17 กันยายน เวลา 09:17

ขอโทษครับ...ช่วยเงียบเสียงหน่อย

หนึ่งในภาพคลาสสิคที่สวยที่สุดของสตีเวน เจอร์ราร์ด ในแมตช์ที่ลิเวอร์พูลพลิกกลับมาชนะนาโปลี 3-1 ในเกมยูโรป้า ลีก รอบแบ่งกลุ่มเมื่อปี 2010 หรือ 9 ปีที่แล้ว กับกริยาท่าทางที่เอานิ้วมือจุ๊ๆที่ปาก เพื่อเป็นสัญญาณให้แฟนบอลนาโปลีช่วยเงียบเสียงลงหน่อย หลังจากที่พวกเขาเสียงดังตลอดครึ่งแรก

หลังจากที่ เอซีเกรียล ลาเวซซี่ บุกมายิงให้นาโปลีไปออกนำไปก่อน 1-0 ในนาทีที่ 28 แถมนาโปลียังข่มลิเวอร์พูลตลอดครึ่งแรก

ลาเวซซี่ยิงให้นาโปลีบุกมานำ 1-0

ไม่ข่มได้ไงล่ะ ก็ 11 ตัวจริงของลิเวอร์พูลวันนั้นคือชุดที่เรียกได้ว่า"ห่วยที่สุดใประวัติศาสตร์สโมสร"

รูปภาพที่แฟนบอลชอบเอามาโพสกันว่า"กูผ่านช่วงเวลานี้มาได้ไงวะ" ขอบอกไว้เลยว่าไอ้รูปภาพนั้นอ่ะก็คือแมตช์ที่เจอกับนาโปลีเนี่ยแหละ

นักเตะ 11 ตัวจริงของลิเวอร์พูลคืนนั้น

ผู้รักษาประตู : เรน่า

กองหลัง : จอห์นสัน,คีร์เกียกอส,คาร์ราเกอร์,คอนเชสกี้

กองกลาง : เมเรเลส,สเปียริ่ง,โพลเซ่น,เชลวี่,โยวาโนวิช

กองหน้า : เอ็นก๊อก

สำรอง : แฮนเซ่น,วิลสัน,สเคอร์เทล,เคลลี่,เจอร์ราร์ด,ลูคัส,เอคเคิลสตัน

11 ตัวจริงลิเวอร์พูล vs นาโปลี

เป็นไงครับท่านผู้ชม ตัวจริงกับตัวสำรองอาการหนักพอๆกัน ตัวสำรองมีแค่เจอร์ราร์ดกับเอคเคิลสตันที่เป็นตัวรุก นอกนั้นตัวรับทั้งหมด

ส่วนนาโปลีจัดเต็มทั้งลาเวซซี่,ฮัมซิคและคาวานี่

นี่คือลิเวอร์พูลชุดยูโรป้า ลีกปี 2010 ที่คุมทีมโดยปู่รอย (รอย ฮอดจ์สัน)

ลิเวอร์พูลในยุคที่กำลังเริ่มต้นใหม่ของรอย ฮอดจ์สัน แต่ก็ไม่ใช่แค่ลิเวอร์พูลแค่ทีมเดียวนะครับ เพราะถ้าย้อนไปในปีเดียวกันนั้น ยังมีทีมใหญ่อื่นๆที่อยู่ในช่วงที่กำลังสร้างทีมไปพร้อมๆกันก็คือ

ลิเวอร์พูล

นาโปลี

แอตฯ มาดริด

ปารีส

ดอร์ทมุนด์

เซบีญ่า

ยูเวนตุส

แมนฯ ซิตี้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะรายชื่อที่ผมกล่าวมานี้คือทีมที่อยู่ในรอบแบ่งกลุ่มยูโรป้าปี 2010 ปีเดียวกับลิเวอร์พูลทั้งหมด

แมนฯ ซิตี้ดวลกับยูเวนตุสในยูโรป้า ลีก เมื่อปี 2010

ปัจจุบันพวกเขาเหล่านี้ขึ้นมาสู้กันใน UCL หมดแล้วเรียบร้อย เพียงแต่ว่าลิเวอร์พูลคือทีมที่ใช้เวลานานกว่าทีมอื่นๆที่จะกลับเข้ามาเป็นขาประจำของ UCL แค่นั้นเอง

กลับมาที่คืนวันที่แข่งกับนาโปลี

นาโปลีหลังจากที่ลิเวอร์พูลตามหลังนาโปลีในครึ่งแรก 0-1

รอย ฮอดจ์สัน ทำการเปลี่ยนสตีเวน เจอร์ราร์ด ลงแทน มิลาน โยวาโนวิชในครึ่งหลัง ส่งผลให้เกมของลิเวอร์พูลเปลี่ยนทันที

ตัวขับเคลื่อนทีมของแท้

ลิเวอร์พูลได้อิทธิพลของเจอร์ราร์ดแพร่กระจายไปทั่วสนาม ลิเวอร์พูลครองบอลบุกโจมตีอยู่ข้างเดียวในครึ่งหลัง เปรียบเสมือนหนังคนละม้วน เพราะเจอร์ราร์ดลงมาซัดแฮตทริกให้ลิเวอร์พูแซงนำ 3-1 โดยใช้เวลาเพียงแค่ 45 นาทีเท่านั้น

เริ่มจากลูกแรกที่กองหลังนาโปลีคือหลังสั้น ทำให้เจอร์ราร์ดวิ่งเข้าไปบวกกับผู้รักษาประตู 50/50 ก่อนที่บอลจะเข้าประตูไป และนี่เป็นสัญญาณที่เจอร์ราร์ดบอกให้แฟนนาโปลีได้รู้ไว้ว่า"ที่นี่แอนฟิลด์"

ประตูที่สองมาจากจุดโทษที่เกล็น จอห์นสันเป็นคนเรียกฟาล์ว

ประตูที่สามเจอร์ราร์ดชิพเข้าไปนิ่มๆจากการจ่ายบอลของลูคัส

ลูคัสถวายพานให้เจอร์ราร์ดเข้าไปยิงแฮตทริกในลิเวอร์พูลย้ำชัยชนะ 3-1

สุดท้ายเจอร์ราร์ดคว้า MOM พร้อมลูกฟุตบอลกลับบ้านในเกมนั้น

จริงๆแล้วถ้านับแค่เวลาในการทำประตู จะเห็นได้ว่าประตูแรกกับประตูที่สาม ใช้เวลาห่างกันเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น (ประตูแรก 75 ประตูสุดท้าย 89)

นักเตะชุดที่ห่วยในประวัติศาสตร์ กลับกลายเป็นแมตช์แห่งความทรงจำแมตช์นึงของสตีเวน เจอร์ราร์ดไปซะอย่างนั้น

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า

.

.

.

.

.

อย่าซ่า ตอนข้าไม่อยู่

#ปลายสตั๊ดสีแดง

18
แชร์ 1 ครั้งรับชม 1.2k ครั้ง
May​
เกมนั้นจำได้แต่พี่เจิดคนเดียวเลย😁แต่แอดเกริ่นนำว่า11ตัวจริงเป็นยุคที่ห่วยที่สุดในประวัติศาสต​ร์สโมสร​ คนเดียวที่ลอยมาในหัววิ้งๆคืออออ​ เทพ​บาโล😂😂จำได้แต่16นัดยิงได้ตั้ง1ประตู🙄
17 กันยายน เวลา 10:38
1
ปลายสตั๊ดสีแดง
ถ้าถ้วยอื่นยิงอยู่นะ แต่ในลีคแค่ลูกเดียวเอง
17 กันยายน เวลา 22:04
1