26 พ.ย. 2019 เวลา 15:12 • บันเทิง
MovieTalk มูฟวี่ชวนคุย
ภูมิใจเสนอ นิยายกำลังภายในเรื่องแรกของเพจ MovieTalk
"เงาวายุ" บทที่ 3
ความเดิม กลุ่มสังหารเกียอุ้ยนึ้ง ปลอมแปลงตนเองเป็นคณะอุปรากร และแฝงตัวเข้าไปร่วมงานฉลองสิ้นปีที่ตำหนักมังกรฟ้า และเริ่มกระจายกำลังออกไปตามตำหนักทั้งสี่ทิศ
"เงาวายุ" บทที่ 3 พันธมิตร ไม่ได้ให้เสียงภาษาไทย
บทที่ 3
ตะวันเริ่มลาลับจากขอบฟ้า ความมืดคืบคลานเข้าปกคลุม
เสียงดนตรีแว่วลอยตามลมมาแต่ไกล เป็นสัญญาณเริ่มต้นงานเลี้ยงฉลองสิ้นปีเก่ารับปีใหม่แล้ว
อี่ทงฮวง
อี่ทงฮวงที่เวลานี้ รับประทานอาหารเย็นเรียบร้อย ได้เดินออกมาตรวจตราความเรียบร้อยภายนอกของตำหนักอุดร
ภายในตำหนักเหลือทหารเวรยามเพียงไม่กี่สิบคน ส่วนที่จำนวนมากถูกส่งไปอารักขาที่เจดีย์มังกรฟ้า
ฉับพลัน อี่ทงฮวงรู้สึกถึงพลังกดดันขุมหนึ่ง พุ่งตรงมาทางตำหนัก จากพลังที่สัมผัสได้ อี่ทงฮวงรับทราบทันทีคนที่มาเป็นยอดฝีมืออย่างน้อยมีพลังกดดันแข็งกล้าถึงสองคน
นี่เป็นประสบการณ์ที่อี่ทงฮวงเรียนรู้มานับแต่อยู่ในยุทธจักร จอมยุทธย่อมรับรู้จักถึงพลังกดดันของจอมยุทธด้วยกันได้ โดยเฉพาะถ้าผู้นั้นเปี่ยมด้วยรังสีอำมหิต พลังฆ่าฟันยิ่งแผ่กระแสรุนแรงมากนัก
อี่ทงฮวงครุ่นคิดในใจ
“ผู้มาย่อมมิใช่มาดี เมื่อเลือกเวลาเช่นนี้ ย่อมมีเจตนาที่... ไม่ได้การ ต้องรีบรายงานท่านอ๋อง และนำเสด็จออกจากงานเลี้ยงแล้วเพื่อความปลอดภัยของพระองค์”
ครุ่นคิดมิทันสิ้นสุด ร่างกายก็หายเข้าไปอยู่ภายใต้อุโมงค์แล้ว พลางจำแนกเส้นทางในอุโมงค์สายที่มุ่งตรงไปที่เจดีย์มังกรฟ้า
ที่วิ่งตะบึงมาตำหนักอุดรคือ จ๋อคาและคนของมันที่เวลานี้หน้าตำหนักอุดรแล้ว
ระหว่างโลดแล่น ฉับพลันจ๋อคาก็หยุดยั้งลง นั่นเพราะมันสัมผัสพลังขุมหนึ่ง เพียงชั่ววูบเดียวก็สลายหายไป จ๋อคาที่หยุดยั้งพยายามจับทิศทางของพลังสายนั้น แต่ไม่พบ มันจึงสะบัดหน้าพุ่งเข้าตำหนักอุดร
โลหิตสาดกระจาย เสียงร้องครวญครางดังขึ้นเพียงชั่วครู่เดียว ทหารยามทั้งหมดทอดกายเป็นซากศพทั้งหมด ด้วยฝีมือจ๋อคาและคนของมัน
....
เสียงพลุถูกจุดขึ้น พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามมืดมิด แล้วแตกออกเป็นสีสันอันหลากหลาย ชวนตื่นตาตื่นใจ
ภายในโถงรับรองชั้นล่างของเจดีย์แปดชั้น เต็มไปด้วยความครึกครื้น
แขกในงานหลากหลายล้วนดื่มกินกันอย่างเต็มที่ เสียงดนตรีถูกขับขานอย่างไพเราะ
มั้วเง็ก
อ๋องเอี๊ยะนั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าบ้าน แย้มยิ้มหัวร่ออย่างมีความสุข
มั้วเง็กในชุดสีเขียวครามประดุจนางฟ้า นั่งอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเอี้ยะ
นางกำลังตื่นตาตื่นใจกับพลุที่แตกตัวบนท้องฟ้า
กระทั่งพลุนัดสุดท้ายดับลง เสียงร้องครวญครางก็ดังขึ้นทั่วตำแหนัก
เหล่าผู้คนต่างตื่นตระหนก ขวัญกระเจิง
ท่านอ๋องเอี๊ยะ
อ๋องเอี๊ยะที่นั่งอยู่ถึงกับผุดลุกขึ้น
“เกิดอันใดขึ้น?”
จบคำเงาร่างสายหนึ่งถลันวูบถึงตัว ทหารอารักขาด้านซ้ายขวายังมิทันได้ทำอันใด เงานั้นสะบัดฝ่ามือออก พลังสองสายแผ่พุ่งออกมา ร่างกายของทหารอารักขาทั้งสี่คนตล้ายถูกลมหมุนวนดูดเข้าสู่ฝ่ามือคู่นั้น
ทหารอีกสองนายเห็นเช่นนั้น กระชากดาบออกจากฝัก กวัดแกว่งเข้าใส่ แต่ดาบในมือพลันปลิวละลิ่ว ส่วนร่างกายของมันสองคนถูกดูดติดกับฝ่ามือคู่นั้น
ชั่วพริบตาร่างของทหารทั้งสองนายค่อย ๆ ซูบเวียวลง เพียงชั่วครู่กลับกลายเป็นซากศพคู่หนึ่ง
เงาร่างนั้น ตวัดฝ่ามืออีกครั้ง ทหาอารักขาอีกสองนายก็กลายเป็นซากศพเฉกเช่นเดียวกัน
อ๋องเอี๊ยะที่เห็นภาพสยดสยองเบื้องหน้า ฝ่ามือถึงกับเย็นยะเยียบ สีหน้าแปรเปลี่ยนชั่วครู่ ก็กลับสู่ปกติ สมกับที่เป็นชนชั้นปกครอง ทายาทมังกรอย่างแท้จริง
ยามนี้สายตาของอ๋องเอี๊ยะสบตากับเงาร่างสายนั้น ท่านถึงกับอุทาน
“หัวหน้าคณะอุปรากร เป็นเจ้า?”
ไช้ตื้อเซ้ง
หัวหน้าคณะอุปรากรแท้จริงคือ ไช้ตื้อเซ้ง ปลอมแปลงเข้ามา ยามนี้มันแย้มยิ้มที่มุมปาก สีหน้าเรียบเฉย เย็นชา
รอยยิ้มที่เย็นชา...
เป็นเย็นชาแฝงความอำมหิต
“มิผิด เป็นกระหม่อมเอง ขอให้ท่านอ๋องเอี๊ยะโปรดอยู่ในความสงบ และปฏิบัติตามคำสั่งของกระหม่อมเพื่อความปลอดภัย ท่านคงเห็นทหารของท่านทั้งสี่แล้ว”
อ๋องเอี๊ยะปรายตามองซากศพทหารทั้งสี่แว่บหนึ่ง เวลานี้ท่านกลับคืนสู่ความเยือกเย็น พลางย้อนถามอย่างเรียบเฉย
“เจ้าต้องการอันใด จึงเหิมเกริมเช่นนี้”
“ขอให้ท่านอ๋องโปรดรอคอยสักครู่ กระหม่อมจะแจ้งประสงค์ให้ทราบเอง”
ความโกลาหลเกิดขึ้นภายในโถงต้อนรับแห่งนั้น
บรรดาทหารอารักขาจำนวนหนึ่งกรูกันเข้ามาภายใน ในมือกระชับทวน ต่างกรูเข้าหาไช้ตื้อเซ้ง
เงาร่างหนึ่งกระโจนมายืนขวางหน้า เป็นคนแคระหูกาง มันหัวร่อเคี๊ยก ๆ ดึงเล็บเหยี่ยวออกมาสวมใส่ในมือทั้งสองข้าง
ทหารผู้หนึ่งตวาดขึ้น
“เจ้าลูกเต่าแคะ หากรักตัวกลัวตายจงถอยไป”
คนแคระสีหน้ามีโทสะ หัวร่อเคี๊ยก ๆ พุ่งกระโจนคล้ายเกาทัณฑ์พุ่งออกจากแหล่งเข้าใส่เหล่าทหาร ประกายแวววับแปลบปลาบขึ้น ตามด้วยละอองโลหิตฟุ้งกระจายคล้ายหมอกควัน พริบตาเดียวทหารทั้งหมดทอดกายเป็นซากศพ บนคอหอยทุกคนถูกกรีดเป็นทางยาว โลหิตไหลเนืองนองเต็มพื้นหินอ่อนจนแดงฉาน
“วันนี้พวกเจ้าตายไปอย่าได้โทษฟ้าดินที่ให้เจ้าล่วงเกินเรา ชั่วชีวิตเราเกลียดชังถูกเรียกว่าลูกเต่าแคระที่สุด”
คนแคระแย้มยิ้มหัวร่อเคี๊ยก ๆ คล้ายเป็นเรื่องน่าขบขัน
“หมดจดมากยื่อต๊อ”
ไช้ตื้อเซ้งกล่าวชมคนแคระ ที่แท้มันคือ ยื่อต๊อนั่นเอง
นายทหารอารักขาเตรียมง้างเกาทัณฑ์นับสิบดอกพุ่งเล็งไปที่ยื่อต๊อ และไช้ตื้อเซ้ง
ฉับพลันร่างใหญ่ยักษ์ของบุรุษจมูกใหญ่ ทะลวงเข้าไปกลางวงทหารอารักขาหน่วยเกาทัณฑ์ มันวาดแขนทั้งสองข้างออกรอบ ๆ กระแสลมรุนแรงก่อกำเนิดขึ้น หอบหิ้วทหารหน่วยเกาทัณฑ์ลอยขึ้นจากพื้น
บุรุษจมูกยักษ์หน้ายับฟาดฝ่ามือติดตามออกไปเจ็ดแปด กระแสลมปราณแหวกพุ่งอัดกระแทกทหารหน่วยเกาทัณฑ์ทั้งหมดสิ้นลมหายใจทันที กลายเป็นซากร่างไร้ลมหายใจร่วงหล่นกระแทกพื้นหินอ่อนดุจใบไม้ร่วง
“เจ้าก็ฝีมือหมดจดเช่นกัน อาเฉ่า”
ไช้ตื้อเช้งกล่าวชมเชย ระหว่างยืนดูความโกลาหลที่เกิดขึ้นภายในโถง ภาพของเหล่าทหาอารักขายล้มตายดุจใบไม้ร่วง บรรดาแขกที่มาร่วมงานต่างพากันหวาดกลัวตัวสั่นเทา
....
อี่ทงฮวงที่ดีดกายออกมาจากช่องทางลับ ก็มาออกที่ชั้นสามของหอเจดีย์ เมื่อก้าวพ้นก็สูดได้กลิ่นคาวเลือดรุนแรง อีกทั้งยังสัมผัสพลังกดดันอำมหิตหลายสายได้อีกด้วย อี่ทงฮวงผนึกลมปราณทั่วร่าง และสลายพลังกดดันในร่างของตนเองลง
ในยุทธจักรน้อยคนนักที่สามารถผนึกลมปราณเตรียมต่อสู้ และสลายพลังกดดันในร่างลงได้พร้อม ๆ กัน ผู้ที่ฝึกสำเร็จล้วนต้องอาศัยความพยายามอย่างสูง ขอเพียงศํตรูไม่สามารถจับพังกดดันจากร่างของตนได้ ย่อมได้เปรียบไปแล้วหลายส่วน
อี่ทงฮวงแฝงกายหยุดยืนหลังเสาใหญ่ริมหน้าต่างบนชั้นสามของเจดีย์ กวาดตาดูเบื้องล่าง อดใจหายวาบมิได้ เมื่อเห็นกลุ่มคนต่างถูกต้อนรวมกลุ่มนั่งตัวสั่นเทา
ศพทหารอารักขานอนตายเกลื่อนกลาด ส่วนอ๋องเอี๊ยะ กับมั้วเง็กที่ยืนตัวสั่นเทาข้างกายท่านอ๋อง แม้ไม่ถูกต้อนไปรวมกับคนอื่น แต่ก็ถูกคุมเชิงเบื้องหน้าด้วยชายคนหนึ่งที่อี่ทงฮวงสัมผัสได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมืออย่างยิ่ง พลางเกร็งลมปราณใช้วิชาฟังเสียงร้อยลี้ ได้ยินชายผู้นั้นเอ่ยกับอ๋องเอี๊ยะ
“กระหม่อมขอแนะนำตนเอง ไช้ตื้อเซ้ง คือนามของกระหม่อม เป็นหัวหน้ากลุ่มสังหารเกียอุ้ยนึ้ง“
อี่ทงฮวงถึงกับตระหนก ลอบทวนคำในใจ
“กลุ่มสังหารเกียอุ้ยนึ้ง โอ...ดูท่ายากลำบากแสนสาหัสแล้ว ฟังว่ามือสังหารในกลุ่มล้วนมีชื่อแทนอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่าวกาย แต่ละคนมีฝีมือผิดแผกแตกต่างกันไป ล้วนแล้วแต่จัดอยู่ในระดับยอดฝีมือทั้งสิ้น โดยเฉพาะปัญญาของกลุ่ม วิชาหัตถ์ดูดชีพ และสกัดจุดเจ็ดก้าวดับดิ้นนับว่าพรั่นพรึ่งยิ่งนัก”
อ๋องเอี๊ยะตวาดถาม “พวกเจ้าต้องการสิ่งใด?”
ไช้ตื้อเซ้งเอ่ยตอบ “เมื่อถึงเวลากระหม่อมจะน้อมเรียนให้ท่านทราบ”
อี่ทงฮวงที่ยืนซุ่มกายอย่างใจจดจ่อ ทันใดนั้นก็มีเสียงเยือกเย็น ฟังประหลาดพิกลดังขึ้น
“ยังมีคนหลงเหลืออยู่อีกหรือ?”
อี่ทงฮวงใจหายวาบ หันกลับไปตามทิศทางเสียง เป็นบุรุษผิวคล้ำ ร่างบอบบางยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ต้องลอบครุ่นคิดในใจ
“คนผู้นี้ลอบถึงตัวเราได้ไม่ทันรู้สึก แสดงว่ามันสามารถลบพลังกดดันได้ ดูท่าฝีมือมันมิอาจดูแคลน”
บุรุษผิวคล้ำนี้กลับเป็น “เอี้ย (เงา)” ของกลุ่มสังหารเกียอุ้ยนึ้ง เสียงประหลาดพิกาลดังขึ้นจากเอี้ย
“เจ้าจงไปรวมกลุ่มกับคนอื่น อย่าให้เราต้องจัดการรุนแรง”
อี่ทงฮวงสังเกต ก็พบว่าปากของเอี้ยไม่ได้ขยับ เสียงประหลาดพิกลนั้นคล้ายดังมาจากท้องของเอี้ย ก็ครุ่นคิดขึ้นในใจ
“ที่แท้คนผู้นี้ฝึกวิชา เปล่งเสียงจากท้องสำเร็จ มีแต่คนเป็นใบ้เท่านั้นที่คิดจะฝึกวิชานี้”
วิชาเปล่งเสียงจากท้อง เป็นการฝึกฝนใช้กำลังภายในสร้างเสียงสมมติขึ้นจากภายในช่องท้อง คนปกติย่อมไม่มีความจำเป็นต้องฝึกฝนจริง ๆ อี่ทงฮวงคิดต่ออย่างรวดเร็ว
“หากยอมจำนนคงหมดโอกาสหาทางช่วยเหลือท่านอ๋องเป็นแน่ ต้องเสี่ยงกับมันสักครั้ง....”
ความคิดมิทันจบ ก็เกร็งฝ่ามือขวาสะบัดออกไป เข็มเงินเล็กสามเล่มพุ่งซัดออกจากฝ่ามือ แหวกผ่านม่านอากาศ ทั้งรวดเร็ว ทั้งฉับไว
เอี้ยฉีกตัวหลบออกด้านข้างถึงกับหลบได้อย่างฉิวเฉียด มันเปล่งเสียงจากท้องอีกครั้ง
“ดูท่าเจ้ามิใช่ชนชั้นทหารอารักขา จากท่วงท่าซัดเข็มเมื่อครู่ ฝีมือเจ้าก็ไม่อาจดูแคลน ลองรับมือเราดูบ้าง...”
จบคำ ดีดกายรวดเร็วปานสายลมพุ่งใส่อี่ทงฮวง ลมวูบใหญ่หอบผ่านร่างของอี่ทงฮวง ถึงกับชายเสื้อถูกกรีดขาดไปแล้ว ลมวูบนั้นตีวงกลับมาอีกครั้ง อี่ทงฮวงสะบัดฝ่ามือขวาออกใช้เข็มบินอีกสามเล่ม ลมวูบนั้นฉีกตัวออกด้านข้าง อี่ทงฮวงคำนวณไว้ก่อนแล้ว สะบัดฝ่ามือซ้ายตามออกเข็มบินอีกสามเล่มพุ่งออกไป มิรอช้าสะบัดฝ่ามือขวาเป็นวงเข็มบินพุ่งเรียงรายเป็นวงกลมอีกเจ็ดเล่ม เวลานี้บังเกิดเป็นตาข่ายครอบคลุมทั่ว
ลมวูบนั้นหยุดยั้งลง เข็มกรีดผ่านทั่วร่างของเอี้ย โลหิตไหลซึมออกมาตามรอยขีด มันเปล่งเสียจากท้องทั้งประหลาดทั้งแหลมเล็กคล้ายภูติผีร้องครวญ
“ร้ายกาจนัก เจ้าบังคับเราให้ใช้กระบวนท่าไม้ตายจัดการกับเจ้าแล้ว”
จบคำเอี้ยปาระเบิดควันขึ้น ควันสีดำพวกพุ่งตลบทั่วบริเวณ ปกคลุมรอบกายของอี่ทงฮวง ไม่ทราบเอี้ยเร้นกายซุกซ่อนอยู่ในที่ใดของม่านควัน อี่ทงฮวงสภาวะตึงเครียด ตระเตรียมรับการจู่โจมเต็มที่
ควันดำพวยพุ่งออกมาทางหน้าต่าง อาเฉ่าที่เบื้องล่างพอดีพบเห็น จึงตะโกนขึ้น
“ดูนั่น ควันดำลอยมาจากชั้นสาม”
ไช้ตื้อเซ้งเงยหน้าขึ้นมอง ครุ่นคิดขึ้น “ควันดำนั่น? เป็นกระบวนท่าเร้นกายสลายชีพของอาเอี้ย หรือว่า...”
ไช้ตื้อเซ้งรีบตะโกนสั่ง
“อาเฉ่า ยื่อต๊อ เจ้าสองรีบไปสมทบ อาเอี้ยพบศัตรูตึงมือแล้ว ระวังตัวด้วย”
อาเฉ่ากับยื่อต๊อรีบทะยานร่างไปทางบันไดทันที
อี่ทงฮวงกวาดสายตาฝ่าความมืดรอบ ๆ แล้วสะบัดฝ่ามือออกไปแผ่พุ่งกำลังภายในออกแปดส่วน
ลมปราณแผ่ทะลักจากฝ่ามือไปสู่เบื้องหน้า เสียงอึกทึกดังขึ้น ตามด้วยกลิ่นคาวเลือด ที่แท้เอี้ยถูกพลังฝ่ามือของอีทงฮวงฟาดเข้าที่หน้าอกถึงกับกระอักโลหิตออกมา มันกัดฟันส่งเสียงกระท่อนกระแท่นจากช่องท้อง
“เจ้าทราบที่อยู่เราได้อย่างไร?”
“เพราะท่านพลาด...”
“เราพลาดอันใด?”
“ท่านพลาดที่คิดว่า ข้าพเจ้ามองไม่เห็นท่าน”
“หรือเจ้าของเห็นเราแต่แรก?”
อี่ทงฮวงผงกศรีษะ
เอี้ยส่งเสียตระหนกผ่านช่องท้อง “หรือเจ้าฝีกวิชาเนตรราตรีสำเร็จ”
อี่ทงฮวงไม่ตอบคำ บางครั้งการไม่ตอบก็คือการยอมรับ
เสียงลมพัดกระพือมาแต่ไกลพร้อมพลังกดดันสองขุมพุ่งตรงมาที่นี่ อี่ทงฮวงสะบัดฝ่ามืออีกครั้ง เข็มเล็กพุ่งวาบเข้าฝังลึกกลางหน้าผากของเอี้ยโดยมิทันได้ป้องกันตัว
พร้อม ๆ กัน อี่ทงฮวงก็รีบทะยานกลับเข้าสู่ช่องลับ พอดีกับอาเฉ่าและยื่อต๊อมาถึงพอดี
สิ่งที่มันสองพบเห็นคือ เอี้ยทอดร่างกลายเป็นศพมีโลหิตไหลออกมาจากรูเล็ก ๆ บนหน้าผาก มันสองถึงกับผงะ อาเฉ่าสั่งยื่อต๊อว่า
“เจ้ารีบไปรายงานไช้เจี้ยง (ผู้นำไช้) เราจะตรวจดูมันคนร้ายยังหลบซ่อนอยู่ที่ใด”
ไข้ตื้อเซ้ง
หลังจากนั้นชั่วอึดใจ ไช้ตื้อเซ้งนำหน้ายื่อต๊อมาถึง ไช้ตื้อเซ้งตรวจสอบสภาพศพของเอี้ย พลิกดูรอยแผลจุดเล็ก ๆ บนหน้าผาก จากนั้นแหวกเสื้อของเอี้ยออก กลางอกของเอี้ยมีรอยฝ่ามือประทับอยู่กลางหน้าอก สีหน้าไช้ตื้อเซ้งเคร่งเครียดลง อาเฉ่าถามขึ้น
“มันสิ้นชีพด้วยวิชาใด?”
ไช้ตื้อเซ้งยืดกายขึ้น กล่าวว่า “ฝ่ามือประทับรอย เข็มบินสิ้นชีพ”
“ฝ่ามือประทับรอย เข็มบินสิ้นชีพ?”
“เป็นวิชาฝีมือขององครักษ์ลับประจำตัวฮ่องเต้ปัจจุบัน ฉายาเงาวายุ ชื่อของมันคือ อี่ทงฮวง”
“องครักษ์ฮ่องเต้? มันมาทำอะไรในสถานที่แห่งนี้ ไฉนไม่อยู่อารักขาฮ่องเต้” ยื่อต๊อเอ่ยถามขึ้น
“ดูท่าเป้าหมายที่เราต้องการอยู่ที่นี่แท้จริง คนระดับองครักษ์เงาวายุถึงปรากฏตัวที่นี่ มันเป็นหนึ่เงดียวที่เหนือการควบคุม”
ไข้ตื้อเซ้งถอนหายใจ “วางแผนรัดกุมถึงเพียงนี้ กลับมีความผิดพลาดเพียงเศษเสี้ยวที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น”
....
หลายครั้งแม้ท่านวางแผนอย่างรัดกุมมากเพียงใดก็ตาม
แผนยิ่งรัดกุม กลับยิ่งมีสิ่งที่อยู่นอกเหนือแผนบางประการ
เพียงบางประการเท่านั้น
และก็เพราะบางประการนี้คือปัจจัยสำคัญที่แปรเปลี่ยนแผนทั้งหมด
ให้ผิดพลาดใหญ่หลวง
ดังคำที่ว่า...คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต
เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ขอบคุณที่มาภาพประกอบ: IMDb, The Arbuturian, theiapolis.com, tumblr.com, alamy.com, nytimes.com, variety.com, thecoast.ca, chinesedrama.info, pikbest

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา