19 พ.ย. 2019 เวลา 12:27 • ปรัชญา
ทำอย่างไรจะให้เข้าไปอยู่ในใจของหัวหน้าได้?
บ่อยครั้งที่มักจะได้ยินคนบ่นว่า ทำไมทำอะไรไม่เคยถูกใจและตรงใจหัวหน้าสักที
ยิ่งอยู่ใกล้หัวหน้าก็ดูเหมือนจะยิ่งเริ่มไกลหูไกลตาของหัวหน้ามากยิ่งขึ้นทุกวัน
ปกติคนอยากออกไปอยู่ที่อื่นไม่ใช่ขึ้นอยู่กับตัวสถานที่นั้นแม้แต่น้อย
แต่เหตุหลักๆมักมาจาก”อยู่ร่วมกับคนไม่ได้”จึงต้องทนอยู่หรือเลือกที่จะจากกันไป
ความจริงคือเราจะให้หัวหน้ามาดีกับเรานั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะเราไม่สามารถจะเลือกหัวหน้าคนใหม่ได้ แต่หัวหน้ามีโอกาสจะเลือกคนใหม่แทนเราได้มากกว่า
ดังนั้นลองพิจารณา"เปิดทางออกปิดทางตันของชีวิตลงซะ"แล้วหันกลับมาลองปรับที่ตัวเราเองใหม่ดูอีกสักหน่อย
บางทีจะเริ่มเปลี่ยนสิ่งที่อึดอัดให้ผ่อนคลาย ลง เปลี่ยนจากสิ่งดูจะร้ายกลายเป็นความรู้สึกที่ดีขึ้นได้บ้างดีกว่าไหม
การจะให้ไปนั่งในใจหัวหน้าหรือใครก็ตาม มีแนวทางพื้นฐานที่ต้องสร้างให้เป็นฐานใจให้แน่นมั่นคง ด้วยการวางเสาเข็มให้ตรงกลางใจคือ”การสร้างความไว้วางใจ”ให้เกิดขึ้น
"เชื่อถือ เชื่อมือ เชื่อมั่น แล้วจึงเชื่อใจ"
คือเส้นทางการเสริมสร้างความไว้วางใจด้วยการลองเปลี่ยน 5สิ่งดังนี้คือ(”T.R.U.S.T”)
(1) Think Talk and Take action (ปรับความคืด เปลี่ยนคำพูดและเริ่มลงมือทำจริง)
ลองเริ่มทบทวนตามจริงดูว่าที่ผ่านๆมาเราเป็นคนแบบไหน มีจุดอ่อนแบบไม่รู้ตัวบ้างไหมเช่น
@ชอบคิดเล็กคิดน้อย คิดช้าและคิดนาน ถ้าเป็นเช่นนี้ใครๆก็คงจะเมินหนี อย่าว่าแต่หัวหน้าเลย
@ชอบพูดจุกจิก พร่ำบ่นทั้งรอบเช้า รอบเที่ยงและรอบมิดไนท์ ทำตัวเป็นศูย์กลางและศูนย์รวมเรื่องราวGossips โดยเฉพาะนินทาเจ้านาย ที่ทุกคนชอบและสนุก
หากทำต่อก็จะมีแนวโน้มไม่ใช่แค่อนาคตสั้นเท่านั้น แต่อาจจะถึงฆาตได้โดยง่าย
@ชอบทำงานคนเดียวเพื่อโชว์มากกว่า แชร์ให้คนอื่นร่วมด้วย บ่อยครั้งทำงานตามใจฉันไม่เคยเสร็จตรงเวลาที่รับปาก ไม่มีใครเชื่อว่าจะได้เห็นงานที่เสร็จจากมือ
สิ่งที่ควรทำคือต้องเริ่มต้นที่ตนเองอย่างจริงใจ
เมื่อจะต้องทำสิ่งใด ให้นึกถึงคำที่เราพูดและที่เราบอก แล้วมุ่งมั่นทำให้เกิดขึ้นจริงตามนั้นให้ได้ ความเชื่อถือจะเริ่มค่อยๆกลับคืนมาสู่อุ้งมือเรา
ยิ่งทำความคิด คำพูด และการลงมือทำของเราได้อย่างสอดคล้องตรงเป็นแนวเดียวกันได้มากเท่าไหร่
ความเชื่อในฝีมือในตัวเราในสายตาของหัวหน้าจะเริ่มประหลาดใจในตัวเรา จนเริ่มเชื่อมั่น และค่อยๆไว้ใจตามมา เมื่อวันนั้นมาถึง
(2) Realize the valued in yourself (พึงตระหนักรู้คุณค่าในตนเอง)
กว่าที่คนเราจะก้าวไปสร้างความไว้วางใจจากผู้อื่นได้นั้น สิ่งที่สำคัญก็ต้องรู้ค่าของตนเองและไม่ทำให้ตนเองต้องด้อยค่าลงโดยไม่จำเป็น
คุณค่าของคนเรานั้น ไม่มีใครรู้นอกจากเราเองเท่านั้น และจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อชัดเจนในชีวิตว่าตนเองมีความต้องการหรือความใฝ่ฝันสิ่งใดในชีวิต
เมื่อคนเรามีความฝัน ด้วยฝันนั้นจะช่วยทำให้คนเรายอมปรับและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตตนเองได้ดีกว่าคนที่มีชีวิตสับสน ที่ไม่รู้ว่าอยู่เพื่อสิ่งใด ปรับไปเพื่ออะไร
การสร้างคุณค่านั้น เริ่มต้นได้ที่การรักษามุมองต่อสิ่งต่างๆให้มีทัศนคติที่ดี แต่ในโลกนี้ล้วนมีสภาวะแวดล้อมที่บั่นทอนให้คนคิดลบมารุมล้อมอยู่รอบตัวมาก
ดังนั้นจึงต้องหมั่นปฏิเสธและปลีกตัวไปจากการเป็นศูนย์กลางของเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ผู้คน ไปสู่เวทีที่มีคนคิดอย่างสร้างสรรค์
"ชีวิตจะเปลี่ยนไปให้มีคุณค่าได้ เมื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันได้"
(3) Understand others then to be understood (เมื่อเข้าใจคนอื่นได้ คนอื่นก็จะเข้าใจเรา)
เราไม่มีวันเข้าใจว่าคนที่เป็นหัวหน้าหรือคนรอบตัวเรา พวกเขากำลังมีความคิดสิ่งใด ความคืดที่แท้จริงของแต่ละคนล้วนอยู่ในใจ ไม่มีใครรู้ได้ นอกจากตนเองเท่านั้น
ที่สำคัญคือคนเราเกิดมา และผ่านการเรียนรู้มากมาย จึงถูกให้มีการฝั่งชิบติดตามตัว พร้อมกับดาวน์โหลดใส่โปรแกรม”ระบบตีความคิดเข้าข้างตนเองแบบอัตโนมัติ”
คนเราจึงเคยชินและชื่นชอบตีความสิ่งที่ตาตนเองเห็น เสียงที่หูตนเองได้ยิน แล้วจึงเกิดระบบปฏิบัติการอัตโนมัติแบบเบ็ดเสร็จ
คือตีความพิพากษาความดีความไม่ดีของผู้คนที่พบเจอ ทุกคนเป็นเช่นนั้น แม้แต่ตัวเราเอง
"สิ่งที่เราเห็น..ไม่เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไป"
ลองเปิดใจ รับฟังให้มากพอ เราจะเริ่มเข้าใจเหตุผลและข้อจำกัดของผู้อื่นมากขึ้น แล้วมุมมองเกี่ยวกับผู้คนของเราจะเปลี่ยนเป็นเข้าใจเขาตามความจริงมากยิ่งขึ้น
เมื่อนั้นผู้คนก็จะเริ่มหันมารับฟังและเข้าใจเรามากขึ้นเช่นกัน
“ความเชื่อถือ เชื่อมั่น และเชื่อใจ ก็จะตามมา
(4)Spirit of Dialogue (สุนทรียภาพในการสนทนา)
คำพูดของคนเราที่สะดุดหูให้คนต้องหยุดคิด สามารถเปลี่ยนคนเรากลายเป็นคนใหม่ได้ ในพริบตา สิ่งนี้ล้วนเกิดขึ้นจริงเสมอมา
บางทีเราอาจจะเคยอ่านเคยฟังและเคยเห็นคำบางคำ ที่อาจจะทำให้เกิดฉุกใจได้คิดสิ่งดีๆ แบบ”ปิ๊งแว๊บ”ขึ้นมาชั่วขณะ แล้วทำให้เราเข้าใจอะไรบางอย่างแบบทะลุปรุโปร่งได้เลย
การที่คนเรายังไม่สามารถเข้าถึงและไปนั่งในใจกันและกันได้ อาจจะมีที่มาจาก “การใช้คำและบทสนทนาที่ยังไม่โดนใจกัน..จึงไม่มีวันที่ฉันจะให้ใจเธอได้เลย”
หากคนเราลองเปลี่ยนบทสนทนาจาการที่”เน้นความรู้สึกที่ตัวเอง..เป็นเน้นเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นก่อน”
ความมหัศจรรย์แห่งโลกนี้ที่เป็น”โลกแห่งภาษา” คือสื่อที่ช่วยให้คนเราเข้าถึงกันได้ ก็จะเป็นจริง
คำว่า”เราพูดภาษาเดียวกัน”นั้นหมายถึงเราพูดด้วยภาษาชาติไหนก็เข้าใจกันได้ เพราะเป็นความรู้สึกของคนที่กลายเป็นเพื่อนหรือพวกเดียวกันแล้ว
แม้ว่าจะพูดติดๆขัดๆบ้างก็ยังเข้าใจ
คำพูดที่ถือว่าเป็นสุนทรียภาพคือการพูดคุยที่สื่อให้เห็นถึงความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจและปรารถนาดีต่อกัน
“เพียงคำเดียว...ก็สามารถเข้าไปอยู่ในใจหัวหน้าได้”
หวังว่าคงจะพบคำๆนั้นในเร็ววันกัน นะครับ
(5)To give and To get ,then forgive and forget “เมื่อรู้จักให้และรู้จักการรับย่อมรู้จักการให้อภัยและลืมไปได้ จึงจดจำสิ่งที่ดีต่อกันได้)
ชีวิตที่คนเราจะสามารถเข้าไปนั่งในใจใครได้นั้น มีระยะเวลาที่จำเป็นต้องพิสูจน์อยู่เสมอ
แนวทางที่จะสามารถ”ละลายใจคนให้อ่อนโยน”ลงได้ คือการเรียนรู้ที่จะให้และแบ่งปันสิ่งดีๆแก่ผู้คนอย่างไม่มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่าต้องได้อะไรคืนกลับมา
เมื่อให้โดยไม่จดจำ..คือคุณค่าสูงส่งของความไว้วางใจต่อกัน เพราะเมื่อเราได้ให้อภัยใครโดยไม่จดจำเรื่องราวนั้นอีก ก็เท่ากับเราเปิดให้มีพื้นที่ยืนในใจต่อกันบ้างแล้ว
ยิ่งเมื่อต้องรับสิ่งใดจากใครก็ตาม สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องประเมินมูลค่าราคาของสิ่งนั้น
แต่จงจำอย่างมิลืมในน้ำใจที่เขามอบให้ เพราะนั่นคือสิ่งที่มีคุณค่าเหนืออื่นใด
ดังได้กล่าวมาตลอดแล้วนั้น จะพบว่า เมื่อใดที่เราเริ่มต้นที่จะลองปรับตัวด้วยการใช้ พลังการคิด คำพูดและการกระทำของเราใหม่
ทุกสิ่งเล็กๆน้อยที่เราเริ่มเปลี่ยนไป จะสร้างกระแสพลังสะท้อนออกไปจากรอบกายเราเสมือนเป็นรังสีแห่งความอ่อนละมุน ที่เปี่ยมไปด้วยทัศนคติที่ดีงาม
พลังงานเหล่านี้จะแพร่กระจายให้ผู้คนได้รับรู้ได้ว่า”ตัวเรานั้น..ได้เปลี่ยนไปแล้ว”
เมื่อนั้นมุมมองของหัวหน้าและคนอื่นก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองที่เคยมองเรามาตลอด เป็นการเริ่มต้นที่จะเข้าใจ
และให้โอกาส เพื่อเราจะได้สร้างเป็นโอกาส ทำสิ่งที่มีคุณค่าคือเข้าไปนั่งใจผู้คนอย่างผู้ที่ไม่สร้างความผิดหวังใดๆ ในความรับผืดชอบนั้น
ความสุขจะมาเยือนโดยไม่ต้องเลี่ยงไปหางานใหม่ที่ไหนทำอีกต่อไป...."LL&L19/11/62
โฆษณา