28 ตุลาคม เวลา 02:55Philosophy

Inside out (2015)

แอนิเมชั่นที่ว่าด้วยอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์

กับการฝึก "จิต" เพื่อเฝ้าดูอารมณ์ และ วิถีจิต 17 ขณะ ของพุทธศาสนา

ก่อนเขียนบทความนี้ ผมได้เกริ่นนำไว้ก่อนแล้วว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ โดยผมเชื่อมาตลอดว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้คงเป็นหนึ่งในหนังที่หลายคนน่าจะเคยดูกันมาแล้ว...

แต่จากที่ได้อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆหลายคนที่เข้ามาแสดงความเห็น ทำให้รู้ว่า...ผมคิดผิด

เพราะมีหลายคนเลยที่บอกว่ายังไม่เคยดูแอนิเมชั่นเรื่องนี้

ผมจึงอยากจะบอกสำหรับท่านที่ยังไม่ได้ชมแอนิเมชั่นเรื่องนี้ว่า " ไปหามาดูเถอะครับ "

สำหรับผม Inside out คือหนึ่งในแอนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมของ Pixar ที่ดีเทียบเท่ากับ Toy story , Finding Nemo หรือ Up คุณปู่ซู่ซ่า เลยทีเดียว

และสิ่งที่ทำให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้มีคุณค่ามากยิ่งขี้นไปอีกก็คือ ประเด็นที่หนังพยายามจะสื่อสารบอกคนดู

มันคมคายและให้บทเรียนกับชีวิตของเราอย่างมาก

หนังพูดถึงการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่เกิดการตอบสนองเป็นอารมณ์ต่างๆที่แตกต่างกัน ซึ่งอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้น สุดท้ายได้หลอมรวมเป็นประสบการณ์ฝังอยู่ในความทรงจำ และหล่อหลอมเป็นบุคลิกของเรา

" คุณเคยมองใครซักคนแล้วสงสัยหรือเปล่าว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในหัวของเค้า ? "

นี่คือประโยคเปิดเรื่องของหนังเรื่องนี้ พร้อมแนะนำตัวละครสาวน้อย " ไรลีย์ " เด็กหญิงที่เกิดและเติบโตโดยมีอารมณ์ทั้งห้าสลับกันมาดูแล

เราจะได้เห็นสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่าง " อารมณ์ " ในรูปแบบที่จับต้องได้ผ่านตัวละครห้าตัวที่อยู่ในหัวของไรลีย์

ซึ่งทุกตัวละครทำหน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ของไรลีย์ให้เป็นไปตามบุคลิกของพวกเขา

ตัวละครทั้งห้าตัวนั้นได้แก่

• JOY (ลัลล้า : สีเหลือง )

• Sadness (เศร้าซึม : สีฟ้า)

• Anger (โมโห : สีแดง)

• Disgusts (ขยะแขยง : สีเขียว)

• Fear (กลัว : สีม่วง)

เราจะได้เห็นชีวิตในแต่ละวันของไรลีย์ กับเหตุการณ์ที่เธอต้องเผชิญและทำให้เกิดเป็นอารมณ์ต่างๆ

เมื่อไรลีย์กลัว Fear(กลัว : ตัวละครสีม่วง) ก็จะควบคุมความคิดเธอชั่วขณะ

เมื่อเธอโกรธ Anger(โมโห : ตัวละครสีแดง) ก็จะเกี้ยวกราดอยู่ในหัวไรลีย์และส่งผลให้เธอเกรี้ยวกราดด้วยเช่นกัน

แน่นอน...ชีวิตมนุษย์เราก็มีทุกอารมณ์ผ่านเข้ามาเช่นเดียวกับไรลีย์ ดังนั้นการดูชีวิตไรลีย์กับอารมณ์ทั้งห้าของเธอก็เหมือนกับว่าเรากำลังดูตัวเอง

ผมจะไม่กล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในหนังนะครับ เพื่อให้คนที่ยังไม่ได้ดูได้เต็มอิ่มไปกับแอนิเมชั่นเรื่องนี้อย่างเต็มที่

หนังมีจุดพลิกผันและหักเหให้เราได้ลุ้นไปกับตัวละคร แถมการผูกโยงให้อารมณ์ต่างๆเข้ามามีบทบาทในชีวิตไรลีย์ก็ทำได้ดีมาก

ถ้าจะให้นิยามเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้แบบสั้นๆคงเป็นหนังที่จะบอกกับเราว่า " โลกภายในกำหนดโลกภายนอก "

อารมณ์ทั้งห้าคือส่วนประกอบของโลกภายใน ที่ทำให้เราเติบโตและพร้อมเผชิญกับสภาวะภายนอก

ซึ่งประเด็นนี้คล้ายหลักคำสอนทางพุทธศาสนา

พุทธศาสนาสอนให้เราเป็นผู้ "เฝ้าดู"อารมณ์

ไม่ว่าความสุข ความเศร้า ความโกรธ ความกลัว

ทุกอารมณ์ล้วนเกิดขึ้นมาตามเหตุปัจจัย

หากเรา " หลง " และไม่มีความรู้สึกตัว เราก็จะถูกอารมณ์เหล่านั้นครอบงำ

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราหมั่นเจริญสติเพื่อฝึกความรู้สึกตัว

ใน inside out แบ่งอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์เป็น 5 อารมณ์ คือ สุข เศร้า โกรธ กลัว เกลียด

ในทางพุทธศาสนาสิ่งที่เป็นตัวรู้อารมณ์เหล่านี้เราเรียกว่า " จิต " ซึ่งในพระอภิธรรม แบ่งจิตไว้ละเอียดมาก จิตมี 89 ดวง และหากแบ่งอย่างละเอียด(โดยพิสดาร)ก็มีมากถึง 121 ดวง

กล่าวโดยสรุปจิต 89 ดวง หรือ 121 ดวงนี้ เป็นสภาวะจิตที่เสวยอารมณ์แตกต่างกัน แบ่งแบบหยาบๆก็มีเช่น

กุศลจิต (จิตที่เป็นกุศล มี 12 ดวง ) อกุศลจิต ( จิตที่ไม่เป็นกุศล มี 21 ดวง) วิปากจิต ( จิตที่เกิดจากผลของกรรม มี 36 ดวง) และ กิริยาจิต ( จิตที่สักแต่ว่าทำ ไม่เป็นทั้งกุศล และอกุศล มี 20 ดวง )

ตรงนี้ผมแสดงกว้างๆของจิต 89 ดวง เท่านั้นครับ เพราะถ้าแยกโดยละเอียดนอกจากจะทำให้บทความนี้ยาวจนเกินไปแล้ว ยังอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความ มึนงง หรือไม่ก็เลิกอ่านไปเลย

ในพระอภิธรรมนั้นเป็นหลักธรรมในหมวดของการอธิบายเรื่องที่เป็นทั้งรูปธรรม (รูป) และนามธรรม ( จิต เจตสิก นิพพาน) เรียกว่าจำแนกกันละเอียดยิบเลยทีเดียว หากอยากรู้เรื่องของ "จิต" ในทางพระพุทธศาสนาให้มากขึ้น แนะนำว่าควรศึกษาจากพระอภิธรรม

หมายเหตุ : ขอให้แยกพระอภิธรรมเป็นส่วนเนื้อหานะครับ เพราะการบรรลุสู่ความหลุดพ้นทางจิตนั้นเน้นไปทางการปฏิบัติมากกว่า คือการเฝ้าดูจิตเพียงเท่านั้น ซึ่งมีหลายวิธีแต่ที่มักได้รับการแนะนำคือการฝึกตามแนวทาง " สติปัฐฐาน 4 "

คือฝึกรู้สึกตัวมีสติทุกอริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน

ถ้าสงสัยว่าเราฝึกดูจิตไปทำไม ?

คำตอบคือเพื่อให้รู้ตัวไม่หลง ยกตัวอย่างเช่น

ความโกรธนั้นเกิดจากการหลงในอารมณ์โมหะ

คนที่โกรธนั้นมีอารมณ์โกรธ แต่เขาไม่รู้สึกตัวว่ากำลังโกรธ เขาจะหายโกรธได้ก็เพราะเวลาที่ผ่านไปทำให้เขาไปสนใจเรื่องอื่น หรือ ถ้าเขาถอยออกมาจนเห็นอารมณ์ความโกรธของตนเองได้ด้วยการรู้สึกตัว และสังเกตอารมณ์ความโกรธจะค่อยๆเจือจางและหายไป

การมองเห็นไม่ใช่การข่มความโกรธ แต่เป็นการรู้สึกตัวว่ากำลังโกรธ จนได้มองลึกลงไปถึงอาการหายใจอันเกิดจากความโกรธรวมถึงอารมณ์ที่แผดเผาอยู่ภายใน ทำให้ความโกรธค่อยๆระงับลง

แต่การจะฝึกไปจนรู้สึกตัวได้ตลอดเวลาอย่างพระอรหันต์นั้น ต้องอาศัยความเพียรมหาศาลและฝึกฝนจนตามรู้การเกิดดับของจิตได้ทุกขณะ

ซึ่งจิตนั้นมีการเกิดดับที่ไวมาก

ท่านเปรียบเหมือนชั่วเวลาที่งอนิ้วมือเข้ามาแล้วดีดออกไป ( เพียงชั่วลัดนิ้วมือ) จิตก็เกิดดับมากมาย

การตามดวงจิตให้ทันกับความเร็วระดับนั้น ระดับของสมาธิต้องสูงมาก

ลองคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งสักเรื่องโดยไม่เผลอไปคิดเรื่องอื่นเลยสัก 5 นาที จะรู้ว่าทำยากมาก เพราะธรรมชาติของจิตมันไม่นิ่ง

แม้จิตจะเกิดดับอยู่ตลอดเวลาแต่เราก็ไม่สามารถตามจับการเกิดดับนั้นได้ง่ายๆ เพราะการเกิดดับนั้นต่อเนื่องไหลเป็นกระแส ลองนึกถึงเปลวเทียนที่เปลี่ยนรูปร่างไปมาตลอดเวลา จิตของเราก็เป็นเแบบนั้น

ในพระอภิธรรมกล่าวว่า จิตที่เสวยอารมณ์นั้น เกิดดับต่อเนื่องรวมกันถึง17 ขณะ ( เกิด ดับ เกิด ดับ )

ซึ่งจิตทั้ง 17 ขณะนี้ มีชื่อเรียกแต่ละขณะแตกต่างกัน

จิตชุดแรก คือ จิตที่ยังมีอารมณ์เก่ายังไม่ได้รับอารมณ์ใหม่ มี 3 ขณะ (ภวังคจิต)

จิตชุดที่สองคือ จิตที่รับอารมณ์ใหม่เข้ามาแล้ว แต่ยังไม่เสพอารมณ์นั้นเข้ามา มี 5 ขณะ

จิตชุดที่สามคือ จิตที่เสพอารมณ์นั้นแล้ว มี 7 ขณะ เรียกว่า " ชวนจิต (อ่านว่า ชะ-วะ-นะ-จิต)

จิตชุดสุดท้ายคือ จิตที่หน่วงอารมณ์นั้นไว้ จนสิ้นสุด มี 2 ขณะ

จิตทั้งสี่ชุดนี้มีคำอธิบายให้เห็นภาพขั้นตอน ลำดับของการเสพอารมณ์รวมถึงกระบวนการเกิดดับของจิตทั้ง

17 ขณะ

เป็นคำอธิบายของพระอาจารย์ปราโมทย์ (ขณะที่ท่านยังเป็นฆราวาส) โดยยกพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่อธิบายไว้ ดังนี้

เรื่องวิถีจิตเปรียบเหมือนคนนอนหลับอยู่ใต้ต้นมะม่วง และคนๆนั้นนอนเอาผ้าคลุมหัวอยู่ แล้วตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงมะม่วงตก จึงเปิดผ้าลืมตาขึ้นมาดู และหยิบมะม่วงผลนั้นขึ้นมาดู มาดม จนทราบว่าเป็นมะม่วงสุก จึงกินมะม่วงผลนั้นเคี้ยวและกลืนมะม่วงพร้อมทั้งเสมหะ แล้วก็หลับต่อ

จากเรื่องนี้เมื่อนำมาเทียบกับจิต 17 ขณะ (ที่มี 4 ชุด ) นั้น จิตชุดแรกที่เป็นภวังคจิต เปรียบเหมือนตอนชายคนนี้กำลังหลับแล้วรู้สึกตัวเพราะมะม่วงตก ( จิตมีอารมณ์มากระทบ )

จิตชุดที่สอง เปรียบได้กับตอนลืมตาขึ้นมาดูมะม่วง เห็นมะม่วงและหยิบขึ้นมา พิจารณาว่าเป็นมะม่วงสุก ( จิตรับอารมณ์เข้ามา)

จิตชุดที่สามคือ ชวนจิต เปรียบได้กับตอนกำลังกินมะม่วง ( เสพอารมณ์)

และจิตชุดสุดท้ายคือการกลืนไปพร้อมเสมหะและหลับต่อ จากนั้นจิตก็วนกลับไปที่จิตช่วงแรกอีกครั้งหนึ่ง (หลับ)

นี่คือการทำงานของจิตที่เสพอารมณ์หนึ่งช่วง โดยเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน( เกิด-ดับ-เกิด-ดับ)ในเวลาที่รวดเร็วมาก

เป็นยังไงบ้างครับกับความอัศจรรย์ทางจิตที่มีกล่าวไว้ในพระอธิภรรมปิฎก

การเกิดดับแบบต่อเนื่องตลอดเวลานี้ จึงทำให้พุทธศาสนาสอนว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนเที่ยงแท้ เพราะมันไม่ได้อยู่สภาพเดิมตลอดเวลา เพียงแต่เกิดดับต่อเนื่องกันด้วยความรวดเร็วเท่านั้น ทางจิตก็ที่ได้อธิบายไปแล้ว ส่วนทางกายก็คือการผลัดของเซลล์ในร่างกาย

ความสำคัญของการทราบเรื่องการเกิดดับของจิตนี้

เพื่อให้เราได้เห็นความสำคัญของการฝึกความรู้สึกตัว เพื่อคอยเฝ้าดูอารมณ์ เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบและไม่เผลอตกเป็นเหยื่อของความโกรธ เกลียด กลัว ฯลฯ เพื่อการดำรงชีวิตให้สมบูรณ์ด้วยสติ

และหากยังไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา ก็หมั่นฝึกฝนควบคุมอารมณ์ตนเองให้เหมาะสมและฝึกให้เข้าใจธรรมชาติของชีวิตว่า มีทั้งความสุข ความทุกข์

เศร้าใจ ผิดหวัง มีอารมณ์ต่างๆเป็นธรรมชาติ

อย่าปล่อยให้อารมณ์มีอำนาจบังคับบัญชาเราฝ่ายเดียวจนไปทำเรื่องผิดศีลธรรม เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรานั่นแหล่ะคือผู้ที่จะได้รับผลจากการกระทำของตัวเราเอง

มีตัวอย่างให้เห็นได้มากมายตามข่าวและสื่อต่างๆ

อย่าลืมที่จะกำหนดโลกในใจของเราก่อนโลกภายนอก

มองให้เห็น inside เพื่อกำหนด outside

และนี่คือหนังเรื่อง " inside out" ที่แท้จริง

หนังที่เราเป็นนักแสดง เป็นตัวเอก และเป็นชีวิตจริง

หมายเหตุ : ผมละเลยศัพท์บาลีบางส่วนไปเพื่อไม่ให้รุ่มร่ามและเพื่อให้ผู้อ่านที่ไม่ถนัดภาษาในพระอภิธรรมเข้าใจได้ง่ายขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง อย่างน้อยก็ทำให้ท่านได้หันมาสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตนเองเพื่อไม่ให้ใช้ชีวิตด้วยความประมาทและต้องเป็นทุกข์เพราะผลจากการขาดสติ

ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกท่าน

เครดิตข้อมูล :

https://pantip.com/topic/34045194

https://pantip.com/topic/35606982

https://www.dhammahome.com/webboard/topic2075.html

http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=356

http://www.dhammada.net/wimutti/D00000142.html และธรรมะที่ผู้เขียนได้ศึกษาจากหนังสือของพระอาจารย์หลายๆท่าน ,วัดชลประทานรังสฤษดิ์ , วัดป่าสุคะโต , ครูชัช แห่งโรงเรียนวัดนวลนรดิศผู้ชักชวนให้ศึกษาพระอภิธรรม , คุณดังตฤณ

รวมถึงพระอาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจทางธรรมสำหรับผู้เขียนเสมอมา " หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ "

55
เล่าหุ้นให้มันง่าย
เดียวต้องไปดูบ้างแล้วครับ อ่านบทความแล้วอยากดูเลยครับ อธิบายผสมกับหลักธรรมได้กลมกล่อม จิตนี้มันไวจริงๆเลยครับ
31 ตุลาคม เวลา 17:47
MovieTalk มูฟวี่ชวนคุย
เพิ่งจะมาอ่านครับ ทำให้นึกถึงที่ทางพุทธบอกตามไปดูจิตตนเอง ให้เท่าทันอารมณ์ประมาณนั้น คงต้องไปหามาดูแล้วล่ะครับ เขียนซะขนาดนี้ ขอบคุณครับ
31 ตุลาคม เวลา 17:07
I'm happy.
เรื่องนี้ดูแผ่นปิดก็คิดว่าสนุก แต่ตัวหนังดีเกินคาดครับ coco กับ the book of life ก็ดีเกินคาด ส่วน up ดีตามคาด (•‿•)
31 ตุลาคม เวลา 08:27
1
หนังหลายมิติ
ยังไม่เคยดู the book of life ขอบคุณที่แนะนำครับ
31 ตุลาคม เวลา 16:39
💙ไดโนสคูล🐦
ขอบคุณมากค่ะพี่ที่แนะนำการ์ตูนดีๆ ปกติแล้วนกจะไม่ค่อยดูการ์ตูนยาวเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้มาอ่านที่พี่วิเคราะห์ ที่ผู้สร้างนำเสนอจิตเป็น character ของตัวการ์ตูนให้ฟัง ก็คงจะผ่านเลยไปเหมือนเคย
30 ตุลาคม เวลา 10:51
1
หนังหลายมิติ
ขอบคุณครับ
31 ตุลาคม เวลา 08:29
^ _ ^ แมวพิมพ์ ~
เชื่อมโยงเรื่องราวกับหลักธรรมคำสอนได้อย่างลงตัว ขอบคุณมากๆครับ
30 ตุลาคม เวลา 10:19
1
หนังหลายมิติ
ขอบคุณครับ
30 ตุลาคม เวลา 10:23
1
ยุคใหม่การตลาดของไทย
เรื่องนี้ทำให้ไม่ติดกรอบวิธีคิดเลยครับ
30 ตุลาคม เวลา 06:10
1
หนังหลายมิติ
ขอบคุณครับ
30 ตุลาคม เวลา 10:23
ไปต่อ
ข้อมูลเพียบเลย
30 ตุลาคม เวลา 02:06
1
หนังหลายมิติ
ขอบคุณครับ
30 ตุลาคม เวลา 03:40
1
The light of life
ข้อมูลแน่นมาก สวัสดียามเย็นครับ
29 ตุลาคม เวลา 11:44
1
หนังหลายมิติ
ขอบคุณครับ
30 ตุลาคม เวลา 03:40
1
Lavia DelCielo 😊😊
อ่านๆไป ก็เหมือนว่าแอดมินกำลังพาผมเข้าสู่โลกของ Dr.Strange
28 ตุลาคม เวลา 10:34
1
หนังหลายมิติ
ผมไม่ได้นึกถึงเลยครับ แต่พอทักมาแล้วเลื่อนขึ้นไปดู เออ...จริงด้วย 555
28 ตุลาคม เวลา 10:37
1
Plan To Perfect/พี่เจี๊ยบเอง
เขียนยาวและดีมาก👍👍👍
28 ตุลาคม เวลา 10:30
1
หนังหลายมิติ
ขอบคุณมากครับ
28 ตุลาคม เวลา 10:35
1