยดี อารมณ์เเบบเขียนวนไปวนมา 😆)
24 ก.พ. เวลา 09:50
CK
ขอสอบถามนอกประเด็นโพสต์ครับ กรณีถ้าเรามอบอำนาจเพื่อให้คนอื่น (สมมุติเป็นคนเฝ้าหอพัก) สามารถแจ้งความแทน จะมีผลเสียอะไรกับเราได้ไหมครับ กรณีที่หอพักมีเรื่องวิวาทบ่อย เลยทำมอบอำนาจไว้ เวลามีอะไรก็แจ้งความได้เลย เพราะตำรวจอาจจะให้เจ้าของบ้านไปแจ้งเองครับ ขอรบกวนสอบถามเป็นความรู้ครับ ขอบคุณครับ
24 ก.พ. เวลา 08:27
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
มอบอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ได้ครับ โดย... -ผู้มอบอำนาจต้องเป็นผู้เสียหาย -ข้อความในหนังสือมอบอำนาจต้องถูกต้อง เช่น มอบอำนาจให้แจ้งความร้องทุกข์โดยมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ -เอกสารประกอบการมอบอำนาจต้องครบ
24 ก.พ. เวลา 08:50
1
C
CK
ขอบคุณครับ
24 ก.พ. เวลา 09:01
ชตระกูล ศรีสวัสดิ์
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆครับ ปิดหนังสือแล้วไปลอกโต๊ะข้างๆแทน
6 ธ.ค. 2019 เวลา 10:25
1
6 ธ.ค. 2019 เวลา 12:07
1
ชตระกูล ศรีสวัสดิ์
น่า... แมวดำ-แมวขาวผมไม่สน ขอให้มันจับหนูได้เป็นพอ
6 ธ.ค. 2019 เวลา 12:31
1
ช่างซ่อมบ้าน.com
เป็นเคล็ดลับที่ดีมากๆเลยค่ะ. เนื้อๆ เน้นๆ
5 ธ.ค. 2019 เวลา 07:37
1
5 ธ.ค. 2019 เวลา 08:03
ปล่อย_วาง
ขอบคุณข้อมูลดีๆครับ
26 พ.ย. 2019 เวลา 02:06
1
26 พ.ย. 2019 เวลา 02:18
Green Series
ขอบคุณครับสำหรับบทความที่ดีและมีประโยชน์👍👍
8 ต.ค. 2019 เวลา 18:28
1
8 ต.ค. 2019 เวลา 23:12
เรื่องที่รันอยากจะเล่า by ranaway
ขอบคุณสำหรับวิธีการดีๆนะครับ พี่กฏหมายqWQ
3 ต.ค. 2019 เวลา 10:03
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
ยินดีครับผม 😄
3 ต.ค. 2019 เวลา 11:08
เรื่องที่รันอยากจะเล่า by ranaway
เขียนบทความมาอีกนะครับพี่
3 ต.ค. 2019 เวลา 11:10
2
3 ต.ค. 2019 เวลา 11:14
1
อชิ
ขอแชร์บทความดีๆ ค่ะ✌🏻
3 ต.ค. 2019 เวลา 02:13
1
3 ต.ค. 2019 เวลา 02:20
1