6 ตุลาคม เวลา 06:27Philosophy

"มารักษาโรคชอบแก้ตัว (โรคแห่งความล้มเหลว) กับสตีเฟน ฮอว์กิน กันเถอะ"

เรียนน้อยไป แก่เกินไป ยังเด็กเกินไป โชคไม่ดี สุขภาพไม่ดี พื้นฐานครอบครัวไม่ดี ???

vox.com

เรามักจะเห็นข้ออ้างเหล่านี้เป็นประจำในคนที่ไม่ยอมทำอะไรเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งแรก ๆ คนที่อ้างเหตุผลเหล่านี้มักจะได้รับความเห็นใจจากผู้คนรอบข้าง

แต่รู้มั้ยว่า หากเขาใช้ข้ออ้างเหล่านี้อยู่เป็นประจำแล้ว สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นนิสัยและกลายเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า "โรคชอบแก้ตัว"

เมื่อเราได้มีประสบการณ์รู้จักผู้คนมากพอ เราจะสามารถแยกแยะได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักจะมีสิ่งหนึ่งที่ตรงข้ามกันอยู่เสมอ

นั่นก็คือ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักจะป่วยเป็นโรคจิตใจตาย หรือโรคชอบแก้ตัว

pixabay

ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จสูงเท่าไหร่ ก็มักจะเป็นคนที่ไม่นิยมการแก้ตัวมากเท่านั้น

คนที่ไม่ไปไหนและไม่มีแผนการ จะมีเหตุผลมากมายที่จะอธิบายว่า ทำไมเขาจึงไม่ไปไหน ทำไมถึงไม่ได้ทำ และทำไมถึงทำไม่ได้

คนป่วยเป็นโรคชอบแก้ตัวมักจะค้นพบเหตุผลที่ดีแล้วใช้มันเป็นข้ออ้างกับตัวเองและคนอื่นว่าทำไมเขาถึงไม่ก้าวหน้า

pixabay

แต่รู้ไหมครับว่า แต่ละครั้งที่แก้ตัว คำแก้ตัวนั้นจะฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของเขา

ซึ่งความคิดไม่ว่าเป็นด้านบวกหรือด้านลบจะเติบโตและมั่นคงขึ้นเมื่อได้รับการตอกย้ำ

ในครั้งแรกคนชอบแก้ตัวจะรู้ดีว่าข้อแก้ตัวเหล่านั้นไม่มากก็น้อยเป็นคำโกหก

แต่ยิ่งพูดย้ำมากขึ้นเท่าไหร่เขาจะรู้สึกเชื่อมากขึ้นเท่านั้นว่าคำพูดเหล่านั้นมันเป็นเรื่องจริง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเป็น

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคชอบแก้ตัว

pixabay

โดยปกติ การชอบแก้ตัวมักจะปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ กันแต่ที่พบเห็นมากที่สุดจะเป็นเรื่องของ สุขภาพ ความเฉลียวฉลาด อายุ และโชคชะตา

เมื่อพูดถึงข้อแก้ตัวเรื่องสุขภาพ

สุขภาพไม่ดีในรูปแบบเป็นร้อยเป็นพันชนิดถูกใช้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ทำในสิ่งที่ผู้คนจะต้องกระทำ ไม่ยอมรับผิดชอบในภาระหน้าที่สูงขึ้น ไม่ทำงานเพิ่มขึ้น ฯลฯ

แต่สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จ แม้เขาจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่สามารถยกขึ้นมาอ้างเพื่อที่จะไม่ต้องทำอะไรก็ได้แต่เขาเลือกที่จะไม่ใช้

ผมขอยกตัวอย่างจากบุคคลสำคัญของโลกที่พวกเราน่าจะรู้จักกันดี ชื่อของเขาคือ

"สตีเฟน ฮอว์กิน"

The onion

สตีเฟน ฮอว์กิ้น เป็นนักทฤษฎีฟิสิกส์ นักจักรวาลวิทยา นักเขียน ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของยุคปัจจุบัน

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าผลงานทางวิชาการ

ก็คือ เรื่องสุขภาพของเขา

เดิมที สตีเฟน ฮอว์กิ้น เป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนทั่วไป ที่สามารถเดินวิ่ง

ได้อย่างปกติ

telegraph.co.uk

จนกระทั่งอายุ 21 ปี เขาได้ป่วยเป็นโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม ซึ่งผลของโรคนี้ทำให้กล้ามเนื้อของเขาฝ่อลงอย่างต่อเนื่อง

จากคนที่เคยเดินวิ่งได้อย่างปกติ กลายเป็นคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพราะกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงลง พูดจาติดขัด ทานอาหารและหายใจไม่ได้ตามปกติ

สิ่งที่เขาทำได้ด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียวหลังจากป่วย คือการขยับนิ้วและกระพริบตา

ถ้าเป็นคนทั่วไปที่อยู่ในสภาพเดียวกับ

สตีเฟน ฮอว์กิ้น ก็อาจจะหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วก็ได้ แต่ไม่ใช่สำหรับเขา

แม้จะขยับร่างกายได้เพียงนิ้วและกระพริบตา สตีเฟน ฮอว์กิ้น ก็ยังคงทำงานที่เขารักและหลงใหลต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

เขาใช้ชีวิตบนรถเข็นไฟฟ้า ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และติดต่อสื่อสารกับผู้คนด้วยอุปกรณ์พิเศษ ที่สังเคราะห์เสียงพูดจากตัวอักษร

businessworld.in

ทั้งงานวิจัย งานเขียนหนังสือ และงานสอน เขาสร้างมันขึ้นมาบนรถเข็นไฟฟ้าและจากอุปกรณ์สื่อสารพิเศษ

สตีเฟน ฮอว์กิน มีผลงานวิจัยมากมาย และหนังสืออีกหลายเล่ม ซึ่งผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ

- A Brief History of Time

- The Universe in a Nutshell

- Black Holes and Baby Universes and Other Essays

- The Grand Design and My Brief History

Amazon.com

แม้ปัจจุบัน สตีเฟน ฮอว์กินได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ผลงานทางวิชาการและจิตใจที่เป็นนักสู้ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคของเขาได้กลายมาเป็นมรดกตกทอดแก่คนรุ่นหลังที่จะได้เรียนรู้และกล่าวถึงอัจฉริยบุคคลผู้นี้ที่สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมไว้อย่างมากมาย

"แม้เขาจะทำได้เพียงกระดิกนิ้วและกระพริบตาก็ตาม"

สำหรับคนที่ชอบแก้ตัวและมีข้ออ้างต่าง ๆ นา ๆ

หากวันนี้คุณยังเดินได้สะดวก

หากคุณยังคงทานข้าวได้ตามปกติ

หากคุณยังพูดและหายใจได้อย่างคล่องแคล่ว

แต่ก็ยังไม่คิดจะทำอะไรให้ชีวิตดีขึ้น

ผมขอให้คุณดูผู้ชายที่ชื่อ สตีเฟน ฮอว์กิน เป็นตัวอย่าง ก่อนที่จะยอมแพ้และล้มเลิกอะไรง่าย ๆ

และที่สำคัญ เปลี่ยนจากการแก้ตัวมาเป็นแก้ไข เพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น

ไม่ใช่เพื่อโลก แต่เพื่อตัวคุณเองนั่นแหละครับ

pixabay

- หนังสือ The magic of thinking big

ผู้เขียน David J. Schwartz

สำนักพิมพ์ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)

ถ้าได้ประโยชน์จากบทความนี้ ช่วยกด Like, Share ด้วยนะครับ 😻

162
แชร์ 40 ครั้งรับชม 7.1k ครั้ง
Phychology
The Signature
ใช่ที่สุดเลยครับ
7 ตุลาคม เวลา 09:09
2
7 ตุลาคม เวลา 09:22
1
"หุ้น" กันมั๊ย!
สุดยอดครับ ว่ากันว่าถ้าเราสามารถสั่งตัวเองให้ “Do it now” ภายใน 5 วินาทีได้ ส่วนใหญ่เรื่องที่จะทำนั้นจะสำเร็จ แต่ถ้าภายใน 5 วินาทีนั้นเราลังเล และมีข้ออ้างมากมายเข้ามา สุดท้ายแล้ว % ที่จะสำเร็จนั้น จะน้อยเอามากๆ เลยครับ
7 ตุลาคม เวลา 04:25
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
น่าสนใจครับ 👍
7 ตุลาคม เวลา 05:59
1
7 ตุลาคม เวลา 04:16
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
ขอบคุณครับ 😄🙏
7 ตุลาคม เวลา 05:58
ทวีศักดิ์ สระแก้ว
ดีมากเลยครับ
7 ตุลาคม เวลา 01:18
1
7 ตุลาคม เวลา 01:54
SaraUpdate
เป็นบทความที่ให้แรงบันดาลใจได้ดีมากๆเลยค่ะ
6 ตุลาคม เวลา 16:02
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
ขอบคุณครับซาร่า ☺️
6 ตุลาคม เวลา 16:08
มิสเตอร์บอมบ์
ยอดเยี่ยม
6 ตุลาคม เวลา 15:11
1
6 ตุลาคม เวลา 15:35
Win D Keller
เยี่ยม
6 ตุลาคม เวลา 12:56
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
ขอบคุณมากครับ
6 ตุลาคม เวลา 13:00
Veerapat Ngernpoolzup
สุดยอดครับ
6 ตุลาคม เวลา 12:11
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
ขอบคุณครับ ☺️
6 ตุลาคม เวลา 12:28
1
Lek
Hollywood นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Theory of everything
6 ตุลาคม เวลา 11:26
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
ใช่แล้วครับ 👍
6 ตุลาคม เวลา 11:47
Si nin
สุดยอดเลยค่ะ เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากค่ะ
6 ตุลาคม เวลา 10:44
1
กฎหมายย่อยง่าย by Natarat
ขอบคุณครับสินิน
6 ตุลาคม เวลา 11:47