โพสต์


Mobile App เลือดสาด หรือ ตลาดใหม่ (Disruptive Technology EP5)
McKinsey คาดการณ์ว่า ในปี คศ. 2025 Mobile Internet จะเป็น Disruptive technology ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุด
Mobile Internet คงไม่ใช่แค่ ธุรกิจผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์มือ 3G, 4G หรือ 5G แต่รวมถึงธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลก อื่นๆ เช่น
- ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ เช่น Apple, Sumsung, Huawei, OPPO
(ผลิตทั้ง มือถือ แท็บเล็ต Wearable และบริการต่างๆ)
- ผู้ให้บริการ Mobile App ซึ่งจะมี Platform และอาจจะมี Content ด้วย
(มีสมาชิกเป็นพันล้านคน เป็นกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุด)
- และยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้อง Mobile Internet อีกมากมาย เช่น IoT, VR, AR
Mobile App คือ Application Service บน Mobile Internet มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมากๆ ดังตัวอย่างที่เห็น Amazon, Google, Facebook, Tencent, Twitter, YouTube, Netflix, Alibaba, Lazada และอีกมากมาย
ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์ 3G & 4G ของไทยในปัจจุบัน เช่น AIS และ True ลงทุนค่าประมูลคลื่นความถี่ หลายแสนล้านบาท (รวมทุกคลื่นความถี่) แล้วยังต้องลงทุนค่าก่อสร้างและค่าดูแลโครงข่ายอีกเป็นแสนล้านบาท
แต่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนดีนัก ก็มีเทคโนโลยีใหม่ (5G) มาให้เลงทุนเพิ่มอีก
(2G อยู่ได้นานเป็น 10ปี แต่ 3G & 4G อยู่ได้ไม่ถึง 5ปี ก็มีเทคโนโลยีใหม่)
แต่ที่แสนเจ็บปวดมากกว่า แทนที่จะมีรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จากผู้ใช้บริการโทรศัพท์ 3G & 4G
ยังต้องมาแบ่งรายได้ต่างๆ ให้ผู้ให้บริการ Content และ Mobile App ที่ข้ามโลกมาจากไหนก็ไม่รู้ (ไม่ต้องลงทุนโครงข่ายและค่าคลื่นเลย)
ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์ 3G & 4G มีรายได้จาก ค่าโทร และค่าแพ็คเกจอินเตอร์เน็ต เท่านั้น
ส่วนผู้ให้บริการ Content และ Mobile App ใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตผ่านโครงข่ายไปหลายๆประเทศ แย้งค่าโฆษณาจากทีวี ได้ค่าสับตะไคร้ (Subscribe) ค่าติกเกอร์ และค่าบริการต่างๆ ฯลฯ
นักลงทุนทั่วโลก เมื่อเห็นความร่ำรวยของ Amazon, Google, Facebook, Tencent จึงเกิดกระแส "เฮตามกันไปลงทุน" เพื่อจะได้เป็นผู้ให้บริการ Content และ Mobile App ที่ร่ำรวย เช่นกัน
หากจะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ อาจแบ่งได้ 3 กลุ่ม
1. ผู้ให้บริการเดิม เจ้าของสมาชิกผู้ให้บริการเป็นพันล้านสับตะไคร้ ทั่วโลก เช่น Facebook, Google, Tencent, LINE
(พวกเขาพยายามรักษารายได้ และฐานลูกค้าเดิม และพยายามสร้างบริการใหม่ๆตลอดเวลา ด้วย Big Data และเทคโนโลยีที่เหนือกว่า)
2. Telecom Operators เช่น Softbank จากประเทศญี่ปุ่น ที่กระจายการลงทุนด้านนี้ไปทั่วโลก
ส่วนในประเทศไทยเอง ก็มีทั้ง AIS และทรู ที่ลงทุนในด้านนี้
(AIS ประกาศว่า Digital Platform จะเป็นแหล่งรายได้แห่งใหม่ ที่จะมาแทนที่ค่าบริการโครงข่ายในปัจจุบัน)
3. Startup, ธุรกิจจากอุตสาหกรรมอื่น ทั้งระดับ Global ระดับ Local ในประเทศ มีทั้งรายใหญ่ร ายเล็กทั่วโลก ซึ่งมีเงินลงทุน พร้อมอย่างเหลือเฟือ
(แม้กระทั้งธนาคาร สถาบันการเงินที่เคยมีรายได้จากดอกเบี้ยในการปล่อยกู้ และค่าบริการทางด้านการเงินมาอย่างยาวนาน ยังต้องพยายามหาธุรกิจอื่น ที่จะเป็นรายได้แห่งใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ลงทุนใน Mobile App)
มันคือ ตลาดของการแข่งขันอย่างรุนแรง "เลือดสาด Red Ocean"
เพราะมันไม่ง่ายแบบ 10 หรือ 20 ปีก่อนหน้านี้ ที่โลกยังไม่รู้จัก Social Media, Online Shopping, VDO streaming, Food delivery, ...
การ Subsidized แย่งฐานลูกค้า การลด แลก แจกแถม เพื่อทำลายคู่แข่ง
หรือ Mobile App จะเป็นโอกาส สร้างบริการใหม่ที่ยังไม่มีในโลก เกิดเป็น "ตลาดใหม่ Blue Ocean"
เพราะเทคโนโลยี ทำให้ต้นทุนถูกลง สินค้าและบริการ มีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น คุณภาพก็ดีขึ้น (ถูก เร็ว ดี) จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในยุคใหม่ แล้วจะเป็นแหล่งรายได้(ขุมทอง) แห่งใหม่ อย่างที่ทุกคนวางเป้าหมายไว้
คงต้องดูกันยาวๆ
โปรดติดตาม Disruptive Technology ** ทุกวันพุธ **
ได้ที่ Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
dream
ติดตามค่ะ 👍
27 พ.ย. 2019 เวลา 08:12
1
Hedhorm
เป็นข้อมูลดีจริงๆ ครับ ควรรู้ไว้บ้าง
26 พ.ย. 2019 เวลา 10:14
1
ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 45
บทความเยี่ยมมากครับ
26 พ.ย. 2019 เวลา 09:30
1
เรื่องเล่าจากดาวนี้
เป็นขุมทองแห่งใหม่ในยุคนี้จริง ๆ ค่ะ 👍
26 พ.ย. 2019 เวลา 09:27
1
Cloud💦
ตามกันต่อครับ
26 พ.ย. 2019 เวลา 07:44
1
Hotel Mania คนโรงแรมอยากเล่า
บทความน่าอ่าน ติดตามกันครับ
26 พ.ย. 2019 เวลา 05:47
2
memo
ขออนุญาตติดตามนะคะ
26 พ.ย. 2019 เวลา 04:16
1