2 ธันวาคม เวลา 11:40Business

เวเนซุเอลา ประเทศที่ “เคยรวยกว่า” ไทย

เมื่อ 60 ปีที่แล้ว คนเวเนซุเอลามีรายได้ต่อหัวมากกว่าคนไทย 11 เท่า

ปี 1960 คนเวเนซุเอลามีรายได้ต่อปี 24,130 บาท

ในขณะที่คนไทยมีรายได้ต่อปีเพียง 2,140 บาท

ถามว่าคนเวเนซุเอลา “รวย” ขนาดไหน เมื่อ 60 ปีที่แล้ว

รายได้ต่อหัว 24,130 บาทต่อปี ของคนเวเนซุเอลา

มากกว่ารายได้ต่อหัวของคนเนเธอร์แลนด์ และคนอิตาลีในช่วงเวลาเดียวกัน

และมากกว่ารายได้ต่อหัวของคนญี่ปุ่นในเวลานั้นถึง 2 เท่า

เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลักมาตั้งแต่ปี 1917 หรือกว่า 102 ปีมาแล้ว

และเวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับขึ้นหลายต่อหลายครั้งนำรายได้มหาศาลมาให้ประเทศนี้ แต่ใครจะไปคิดว่าเรื่องนี้กลับทำให้เวเนซุเอลาประสบปัญหาทางเศรษฐกิจหลายครั้ง จนนำมาสู่สภาวะล้มละลายในปัจจุบัน

หลายคนคงพอทราบเรื่องราว การคอร์รัปชันและการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของผู้นำประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ามีส่วนสำคัญในความล้มเหลวของเวเนซุเอลาในวันนี้

แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ

ในอดีตช่วงหนึ่ง ประชาชนเวเนซุเอลาไม่ได้ยากจน

ในทางตรงกันข้าม คนเวเนซุเอลาในอดีต ส่วนใหญ่แล้วมีความสุขอยู่บนความมั่งคั่ง

แล้วในตอนนั้น ผู้คนในประเทศเวเนซุเอลา นำเงินจากความมั่งคั่งนี้ไปทำอะไร?

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ซีรีส์บทความ ประเทศที่ “เคยรวยกว่า” ไทย ตอน เวเนซุเอลา

ถ้าถามว่าผู้นำประเทศทำอะไรผิด นอกจากคอร์รัปชัน อาจเป็นสิ่งที่ทุกคนนึกไม่ถึง

เรื่องแรกก็คือ “การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่” หรือ Fixed Exchange Rate

จุดเริ่มต้นหายนะของประเทศนี้ เริ่มในช่วงปี 1964 - 1983 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลเวเนซุเอลาได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่

โดยตั้งค่าเงินของประเทศไว้สูงกว่าความเป็นจริงเป็นระยะเวลานาน

ซึ่งเรียกในทางเศรษฐศาสตร์ว่า Prolonged Currency Overvaluation

สาเหตุสำคัญคือ ในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงอย่างมาก

น้ำมันเป็นสินค้าส่งออกหลักในระบบเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา

รัฐบาลจึงมีเงินตราต่างประเทศมากพอที่จะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่

การที่ค่าเงินสูงกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้สินค้านำเข้ามีราคาถูกกว่าความเป็นจริง

เมื่อเป็นเช่นนี้

ชาวเวเนซุเอลาจึงไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าเอง

เอาเงินที่ได้จากการขายน้ำมัน มาจับจ่ายใช้สอยสินค้านำเข้าจากต่างประเทศในราคาถูก

รวมถึงสินค้าฟุ่มเฟือยจากยุโรป และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น

การใช้จ่ายที่มากเกิน ทำให้อัตราการออมของชาวเวเนซุเอลาลดต่ำลง

เพราะเชื่อว่าเขาจะมีอำนาจซื้อสินค้าคุณภาพดีจากทั่วโลกแบบนี้ไปเรื่อยๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้การลงทุนภาคเอกชนของเวเนซุเอลาก็แทบไม่เกิดขึ้น..

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การลงทุนภาคเอกชน คือปัจจัยสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตในระยะยาว

ตลอดเวลาในช่วงทศวรรษ 1970 อัตราการลงทุนภาคเอกชนของเวเนซุเอลา อยู่ที่อัตราต่ำกว่า 25% ของ GDP

ปัจจัยที่ทำให้อัตราการลงทุนต่ำ มีหลายสาเหตุ ทั้งอัตราการออมต่ำ และภาคเอกชนไม่มั่นใจในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ลงทุนผลิตอะไรไป ก็อาจขายไม่ออก

แม้การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้ราคาถูก จะทำให้วัตถุดิบมีราคาถูกไปด้วย แต่สินค้าสำเร็จรูปก็มีราคาถูกไม่แพ้กัน

นั่นหมายความว่า หากเอกชนสักแห่งต้องการลงทุนตั้งโรงงานผลิตสินค้า เช่น สบู่ หรือเสื้อผ้า

ต้องมั่นใจว่าจะสามารถผลิตออกมาแล้วสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำลายบรรยากาศการลงทุนภาคเอกชนอย่างมากก็คือ นโยบายประชานิยมของรัฐบาล..

เมื่อน้ำมันมีราคาสูง รัฐบาลได้ใช้เงินอย่างมหาศาลไปกับการลงทุนในสาธารณูปโภค สร้างถนน สร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า กำหนดราคาพลังงานในราคาถูก เพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ และจ้างข้าราชการเพิ่มเป็นจำนวนมาก

รวมไปถึงการออกกฎหมายแรงงาน ทั้งการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และการปกป้องแรงงาน

หากนายจ้างจะพักงานหรือไล่ลูกจ้างจากงาน จะต้องเสียค่าชดเชยสูงมาก

เมื่อฝั่งนายจ้างต้องแบกรับค่าแรงที่สูง แต่แลกมากับแรงงานไร้ประสิทธิภาพที่ไม่สามารถไล่ออกได้ บวกกับผลิตสินค้าออกมาก็ไม่สามารถสู้ราคากับสินค้านำเข้าได้

สิ่งที่เกิดขึ้น ภาคเอกชนจึงเลือกที่จะไม่ผลิตอะไรเลย

ประสิทธิภาพในภาคการผลิตของประเทศนี้จึงลดลงเรื่อยๆ

สินค้าในท้องตลาดของเวเนซุเอลา ส่วนใหญ่จึงเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

โดยรายได้หลักของประเทศ มาจากการส่งออกน้ำมัน ซึ่งคิดเป็น 95% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด

ทุกอย่างพึ่งพิงน้ำมันเพียงอย่างเดียว ทำให้เรื่องนี้เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่นับถอยหลังรอวันหายนะ

แล้วสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น

ราคาน้ำมันลดต่ำลง

จากราคา 35.5 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ในปี 1980

ลดลงอยู่ที่ 13.5 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ในปี 1985

ในขณะที่อัตราการลงทุนภาคเอกชนก็ลดต่ำลงเรื่อยๆ

จาก 25% ของ GDP ในช่วงทศวรรษ 1970

เหลือไม่ถึง 15% ของ GDP ในช่วงทศวรรษ 1980

ในช่วงแรก บริษัทน้ำมันของรัฐยังมีกำไรหลงเหลืออยู่ รัฐบาลจึงยังมีเงินมาใช้จ่ายในสวัสดิการต่างๆ แต่เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึก รวมกับโครงการประชานิยมมากมาย

ท้ายที่สุด รัฐบาลก็ต้องไปขอกู้เงินจาก IMF

แต่ IMF ไม่ให้กู้ง่ายๆ IMF ย่อมต้องอยากได้เงินต้นคืน ซึ่งต้องมีเงื่อนไขให้รัฐบาลที่กู้ปฏิบัติตาม

ดังนั้น รัฐบาลเวเนซุเอลาจึงจำเป็นต้องมีมาตรการปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจ

คือการควบคุมค่าใช้จ่าย ลดสวัสดิการ และลดค่าเงินเพื่อสะท้อนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การลดค่าเงินในตอนนั้น ทำให้ค่าเงินโบลิวาร์อ่อนค่าลงทันที

สินค้านำเข้าที่เคยมีราคาถูกจึงมีราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัว

สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ “ภาวะเงินเฟ้อ”

อัตราเงินเฟ้อปี 1985 อยู่ที่ระดับ 11.4%

อัตราเงินเฟ้อปี 1989 อยู่ที่ระดับ 84.5%

ภาวะเงินเฟ้อส่งผลร้ายแรง จนก่อให้เกิดการจลาจลในปี 1989 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน

และเมื่อไม่ตัดสวัสดิการกับคนส่วนใหญ่

ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ความเหลื่อมล้ำ..

ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่มีมานานในสังคมเวเนซุเอลา

การคอร์รัปชันอย่างหนัก ทำให้รายได้หลักจากน้ำมันตกอยู่ในมือของกลุ่มผู้นำ ข้าราชการ และเครือข่ายเอกชนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล

ผลลัพธ์ก็คือ ประเทศเวเนซุเอลามีผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนถึง 55.6% ของประชากรทั้งประเทศ ในปี 1997

ซึ่งจริงๆ แล้วในจุดนั้น ถ้ารัฐบาลเลือกเดินทางที่ถูกต้อง ก็น่าจะแก้ปัญหาได้ และไม่สายเกินไป

แต่เหมือนโชคชะตาทำให้ประเทศนี้ต้องกลับไปเดินในทางที่ผิดอีกครั้ง..

ในปี 1998 ประชาชนได้เลือก อูโก ชาเบซ นักการเมือง “ขวัญใจคนจน” ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี

ช่วงเวลานั้นทุกอย่างเป็นใจให้เวเนซุเอลา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

จากราคา 12.3 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ในปี 1998

เพิ่มมาที่ 105.9 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ในปี 2013

ความได้เปรียบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยอีกครั้ง ทั้งสวัสดิการต่างๆ และการนำเข้าสินค้า

โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยวอยู่แล้ว

ถูกซ้ำเติมด้วยการกำหนดราคาสินค้าพื้นฐานในระดับต่ำ ทำให้ภาคเอกชนยิ่งอยู่ไม่ได้

การลงทุนภาคเอกชนลดลงไปมากกว่าเดิม จนอยู่ต่ำกว่า 10% ของ GDP ในช่วงทศวรรษ 2000

จำนวนบริษัทเอกชนที่ประกอบธุรกิจกว่า 13,000 แห่ง ในปี 1999

เหลือเพียง 4,000 แห่ง ในปี 2016

บัดนี้ เวเนซุเอลาต้องนำเข้าแม้แต่สินค้าพื้นฐาน อย่างอาหารและยา

นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้ทำการยึดเปโตรเลออส เดอ เวเนซุเอลา บริษัทผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มาเป็นของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลขาดการลงทุนในระบบการผลิตและสำรวจ ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง

และแล้ว ประธานาธิบดีชาเบซก็จากไปในปี 2013

โดยมีผู้สืบทอดตำแหน่ง คือ ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร

มรดกของประเทศที่บิดเบี้ยวถูกทิ้งไว้ให้ มาดูโร พร้อมกับฝันร้ายครั้งใหญ่สุดของประเทศนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในปี 2016 ราคาน้ำมันลดลงอย่างหนักมาอยู่ที่ระดับ 40.7 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล

แล้วทุกอย่างก็วนมาที่ลูปเดิม และหนักกว่าเดิม..

เวเนซุเอลาเผชิญภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก เพราะรัฐบาลแทบไม่เหลือเงินตราต่างประเทศแล้ว

ค่าเงินโบลิวาร์จึงอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง

ในขณะที่สินค้าแทบทุกอย่าง จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

อัตราเงินเฟ้อ ปี 2017 อยู่ที่ระดับ 493.6%

อัตราเงินเฟ้อ ปี 2018 อยู่ที่ระดับ 929,789.5%

อัตราเงินเฟ้อ ปี 2019 คาดว่าอยู่ที่ระดับ 10,000,000%

ลองนึกภาพว่าถ้าเราตื่นขึ้นมา ทุกคนไม่ว่าจะเป็น หมอ ครู วิศวกร นักบิน พนักงาน ทุกๆ คนในประเทศนี้ เงินที่ฝากอยู่ในบัญชีธนาคารไม่มีค่า ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ เอาเงินไปซื้ออะไรก็ไม่ได้

สิ่งที่ตามมาก็คือ ประชาชนกว่า 4.5 ล้านคนต้องอพยพออกนอกประเทศ

และประชาชนที่อยู่ในประเทศก็แทบไม่เหลืออะไร

ไม่เหลือแม้แต่ความหวัง..

เรื่องราวทั้งหมดคือบทเรียนของประเทศ ซึ่งครั้งหนึ่งเคย “รวย” กว่าไทย ถึง 11 เท่า

แต่ในวันนี้กลับกลายเป็นประเทศล้มละลาย

ซึ่งเราคนไทยสามารถเรียนรู้เพื่อไม่ให้ประเทศเดินทางไปสู่จุดนั้น

นอกจากเวเนซุเอลาแล้ว

ยังมีอีก 1 ประเทศในทวีปแอฟริกา ที่ประสบปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงเช่นเดียวกัน

ทั้งที่ประเทศนี้ก็อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามากมาย

ประเทศที่ชื่อว่า “สาธารณรัฐซิมบับเว”..

ติดตาม ซีรีส์ ประเทศที่ “เคยรวยกว่า” ไทย ตอนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า

โหลดแอป Blockdit เพื่ออ่านซีรีส์ตอนก่อนหน้านี้ ได้ที่ Blockdit.com/download

467
ใสว ทองเพชร
ทำไมในเมื่อ%สูงสุดคือ100% อัตราเงินเฟ้อทำไมไม่ใช่คำว่า เท่า เเม้ว่า%จะเข้าใจง่ายกว่าในเเง่การนึกคิด
6 ธันวาคม เวลา 16:36
Suriya
สลิ่มไม่ถูกใจบทความนี้ ลุงตู่ยังเป็นคนดีเสมอ ดีเหี้ยๆ
5 ธันวาคม เวลา 13:14
ธันวา คำ​อาจ
ไทยใกล้ยังครับ
4 ธันวาคม เวลา 10:16
1
เพื่อนอย่างเทพ
ประเทศเวเนซุเอลา เกิดวิกฤตมาแล้วสองครั้ง วิกฤตแบบเดียวกัน แล้วไม่เคยจำนำไปแก้ไข หากจะเกิดครั้งที่สามก็ต้องเจออีก
4 ธันวาคม เวลา 07:55
1
SirTING
เพราะสันดานคอรัปชั่น และความโง่เขลาในการบริหารประเทศ ที่ใดใช้เงินเกินตัว ที่นั่นจะพบกับความชิบหาย... ประเทศไทยก็เช่นกัน ตัดสินใจออมเงินตั้งแต่วันนี้ จะเป็นทองคำ หรือ Bitcoin ก็ดีทั้งนั้น เลือกเอา
3 ธันวาคม เวลา 04:39
5
Netflix 100B
เสียววาบเลย
3 ธันวาคม เวลา 03:07
3
Thanakorn Jittrapirom
ตอนนี้ไทยก็เอาสินค้าจากจีนมาตีคนไทยจนหลายเจ้าของคนไทยเลิกผลิตเลิกทำก็วนมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ครับ รัฐบาลสนับสนุบบ.จากจีน ลดทุกภาษี แต่กับเอกชนไทยกับทุกค่าไม่เว้นสักภาษี คือถามหน่อยจะไปแข่งกับเขายังไงครับ นอกจากรอวันตาย
3 ธันวาคม เวลา 01:59
18
V
valorguy
รู้สึกเหมือนกันครับ บริษัทต่างชาติสิทธิประโยชน์เยอะมากทั้งที่หลายๆแห่งก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรที่ต่างกับเรามาก แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเราไม่ค่อยซื้อของที่ผลิตในประเทศกันด้วย ต่างจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ที่ตอนเริ่มพัฒนาเขาจะสนับสนุนของในชาติก่อน โดยเฉพาะญี่ปุ่นผมเจอหลายเคสมาก ถึงแพงกว่าก็เอาของชาติตัวเองก่อน
3 ธันวาคม เวลา 05:51
4
นุชจรี ธรรมรัตน์
จริงค่ะแม้กระทั่งานก่อสร้างใหญ่ๆก็บ.จากจีนประมูลได้แล้วคนงานที่เขามาก็จีนแทบทั้งหมดขับรถแบ๊คโฮยังคนจีนเลยเหมือนจะฝังคนไทยด้วยกันเองเลย
3 ธันวาคม เวลา 10:15
1
Taplo
จริงๆ แล้วปัญหาพวกนี้แก้ได้โดยขึ้นภาษีนำเข้าหรือภาษีศุลกากร (อย่างเช่น USA ทำกับ จีน ตอนนี้) แต่แน่นอนคนไทยไม่ชอบใจสิ่งนี้ โดยวัดจาก คนที่เดินทางเที่ยว ตปท.หลายๆ ท่านชอบซื้อของจาก ตปท. แต่ไม่อยากเสียภาษีศุลกากร มักลักลอบ ซ่อนของ หรือ ทำทุกวิถีทางให้ตัวเองไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนนี้ ซึ่งคิดว่าปัญหาเกิดจากพฤติกรรมคนในชาติเรานี่แหละที่เป็นเหตุที่จะกำหนดชะตากรรมของประเทศ ว่าจะเป็นแบบเวเนซูเอล่าหรือไม่
10 ธันวาคม เวลา 03:01
Black Magic Women
ยังอ่านไม่จบแปะไว้ ขอแชร์ไปไว้ก่อนเลยนะคะ
3 ธันวาคม เวลา 01:20
1
ดีต่อใจ
เมื่อรัฐพึ่งพาไม่ได้ สุดท้ายเราคงต้องพึ่งพาตัวเอง เตรียมความพร้อมในการดำรงชีพให้ได้ในทุกสถานะการณ์
3 ธันวาคม เวลา 01:05
3
ปลุกเชียงใหม่
เลยจำเป็นต้องปลุกเชียงใหม่ครับ
3 ธันวาคม เวลา 02:30
1
raytoki
ปีหน้าน่าจะต้มยำเปรตเลยครับแย่ครับ
2 ธันวาคม เวลา 15:55
4