โพสต์


ช่วงนี้ประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง จะสังเกตได้จากหลายๆจังหวัดตั้งแต่ระดับเมืองรองลงมา จนถึงจังหวัดขนาดเล็กทั้งหลาย อัตราส่วนแรงงานหรือวัยทำงานต่อผู้สูงอายุนั้นอยู่ที่ต่ำกว่า 1 คน ต่อผู้อายุ 2 คนแล้วนะครับ มีหลายจังหวัดเท่านั้นที่อัตราส่วนของวัยทำงานต่อผู้สูงอายุมากกว่า 2:1 สิ่งนี้กำลังบ่งบอกถึงวิกฤตทางด้านจำนวนผู้สูงอายุอย่างชัดเจนในประเทศไทย คนแก่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดใน 30-40 ปีให้หลังนี้ เพราะวิทยาการการแพทย์นั้นก้าวหน้า โรงพยาบาลในประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการรักษาราคาถูกสำหรับชาวต่างชาติ
(โพสต์นี้ผมเคยโพสต์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม แต่เห็นว่าช่วงนี้ประเด็นสังคมผู้สูงอายุกำลังกลับมานิยมอีกครั้งเลย ขออนุญาตนำกลับมาให้อ่านอีกรอบ)
ผู้สูงอายุในปัจจุบันจึงกลายสถานะมาเป็น ‘กลุ่มผู้ซื้อ’ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่น หรือกลุ่มวัยทำงานอีกต่อไป ทีนี้อะไรล่ะที่ผู้สูงอายุหรือคนแก่ในสมัยนี้จำเป็นต้องใช้ หรือบริโภคเป็นสำคัญ? และธุรกิจอะไรที่มีแนวโน้มจะเติบโตในอนาคตอันใกล้ช่วง 10-20 ปีถัดจากนี้?
สามวันก่อนผมได้พูดคุยกับหมอ รพ.สต. ท่านหนึ่ง นายคนนี้เขาเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของสถานรับเลี้ยงผู้สูงอายุ/บ้านพักคนชรา ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นในปัจจุบัน เขาโม้ให้ผมฟังว่า เขากำลังมีแผนจะขยายกิจการครั้งใหญ่ในปีหน้า เพราะมีลูกค้า และผู้สนใจจำนวนมากเข้ามาติดต่อ จนทำให้ facility และอุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นมีไม่มากพอที่จะรองรับลูกค้าที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
** ตอนแรกเช่าตึกแถวไว้ 3 คูหาเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อปรับปรุงสถานที่ให้สามารถรองรับคนชรามาอยู่ได้ เช่น สร้างยิมสำหรับการกายภาพบำบัด ปรับผนัง ทางเดิน และห้องน้ำให้สะดวกต่อการใช้รถเข็น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาพัก อนึ่งคนที่จะเข้ามาพักนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นคนไข้ คนแก่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลภายหลังจากรักษาตัวเป็นระยะเวลานาน จากโรคและการผ่าตัดจนทำให้เดินไม่ได้ หรือเคลื่อนไหวลำบากนั้นแหละ (ลูกค้าส่วนใหญ่เพิ่งฟื้นไข้จากภาวะเส้นประสาทไม่ทำงาน อย่างอัมพฤกษ์ และโรคหลอดเลือดในสมอง ฯลฯ) ทำให้สถานที่เหล่านี้เหมือนเป็นสถานกายภาพบำบัดย่อมๆ พร้อมๆไปกับการดูแลผู้สูงอายุโดยแพทย์และนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญแบบเอกชน
ทีนี้คนมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในปัจจุบันโรคหลอดเลือดในสมอง เป็นสิ่งที่ค่อนข้างปกติในเมืองไทย 1 ปีมีคนป่วยด้วยโรคนี้เยอะมาก หลายกรณีที่ไม่รอดชีวิต เพราะเข้ารับการรักษาไม่ทันการ แต่ก็มีหลายกรณีมากๆที่รักษาทันแล้วรอดชีวิต แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการเป็นอัมพฤกษ์ คือ ขยับตัวไม่ได้ครึ่งซีก (คือแขนและขา ข้างใดข้างหนึ่งจะขยับไม่ได้เลย) ทำให้ต้องมีการรับกายภาพบำบัด หากครอบครัว หรือญาติพี่น้องของผู้ป่วยดูแลคนไข้ในส่วนนี้ที่บ้านไม่ได้ สุดท้ายก็จะต้องส่งมาที่ธุรกิจหรือองค์กรลักษณะนี้
100 ทั้ง 100 ต่อให้มีเงิน ถ้าไม่ใช่เงินมหาศาลจนสามารถจ้างผู้ช่วยส่วนตัวมาอยู่บ้านเดือนละ 2-3 หมื่นได้ ก็จะไม่เหลือทางเลือกอื่น หากต้องการทำกายภาพบำบัด ญาติคนป่วยหรือผู้สูงอายุหลายๆคนก็ต้องทำงาน กลางวันอาจจะดูแลไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องหันมาธุรกิจรับจ้างแบบนี้อยู่ดี ซึ่งในเชิงเหตุและผลแล้วมันสะดวก และคุ้มค่ากว่า ด้วยการจ่ายรายเดือนเพียงครั้งเดียว ต่อเดือน โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยและซับซ้อนอีก (หากนำกลับไปดูแลที่บ้าน โดยไม่มีญาติพี่น้องที่ว่างจากงานมาดูแล จะทำให้ต้องเสียค่าปรับปรุงบ้านให้มันสะดวกต่องานรถเข็น จ้างพี่เลี้ยงคนดูแล พาไปทำกายภาพบำบัดทุกวัน ซึ่งจุดนี้หลายๆคนก็คุมค่าใช้จ่ายไม่ได้)
ธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุจึงเกิดแพร่หลายขยายตัวมากขึ้น ทั้งรับดูแลผู้สูงอายุ หาข้าวหาน้ำให้ รับทำกายภาพบำบัดให้ พาไปเดินออกกำลังกายให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อนตลอดเวลา ไม่ให้นอนติดเตียงจนเป็นแผลกดทับ ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างช้างมาก การจ้างคนมาดูแลที่บ้าน บางครั้งก็ไม่สามารถครอบคลุมประเด็นเหล่านี้ได้ทั้งหมด เพราะถ้าจะให้ครอบคลุม บ้านหนึ่งอาจต้องเสียค่าจ้าง หลายต่อ ทั้งคนดูแล และคนทำกายภาพบำบัดเลย
หมอคนนี้เขาเลือกที่จะบริหารธุรกิจบ้านผู้สูงอายุเขา ด้วยวิธีดังนี้
1. ไม่คิดราคาต่อเดือนที่แพงนัก เขาเลือกที่จะคิดราคาให้ถูกสำหรับชาวต่างจังหวัดจะสามารถเอื้อมถึงได้ 12,000 – 18,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่กลุ่มการบริการว่าต้องการรับบริการอะไรจากบ้านผู้สูงอายุของเขาบ้าง
2. เขาไม่จ้างลูกจ้าง ไม่ต้องเสียเงินค่าจ้างลูกจ้างในงานกายภาพบำบัดสักแดงเดียว แต่เขาเลือกที่จะเปิดธุรกิจของเขาในฐานะโรงเรียนสำหรับการสอนกายภาพบำบัดสำหรับนักศึกษาด้วย ทำให้ธุรกิจของเขามี 2 มิติ มิติแรกคือ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ รับลูกค้าที่เป็นผู้สูงอายุ อีกมิติหนึ่งคือธุรกิจโรงเรียนเอกชนในการสอน ฝึกงานสำหรับนักศึกษา และผู้ที่ต้องการมีวิชาชีพด้านการกายภาพบำบัด (เช่นคนรับจ้างดูแลคนป่วยตามโรงพยาบาล) คนที่ต้องการจะมาฝึกงานต้องจ่ายตังค์ให้ทางโรงเรียนนี้ เพื่อฝึกงาน ทำให้ได้ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งคือ นักศึกษา นักเรียน และผู้ที่ต้องการฝึกอาชีพ
3. การที่ธุรกิจของเขารับเงิน 2 ต่อนี้ ทำให้เขาแทบจะไม่ต้องเสียค่าจ้างลูกจ้างหรือหมอกายภาพบำบัดอะไรมากมายเลย เขาสามารถเลือกที่จะเสียเงินจ้างคนมาเป็น Supervisor ในการดูแลงานของเด็กพวกนี้ ซึ่งเรทสำหรับต่างจังหวัดก็ไม่ได้สูงอะไรมาก ดังนั้นนักศึกษาที่เข้ามาเรียนจะกลายเป็นแรงงานและทำงานหลักให้กับบ้านผู้สูงอายุแห่งนั้นเอง
4. เขาเลือกตั้งสถานบริการของเขาในอาณาเขตบริเวณที่ใกล้กับโรงพยาบาล แล้วขึ้นป้ายใหญ่ๆไว้ตรงถนนแถบทางออกโรงพยาบาล ทำให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างง่าย แถมยังมีระบบการรีวิวผู้ใช้งานแบบปากต่อปากในโรงพยาบาลด้วย อาจจะเพราะเขาเป็นหมอด้วย จึงมีเครือข่ายสำหรับการส่งลูกค้าเข้ามาใช้บริการอยู่บ่อยๆ (จริงๆไม่ต้องทำการตลาดอะไรมาก ธุรกิจแบบนี้ เพราะชนชั้นกลางตามต่างจังหวัดที่มีกำลังซื้อจะเป็นฝ่ายเข้ามาหาเอง แล้วคนพวกนี้มีปริมาณเยอะด้วย แถมเป็นตลาดที่คู่แข่งน้อยรายอีก)
ในอนาคตอันใกล้นี้ผมจึงมองว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุยังไงก็มีแต่จะเติบโต โดยเฉพาะในประเทศไทยเนี่ยนะครับ คือ ทั้งสถานบริการ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคผู้สูงอายุเนี่ย ยังไงก็ไปรอด เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้
1. ผู้สูงอายุต้องใช้อุปกรณ์ประเภทไม้เท้า เตียงปรับ ผ้าอ้อมอย่างต่อเนื่อง (ผ้าอ้อมผู้สูงอายุแพงกว่าผ้าอ้อมเด็กอีกนะ Certainty แพ็คนึงหลายร้อย)
2. ตลาดของธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุเป็นตลาดที่กำลังเติบโตและขยายตัวในต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เพราะจำนวนผู้ที่จะเข้ามาเป็นลูกค้ามีปริมาณมากเกินไปจำนวนสถานที่รับบริการ ลูกค้าต้องแย่งกัน หากเจอสถานบริการที่ถูกใจ และราคาที่ถูกใจ
3. ราคาไม่ใช่ปัญหา เพราะมีคนพร้อมใจมากกว่าจำนวนที่สถานบริการสามารถรองรับได้ ขนาดในต่างจังหวัด ราคาหลัก 2 หมื่นต่อเดือนยังมีคนยินดีจ่าย เต็มง่าย หลายๆที่ถึงขั้นมีแผนจะขยายกิจการเพิ่ม เช่าตึกเพิ่ม ซื้อตึกเพิ่ม หรือแม้กระทั่งย้ายทำเลออกไปอยู่กลางทุ่งกลางนาก็มี (ไปตั้งศูนย์ที่ต่างอำเภอ แล้วสั่งแพทย์ สั่งนักกายภาพ outsource เข้าแวะเวียนไปตรวจ และดูแลก็ได้)
4. อาชีพที่เกี่ยวกับการกายภาพบำบัด ยังไงก็ไม่ตกงาน ยิ่งถ้ามีเครดิตดี ผ่านประสบการณ์มาเยอะ โอกาสเรียกค่าตัวที่สูงขึ้นก็มากขึ้น เพราะเป็นงานที่ใช้ skill สูงและขึ้นกับความพึงพอใจของลูกค้า สามารถออกไปทำ freelance ตามบ้านได้ (นักกายภาพบำบัดบางคนที่รับงานตามบ้านได้ชั่วโมงละไม่ต่ำกว่า 500-600 บาท) ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีการกายภาพบำบัดค่อนข้างพัฒนา และมีเครื่องมือช่วยเพิ่มขึ้น ยังไงก็สายนี้ก็มีโอกาสไปต่อในยุค 20-30 ปีข้างหน้า ถ้าหุ่นยนต์ไม่เข้ามาแย่งงานไปเสียน่ะนะ
5. ใครที่มาทางสายแผนโบราณ/กายภาพทางเลือกอาจจะต้องเริ่มทำการปรับตัวบ้าง เพราะผู้สูงอายุหลายๆคนนิยมจ้างหมอนวดแผนโบราณ หมอนวดน้ำมันก็ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างตามต่างจังหวัดจริง แต่แนมโน้มในอนาคต วัยทำงานในปัจจุบันอาจไม่นิยมนวดแผนโบราณเท่ากับวัยชราในปัจจุบันนี้ เพราะวัยทำงานในปัจจุบันจะกลายเป็นผู้สูงอายุใน 10-20 ปีข้างหน้า เขาอาจไม่เลือกใช้หมอนวดน้ำมัน หรือหมอนวดแผนไทย อะไรเท่ากับคนชรารุ่นนี้
ผมคิดว่าประเด็นนี้ค่อนข้างน่าสนใจ และเหมาะแก่การนำไปขบคิดต่อยอด เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อแบ่งปันแก่ผู้สนใจครับ หากท่านใดมีอะไรจะเสริมสามารถเข้ามาเสริมเพิ่มเติมได้ครับ
โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
จุลพงศ์ อยู่เกษ
ผู้เขียนบทความเข้าใจอะไรผิดมั้งครับในเรื่องอบรมเป็นนักกายภาพบำบัดอาชีพนั้น ปกติเขาเรียน 4 ปีระดับป.ตรี ถึงจะเรียกว่านักกายภาพบำบัด มาอบรมสั้นๆแค่ 6-12 เดือนไม่น่าจะเป็นนักกายภาพบำบัดอาชีพได้
1 มิ.ย. เวลา 07:14
ภาเลอา
เมื่อเป็นธุรกิจเรื่องกำไรขาดทุนเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่มีกำไรมากพอโอกาสพัฒนาทั้งบุคลากร เครื่องมือ สถานที่ ก็จะทำได้ยาก เป็นห่วงว่าเรามีผู้สูงอายุอีกมากในชุมชนที่มีเงินแทบไม่พอประทังชีพ ลูกหลานทำงานไม่สามารถดูแลได้ กลุ่มนี้จะเข้าไม่ถึงการบริการ
30 พ.ย. 2019 เวลา 16:12
หมอสมองประจำบ้าน
เป็นประเด็นน่าสนใจมากค่ะ แนวคิดโรงเเรียนควบคู่ไปกับบริการ ทำให้มีงานรองรับ..ที่ยากคือเรื่อง "ใจ" เพราะคนที่ดูแลผู้สูงอายุต้องมีความอดทนและมีเมตตาค่ะ
30 พ.ย. 2019 เวลา 13:37
จุลพงศ์ อยู่เกษ
ถูกต้องเลยครับ ผมทำอยู่ที่ออสเตรเลีย การอบรมผู้ดูแลจะเน้นเรื่องทัศนคติและจิตใจของผู้ดูแลและสิทธิ์ของผู้สูงอายุมากกว่าภาคปฎิบัติที่ไม่ซับซ้อนอะไรมาก
1 มิ.ย. เวลา 07:10