Blockdit Logo (Mobile)
จอมพลถนอม กิตติขจร
"นายกรัฐมนตรีที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทย"
Time x Biography
ผม The Time ขอเล่า
จอมพลถนอม กิตติขจร
นับตั้งแต่ไทยเปลี่ยนการปกครองในปี พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร์ ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปีที่บ้านเมืองถูกปกครองโดยทหาร จนในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ถือเป็นวันมหาวิปโยค หรือวันแห่งชัยชนะของประชาชน ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น และคนไทยไม่ควรลืม เขาคือ "จอมพล ถนอม กิตติขจร"
จอมพล ถนอม กิตติขจร เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2454 ณ อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก
บิดาชื่อ นายอำพัน กิตติขจร หรือ ขุนโสภิตบรรณารักษ์
มารดาชื่อ นางลิ้นจี่ กิตติขจร
มีพี่น้อง 7 คน
จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 1 ต่อมารับราชการครั้งแรกในตำแหน่งผู้บังคับหมวดกรมทหารราบที่ 8 กองพันที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่
ในปี พ.ศ. 2491 ก็ได้เข้าร่วมการก่อรัฐประหาร เพิ่มให้จอมพล ป. กลับมานั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตอนนั้นถนอม กิตติขจรมียศเป็นพันโท
ก่อรัฐประหาร
และหลังจากนั้นท่านก็ค่อยๆเลื่อนตำแหน่ง เป็นรองผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการกองพล รองผู้บัญชาการภาคทหารบก และเป็นแม่ทัพภาค ตามลำดับ
จนท่านได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในสยัมจอมพล ป.
และเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำการปฏิวัติ ก็ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสมัยนายพจน์ สารสิน
เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 ทางสภาผู้แทนราษฎรได้แต่งตั้งให้ท่านป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 10 ของประเทศ แต่ท่านถนอมก็บริหารประเทศแค่ 9 เดือนเศษก็ขอลาออก เพื่อเปิดทางให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่กลับมาจากการรักษาจากต่างประเทศ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
สภาผู้แทนราษฎร กับ จอมพลถนอม กิตติขจร
แต่เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร บริหารประเทศตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 สืบต่อจากรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ในช่วงเวลาที่ท่านบริหารประเทศ ได้สร้างทางหลวงและเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นต้น
อีกทั้งท่านยังปรับปรุงและพัฒนากองทัพให้ทันสมัยทัดเทียมกับนานาชาติ และยังได้ส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเวียดนามด้วย
จนในปี พ.ศ. 2511 ท่านได้ประกาศให้กลับมาใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งร่างตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ และประกาศให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512
จอมพลถนอมก็ได้จัดตั้งพรรค "สหประชาไทย"
โดยท่านเป็นหัวหน้าพรรค และมีพลเอกประภาส จารุเสถียร และ นายพจน์ สารสิน เป็นรองหัวหน้าพรรค มีพลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรค
สหประชาไทย
ผลการเลือกตั้ง พรรคของจอมพลถนอมได้ที่นั่ง ส.ส. ในสภาฯไปถึง 75 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ได้ไป 50 ที่นั่ง ส่วนที่เหลือเป็น ส.ส. จากพรรคเล็กพรรคน้อย และ ส.ส. อิสระ
ผลการเลือกตั้งท่านจอมพลถนอมชนะและได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
แต่แล้วในปี พ.ศ. 2514 ท่านได้ตั้งทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง และจัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติขึ้น และท่านก็ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาบริหารคณะปฏิวัติ
มีผู้อำนวยการ 4 ฝ่าย คือ
1. พลเอกประภาส จารุเสถียร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ
2. นายพจน์ สารสินเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจและการคลัง
3. พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเกษตรและคมนาคม
4. พลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการฝ่ายศึกษาและสาธารณสุข
ในช่วงต้นท่านดำรงตำแหน่ง เศรษฐกิจของไทยก็มีความเจริญเติบโตขึ้นตามลำดับแบบแผนที่วางเอาไว้ ในช่วงแรกๆรายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะรํบบาลได้ทำการกู้เงินจากต่างประเทศ เอามาสร้างถนน เขื่อน ไฟฟ้า ปรพปา ต่างๆ เพื่อช่วยในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร
เมื่อมีสิ่งอำนวยตวามสะดวกเหล่านี้ ทำให้เริ่มมีนายทุกจากอเมริกา ญี่ปุ่น และ ไต้หวันเริ่มเขามาลงทุน
จอมพลถนอม กิตติขจร
แต่แล้วช่วงหลัง รายได้ของประชาชนลดลง เพราะความล้มเหลวทางด้านเกษตร เพราะรัฐบาลมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมมากกว่าเกษตร ซึ่งมันคือรายได้หลักของประเทศ
ส่งผลให้เกิดการอพยพแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง ส่งผลต่อการปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคมและการเมืองในเวลาต่อมา
อีกทั้งในปี พ.ศ. 2513 สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากประเทศไทย ทำให้ไทยขาดรายได้จากการตั้งฐานทัพของสหรัฐอเมริกา และจะส่งผลให้งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2515 เริ่มขาดดุลอย่างหนัก
เศรษฐกิจไม่ดี การเมืองก็แตกแยก แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง กลุ่ม พล.ต.อ ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ กับกลุ่มของจอมพลถนอมและจอมพลประภาศ
ต่อมาเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นคือ มีการลบชื่อนักศึกษาเก้าคนของมหาวิทยาลัยรามคำแหงออก เกิดมาจากเรื่องการประท้วงที่เฮลิคอปเตอร์ตกที่ทุ่งใหญ่นเรศวร และพบซากสัตว์ป่าเป็นจำนวนมาก
เฮลิคอปเตอร์ตกที่ทุ่งใหญ่นเรศวรและพบซากสัตว์ป่า
นำมาสู่การเดินขบวนเรียกร้องคามเป็นธรรมแก่นักศึกษา ในการประท้วงมีนักศึกษาจากทุกสถาบันกว่า 50,000 คนเข้าร่วม ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 21-22 มิถุนายน พ.ศ. 2516
ในช่วงแรกแค่เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงรับนักศึกษาทั้งเก้าที่ออกมาประท้วงได้กลับไปเรียนตามปกติ
แต่เรื่องก็กลับลามไปถึงการเรียกร้องให้อธิกาบดีของม.รามคำแหงลาออก และเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจการปกครองแก่ประชาชน พร้อมกับเรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน
ผลสรุปฝ่ายนักศึกษาชนะ นักศึกษาทั้งเก้าได้กลับมาเรียนตามปกติ
ดร. ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ ลาออกจากตำแหน่งอธิกาบดี
แต่เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นไร้ผล
จนมีการก่อตั้ง "กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ" ขึ้น นำทีมโดย นายธีรยุทธ บุญมี
ในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญได้ออกแถลงข่าวให้ประชาชนออกมาสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของตน
กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
วันต่อมาแกนนำนักศึกษา 13 คนของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกจับ ถูกตั้งข้อหา "มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง" และ "ขบถภายในราชอาณาจักร"
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้เกิดการร่วมตัวของ นิสิต นักศึกษา และประชาชนออกมาประท้วงกว่าแสนคน และแล้ววันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 รัฐบาลจอมพลถนอมได้ออกคำสั่งให้ทหาร และตำรวจใช้อาวุธเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงที่ไม่มีอาวุธ
ทำให้เกิดการจลาจลไปทั่วเมือง มีผู้คนล้มตายบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
14 ตุลาคม พ.ศ. 2516
แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อ "พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดช" เข้ามายุติความรุนแรง พระองค์ท่านทรงออกรายงานทางโทรทัศน์ให้หยุดการใช้กำลังกับประชาชน และเรียกจอมพลถนอมเข้าเฝ้า และเกลี่ยกล่อมให้จอมพลถนอมลาออก เพื่อยุติความขัดแย้ง
ในที่สุดจอมพลถนอมก็ลาออก ร่วมระยะเวลาที่จอมพลถนอมเป็นนายกฯทั้งสิ้น 10 ปี 6 เดือนเศษ และเดินทางออกนอกประเทศ
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็แต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แทนชุดเก่า
14 ตุลา
ในวัย 65 ปีของจอมพลถนอมได้กลับประเทศไทยอีกครั้งโดยบวชเป็นสามเณร แต่นักศึกษาและประชาชนได้ออกมาประท้วงและขับไล่อดีตนายกฯอีกครั้ง
และแล้วในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2547 จอมพลถนอม กิตติขจรในวัย 92 ปีถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกในเวลากลางดึก
เหลือไว้เพียงความทรงจำที่คนไทยทั้งประเทศไม่เคยลืม เหตุการณ์ "14 ตุลา วันมหาวิปโยค" ที่วีรชนคนรุ่นหลังที่ควรจดจำ และการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอมในสมัยของท่าน
รู้หรือไหม
ตอนที่เกิดความรุนแรงระหว่างทหารและประชาชน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชได้มีรับสั่งให้มหาดเล็กเปิดประตูพระวังสวนจิตรลดา แล้วให้เหล่านักศึกษาบางกลุ่มเข้ามาหลบภัย จากความรุนแรง
เปิดประตูพระวังสวนจิตรลดาให้เหล่านักศึกษาเข้ามาหลบภัย
อ้างอิงจาก "หนังสือ 100 ตนผู้ทรงอิทธิพลแห่งสยามประเทศ"
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความคิดเห็น
ไม่อร่อย แต่ปลอดภัย
รบกวนถาม #ใครดำรงตำแหน่งจอมพลคนสุดท้าย
16 ต.ค. เวลา 15:56

โลกเรานี้

ไม่แน่ใจนะครับ อย่างกะว่าปรับสู่สากล เหมือนอเมริกัน และประเทศไทยยังมีตำแหน่งจอมทัพของในหลวงอีก
23 ต.ค. เวลา 20:57
1
อำพล มหรัตนวิโรจน์
คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาบ้างไหมแล้วใครที่ช่วยนศ.ไว้ถ้าไม่ใช่ในหลวงร.9
15 ต.ค. เวลา 10:28
1

อนิจจัง อนัตตา

ตอนนี้ผมยังไม่เชื่อใครทั้งนั้นแหละ เราต้องฟังทั้งสองฝ่าย
16 ต.ค. เวลา 03:32
1
โสด เป็นลาภอันประเสริฐ
โตในสมัยเขามีอำนาจ ประเทศไม่มีอะไร นอกจากความเงียบ มืด และอึมครึม
3 ก.ย. เวลา 09:17
2