3 ตุลาคม เวลา 00:45Entertainment

รามานุจัน : The Man Who Knew Infinity (2015)

ศิลปินผู้รังสรรค์คณิตศาสตร์บนผืนผ้าใบแห่งชีวิต

The Man Who Knew Infinity (2015)

ภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวิตจริงของ

ศรีนิวาสะ ไอเยนการ์ รามานุจัน นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะชาวอินเดีย ผู้คิดค้นและสร้างทฤษฎีบททางคณิตศาสตร์ในเรื่องทฤษฎีจำนวน อนุกรมอนันต์ และเศษส่วนต่อเนื่อง ตลอดชีวิตของรามานุจันสร้างผลงานทางคณิตศาสตร์ไว้กว่า 3,900 รายการ

ความน่าสนใจของรามานุจัน คือ เขาไม่ได้เรียนคณิตศาสตร์ตามระบบการศึกษา

ที่จริงเขาได้รับรับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของรัฐเมืองคัมบาโคนัม (ประเทศอินเดีย)

แต่เมื่อได้เข้าเรียน รามานุจันไม่สนใจวิชาอื่นใดเลยนอกจากคณิตศาสตร์ ทำให้ผลการเรียนวิชาอื่นแย่มาก

และต้องเสียทุนไปในที่สุด

แม้ไม่ได้เรียนในระบบการศึกษาแต่รามานุจันยังคงขบคิดปัญหาทางคณิตศาสตร์อยู่ตลอดเวลา

เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ภายในวัด ขีดเขียนตัวเลขลงบนพื้น ผนังและกำแพง ใช้เวลาทั้งวันขลุกอยู่กับตัวเลขและสูตรต่างๆ

รามานุจันตัดสินใจสมัครงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวและได้งานเป็นเสมียนในบริษัทสัญชาติอังกฤษแห่งหนึ่ง

ที่นั่นเขาได้พบกับชายคนแรกที่เชื่อมั่นในตัวเขาและแนะนำให้รามานุจันส่งผลงานทางคณิตศาสตร์ไปที่อังกฤษ

รามานุจันเริ่มมีความหวังว่าทฤษฎีจำนวนของเขาจะได้รับการตีพิมพ์ เขาส่งจดหมายแนะนำตัวพร้อมแนบผลงานส่งไปให้นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายคน

และเป็นศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ แห่งทรินิตี้ คอลเลจ

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่มองเห็นความเป็นอัจฉริยะในตัวเขา ฮาร์ดี้เชิญรามานุจันมาร่วมงานด้วย แต่ถูกคัดค้านจากคณาจารย์หลายคนในสภามหาวิทยาลัย

เพราะรามานุจันไม่มีคุณวุฒิทางการศึกษา และทฤษฎีของเขาก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง

ฮาร์ดี้ต้องต่อสู้กับคนของสภามหาวิทยาลัย ที่มีแนวคิดไปในทางเหยียดรามานุจัน(เพราะในขณะนั้น อินเดียอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ การยอมรับรามานุจันก็เท่ากับว่ายอมรับความสามารถของประชากรในประเทศใต้การปกครอง )

แต่ท้ายที่สุดรามานุจันก็ได้มาร่วมงานกับฮาร์ดี้ พร้อมกับต้องเข้าเรียนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ร่วมกับนักศึกษาคนอื่นๆของเคมบริดจ์ตามที่ฮาร์ดี้ร้องขอไว้กับสภามหาวิทยาลัย

อีกนัยหนึ่งคือเพื่อให้รามานุจันได้เรียนรู้สัญลักษณ์และตัวแปรทางคณิตศาสตร์ที่เป็นสากลมากขึ้นด้วย

(รามานุจันเรียนคณิตศาสตร์ด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ การใช้สัญลักษณ์และวิธีการบางอย่างจึงแตกต่างจากคนอื่นไปบ้าง)

เมื่อได้ร่วมงานกันจริงๆแล้ว

ฮาร์ดี้ค่อนข้างประหลาดใจกับสูตรต่างๆที่รามานุจันค้นพบ เพราะมันมีสูตรแต่ไม่มีที่มาและบทพิสูจน์

ฮาร์ดี้ไม่สามารถตีพิมพ์งานเหล่านี้ได้ ถ้าไม่มีบทพิสูจน์จะทำให้ทฤษฎีของรามานุจันไม่ได้รับการยอมรับ

เขาให้รามานุจันไปจัดการหาบทพิสูจน์ของทฤษฎีมาให้ได้

แรกๆรามานุจันก็ต่อต้าน

สำหรับรามานุจันแล้ว สูตรที่เขาคิดขึ้นมานั้น แม้ไม่สามารถอธิบายวิธีคิดได้...แต่เขาก็คำนวณออกมาด้วยวิธีการเฉพาะของเขา

รามานุจันเปรียบคณิตศาสตร์เป็นเหมือนงานศิลปะ

มีตอนหนึ่งที่รามานุจันตอบคำถามภรรยาถึงวิธีการคิดสูตรตัวเลขของเขา

" มันเหมือนกับการระบายสีด้วยสีที่มองไม่เห็น"

ผมเชื่อว่ารามานุจัน มองตัวเลขเป็นความงาม มองการค้นพบสูตรต่างๆเป็นเหมือนการสร้างงานศิลปะ

ก็คงใช่...เพราะเขาใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการเขียนสูตรคณิตศาสตร์ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับจิตรกรที่ใช้เวลาทั้งวันเพื่อสร้างงานศิลปะ

หลังผ่านการโต้เถียงกับฮาร์ดี้ไประยะหนึ่ง

ในที่สุดรามานุจันก็ยอมทำตามที่ฮาร์ดี้แนะนำ

เขาเริ่มเขียนบทพิสูจน์ของทฤษฎีจนผลงานได้รับการตีพิมพ์ และก็เป็นฮาร์ดี้ที่ผลักดันจนรามานุจันได้เป็นสมาชิกของราชสมาคมแห่งลอนดอน

และสมาชิกของวิทยาลัยทรินิตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

แต่....ชีวิตของอัจฉริยะมักอยู่ได้ไม่นาน

รามานุจันพบว่าตัวเขาป่วยเป็นวัณโรคขั้นร้ายแรง

เขาจึงตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตที่อินเดียกับภรรยาและแม่ก่อนจะเสียชีวิตลงในวัย 32 ปี

รามานุจัน ตัวจริง(ซ้าย) : นักแสดง (ขวา)

ในช่วงที่กำลังรักษาอาการป่วยอยู่ที่อังกฤษ เขาได้พูดคุยหลายๆเรื่องกับฮาร์ดี้

เขาได้ตอบข้อสงสัยของฮาร์ดี้ถึงที่มาของสูตรคณิตศาสตร์ว่า ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ที่เขาคิดค้นนั้นพระนางลักษมี (เทพทางฮินดู) ใส่เข้ามาในหัวของเขา

เขาเป็นเพียงผู้ถ่ายทอดสารจากพระเจ้าเท่านั้น

"สมการไหนก็ไม่มีความหมาย หากมันไม่สะท้อนความคิดของพระเจ้า"

ฮาร์ดี้เอง แม้ไม่ได้มีความศรัทธาในพระเจ้าสักเท่าไหร่

แต่เขาก็มีแนวคิดไม่ต่างไปจากรามานุจัน

เห็นได้จากคำไว้อาลัยที่ฮาร์ดี้กล่าวถึงรามานุจัน

"เราเป็นเพียงแต่นักแสวงหาความอนันต์ เราไม่ได้สร้างสูตรนี้ มันมีของมันอยู่แล้ว แค่รอคอยคนอัจฉริยะอย่างรามานุจันมาค้นพบ"

ผลงานกว่า 3,900 รายการของรามานุจัน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ผิดพลาด

สิ่งที่รามานุจันฝากไว้ให้กับโลกใบนี้มีประโยชน์มหาศาลต่อวงการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน

ทฤษฎีจำนวนของเขาถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนสถานะของสสารในวิชาเคมี

ทฤษฎีสตริงว่าด้วย 10 มิติ รวมถึงการคำนวณเกี่ยวกับหลุมดำในอวกาศ ต่างก็ใช้สูตรการคำนวณของรามานุจัน

รามานุจัน คือ อัจฉริยะ ผู้แผ้วถางทางสำเร็จด้วยความมานะของตนเอง

รวมถึงได้กัลยาณมิตรที่ดีอย่างศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ ที่คอยแนะนำ ช่วยเหลือ และผลักดันจนรามานุจันได้รับการยอมรับ

ฮาร์ดี้ ช่วยรามานุจันพิสูจน์ทฤษฎี

จนฮาร์ดี้นั้นไม่ได้ต่อยอดผลงานของตัวเอง

แต่เขาก็ยินดีที่ได้ร่วมงานกับอัจฉริยะอย่างรามานุจัน และได้กล่าวถึงการร่วมงานกับรามานุจันไว้ว่า

" สำหรับชีวิตนักคณิตศาสตร์ การได้ร่วมงานกับรามานุจัน เป็นเรื่องโรแมนติกเพียงเรื่องเดียวในชีวิตของเขา "

หากนิยามของศิลปะคือ " ความงาม "

คณิตศาตร์คงเป็นความงามของชายอัจฉริยะชื่อ

" รามานุจัน " ศิลปินผู้สร้างผลงานจากสีแห่งตัวเลข พู่กันจากสูตรคณิต ผู้วาดความงามลงบนผืนผ้าใบแห่งชีวิตที่แม้จะสั้น แต่ทว่า " งดงาม "

เครดิตข้อมูล :

ภาพประกอบจาก :

104
แชร์ 7 ครั้งรับชม 4.7k ครั้ง
Movietalk by คนคอหนัง
ไม่เคยดูเรื่องนี้เลยครับ ทางหนังน่าจะแบบ จอห์น​ แนช A Beautiful Mind มั้งครับ
7 ตุลาคม เวลา 22:24
1
หนังหลายมิติ
จะนิ่งกว่า a beautiful mild ครับ แต่ก็ถือว่าไม่ขี้เหร่ครับ สนุกดี
8 ตุลาคม เวลา 13:50
1
Plan To Perfect/พี่เจี๊ยบเอง
พี่เคยดูหนังเรื่องนี้หนังถ่ายทอดได้ดีเลย👍👍👍
3 ตุลาคม เวลา 15:22
1
ประดับ อินทร์แป้น
นับว่าเป็นเรื่องทีน่าศึกษาชีวประวัติของท่าน. ไม่เคยได้รู้มาก่อน..ขออนุญาตแชร์ครับ..
3 ตุลาคม เวลา 13:09
1
หนังหลายมิติ
ยินดีครับ :)
3 ตุลาคม เวลา 14:17
3 ตุลาคม เวลา 13:06
ประดับ อินทร์แป้น
คนดีๆอายุมักสั้น..แต่คนจันทร์อะไรอายุยืนยาว😣😭 ยมบาลหรือพระกาลสองมาตรฐานหรือไร??!
3 ตุลาคม เวลา 13:05
Strongแล้วเดินหน้าต่อ
น่าดูอีกแล้วค่ะ
3 ตุลาคม เวลา 13:05
3 ตุลาคม เวลา 09:17
1
หนังหลายมิติ
ลองหามาดูครับ :)
3 ตุลาคม เวลา 10:04
Si nin
น่าดูมากเลยค่ะ
3 ตุลาคม เวลา 08:35
1
Sloth Holmes
อ่านทั้งหนังสือที่ สนพ มติชน แปลและตีพิมพ์ และดูหนังด้วย ทึ่งในความมุ่งมั่นและความเป็นอัจฉริยะของท่านรามานุจันมาก🙇‍♂️
3 ตุลาคม เวลา 06:24
1
หนังหลายมิติ
ยังไม่เคยอ่านหนังสือเลยครับ ในหนังสือน่าจะมีรายละเอียดมากกว่าหนัง
3 ตุลาคม เวลา 10:04
1
Sloth Holmes
ใช่ครับ หนังใส่รายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างลงไป มันอาจจะทำให้หนังดูน่าเบื่อไปนะครับ
3 ตุลาคม เวลา 10:08
1
เรื่องเล่าจากดาวนี้
น่าสนใจมากเลยค่ะ อ่านแล้วอยากดูเลยค่ะ👍😄
3 ตุลาคม เวลา 04:45
1