15 ม.ค. เวลา 01:07Entertainment

เรียนรู้วิกฤตซับไพรม์แบบเข้าใจง่าย ไปกับหนังเรื่อง The Big Short(2015) : เกมฉวยโอกาสรวย

เรื่องของ ไมเคิล เบอร์รี่ : ชายผู้ทำกำไรจากการมองเห็นอนาคต (ตอนที่ 1)

ไทม์แมชชีน...น่าจะเป็นอุปกรณ์ไฮเทคที่หลายๆคนใฝ่ฝัน เพราะทุกคนล้วนมีอดีตที่อยากเปลี่ยน มีอนาคตที่อยากเห็น

.

.

จะเป็นอย่างไร...หากเราสามารถรู้อนาคตได้

รู้ราคาทอง รู้อัตราดอกเบี้ย รู้ว่าตลาดหุ้นขึ้นหรือลง ?

เราคงทำเงินได้มหาศาล

.

.

น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่มีใครประดิษฐ์ไทม์แมชชีนได้

เราจึงทำได้เพียงแค่ฝัน...

The Big Short(2016):เกมฉวยโอกาสรวย เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของไมเคิล เบอร์รี่ (Michael Burry)ชายผู้มองเห็นอนาคต

เขาคือคนที่ทำนายหายนะทางเศรษฐกิจของอเมริกาล่วงหน้าก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงถึง 2 ปี

หนังเรื่องนี้มีศัพท์ทางการเงินเยอะมาก การดำเนินเรื่องก็ฉับไว ซึ่งหากคุณไม่มีความรู้เรื่องศัพท์เทคนิคต่างๆเหล่านี้ ก็อาจจะ งง กับเนื้อเรื่องได้ เพราะไม่รู้ว่าเขาซื้อขายอะไรกันยังไง ?

แต่ถึงแม้คุณจะไม่รู้ศัพท์อะไรเลย คุณก็ยังดูหนังเรื่องนี้ได้สนุก

ต้องยกความดีตรงนี้ให้กับอดัม แม็คเคย์ ที่สามารถกำกับหนังที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนทางการเงินให้ออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย

วิธีการที่ผู้กำกับใช้ คือ ให้ตัวละครคุยกับคนดูเลย คือขณะทำการแสดง จะมีศัพท์เทคนิคอะไรต่างๆโผล่มามากมาย ก่อนที่ตัวละครจะหันมาที่กล้องแล้วพูดกับคนดูว่า "ไม่เข้าใจใช่ไหมล่ะ ? เดี๋ยวคุณ...(ชื่อคน).....จะอธิบายให้ฟัง "

แล้วภาพก็ตัดไปที่ผู้อธิบายที่มีทั้งดารา เชฟทำอาหาร รวมไปถึงนักพนัน

ทุกคนจะอธิบายเปรียบเทียบคำศัพท์โดยยกตัวอย่างจากสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ทำให้เราเห็นภาพว่าศัพท์เทคนิคคำนี้มีความหมายว่าอะไร ?

(เราอาจจะพอจะเข้าใจบ้าง...แม้จะไม่ทั้งหมด)

โดยรวมแล้วถือเป็นภาพยนตร์ที่ดูสนุกเรื่องหนึ่ง...

เราจะลุ้นไปกับตัวละครว่าตกลงพวกเขาคาดการณ์ถูกไหม?

แม้จะรู้แล้วว่ามีวิกฤตเกิดขึ้นจริง...แต่ด้วยชั้นเชิงการนำเสนอของหนัง ทำให้เราได้เห็นการชิงไหวชิงพริบของตัวละคร และการสืบหาต้นตอว่า สมมติฐานที่ตั้งไว้มีเบาะแสน่าเชื่อถือหรือไม่ผ่านตัวละครสามกลุ่มคือ

กลุ่มแรก ไมเคิล เบอร์รี่ (Michael Burry)กับลูกน้อง

กลุ่มที่สอง จาเร็ด เวนเน็ตต์ (Jared Vennett)และมาร์ค บาม (Mark Baum)

กลุ่มที่สาม คือ คู่หู ชาร์ลี เกลเลอร์ (Charlie Geller),เจมี่ ชิปลีย์ (Jamie Shipley)และเบน ริกเคิร์ต (Ben Rickert)

ยังไม่ต้องรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร มีบทบาทอะไร เดี๋ยวจะ งง ...

ผมขออธิบายไปตามลำดับก่อน

หมายเหตุ : บทความต่อจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ แต่สามารถอ่านได้อย่างสบายใจครับ เพราะสิ่งที่อธิบายไม่มีผลกับความสนุก ถึงรู้ก็ยังดูสนุก บางทีอาจจะสนุกมากขึ้นด้วย เพราะได้เข้าใจความเป็นมาของเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดโดยเฉพาะส่วนที่หนังไม่ได้กล่าวไว้

ก่อนจะเข้าใจเนื้อหาของภาพยนตร์ขอกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนช่วงเวลาในภาพยนตร์ เป็นจุดเริ่มต้นของ“วิกฤตซับไพร์ม”

ช่วงเริ่มต้นของหนังจะอยู่ราว ๆ ปี 2005

แต่จุดเริ่มต้นของวิกฤตซับไพร์มเกิดขึ้นในปี 2002 เมื่อธนาคารกลางของสหรัฐฯ (FED)ต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จึงทำการลดอัตราดอกเบี้ย

ถึงตรงนี้ท่านที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเงินก็อาจจะไม่เข้าใจว่า ลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ? (ขออภัยกูรูทางการเงินทุกท่านด้วยครับ บทความนี้ต้องการอธิบายให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องตลาดเงินอ่านเข้าใจด้วย จึงขออธิบายอย่างละเอียด)

มาต่อกันที่เรื่องของการลดดอกเบี้ยว่ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ?

ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว คนจะไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ภาคเอกชนก็ไม่กล้าลงทุน (คุ้นๆนะครับ)

การชะลอตัวในที่นี้ แม้ GDPเติบโตแต่โตในอัตราที่ลดลงก็ถือว่าเศรษฐกิจชะลอตัว การจะกระตุ้นให้คนออกมาใช้จ่าย และ ภาคเอกชนลงทุน ก็คือ การลดลดอกเบี้ย : หากได้ยินคำว่า " ลดดอกเบี้ย " เมื่อไหร่ ให้ทราบว่าเป็นการลดทั้งดอกเบี้ย " เงินฝาก " และ ดอกเบี้ย " เงินกู้ "

เมื่อลดดอกเบี้ยเงินฝาก ประชาชนจะรู้สึกว่าการฝากเงินไว้ที่ธนาคารนั้นไม่คุ้ม ก็จะนำเงินนั้นมาบริโภค หรือ นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

.

ส่วนภาคเอกชน เมื่อสถาบันการเงินลดดอกเบี้ยเงินกู้ ก็เป็นโอกาสที่จะกู้เงินมาลงทุน ( เพราะจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับ)

ธนาคารกลางสหรัฐฯใช้วิธีนี้กระตุ้นเศรษฐกิจ

ผลที่ตามมาคือ ประชาชนเห็นว่าดอกเบี้ยลด เป็นโอกาสดีที่จะซื้อบ้าน จึงพากันกู้เงินมาซื้อบ้าน ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์คึกคักเป็นอย่างมาก พอตลาดอสังหาฯคึกคัก ธนาคารต่างๆก็ปล่อยสินเชื่อบ้านมากขึ้น

ในมุมของธนาคารเองก็มองว่าเป็นช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น

การปล่อยสินเชื่อบ้านเพื่อดอกเบี้ยระยะยาว มีความมั่นคงพอสมควร คงไม่มีใครกู้ซื้อบ้านแล้วอยากให้บ้านถูกยึด

การปล่อยสินเชื่อบ้านไม่ใช่เรื่องผิด...แต่ที่ผิดคือ สถาบันการเงินเหล่านี้ปล่อยสินเชื่อบ้านโดยขาดการเข้มงวดเรื่องเครดิตของลูกหนี้

ลูกหนี้ที่มาขอกู้ บางคนไม่มีรายได้ประจำ เป็นฟรีแลนซ์ก็กู้ผ่าน , บางคนรายได้ไม่มากพอจะผ่อนบ้านได้ก็ให้ผ่าน

เมื่อนายหน้าที่อยากขายบ้านมาเจอกับนายธนาคารที่อยากปล่อยสินเชื่อ กระบวนการช่วยเหลือผู้กู้แม้มีเครดิตต่ำก็เกิดขึ้น เรื่องนี้คล้ายกับยุคฟองสบู่ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

เมื่อความต้องการซื้อบ้านสูงขึ้น (Demand)ราคาอสังหาฯก็พุ่งสูงขึ้น

มีคนมองเห็นโอกาสตรงนี้ จึงทำการกู้ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดทีละหลายหลังเพื่อเก็งกำไร

ทำแบบนี้แล้วสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ไม่มีความเสี่ยงหรือ ?

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับผู้มีเครดิตต่ำมีความเสี่ยงครับ แต่สถาบันการเงินแก้ปัญหานี้ด้วยการ " รวมสัญญาเงินกู้จากลูกหนี้หลายฉบับเข้าไว้ด้วยกัน "แล้วนำมาเสนอขายเป็นสินทรัพย์ให้กับบริษัทวานิชธนกิจ

บริษัทวานิชธนกิจ ก็คือสถาบันการเงินที่คอยระดมทุน , ซื้อขายหลักทรัพย์ หรือมีบริการทางการเงินแบบต่างๆ ซึ่งในสหรัฐสถาบันเหล่านี้ ครอบคลุมกว้างขวางกว่าสถาบันปล่อยสินเชื่อบ้าน เพราะในอเมริกาสินเชื่อบ้านจะถูกปล่อยโดยสถาบันการเงินในท้องถิ่นเป็นหลัก

พูดง่ายๆคือสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อบ้านนำสัญญาเงินกู้มาขอกู้ต่อที่บริษัทวานิชธนกิจอีกที โดยจ่ายดอกเบี้ยให้วานิชธนกิจเหล่านี้แล้วตนเองก็กินส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นกำไร

จากนั้นก็นำเงินที่ได้นี้วนกลับไปปล่อยกู้เป็นสินเชื่อบ้านอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งตรงนี้ สถาบันการเงินท้องถิ่นก็ลดความเสี่ยงของตนเองไปได้ระดับหนึ่งด้วยการผลักความเสี่ยงบางส่วนไปให้วานิชธนกิจ

การที่สถาบันการเงินท้องถิ่น ที่ปล่อยสินเชื่อบ้านให้กับลูกหนี้โดยนำสัญญาเงินกู้หลายฉบับมารวมกันขายให้กับบริษัทวานิชธนกิจเหล่านี้

เราเรียกว่า "CDO"(Collateralized Debt Obligations) : คุณจะได้ยินศัพท์คำนี้ในหนังบ่อยมาก

ทรัพย์สินที่ขายให้กับวานิชธนกิจนี้ คือ การรวมสัญญาเงินกู้หลายฉบับเข้าไว้ด้วยกัน แล้วแปลงเป็นสินทรัพย์เพื่อออกขายในรูปแบบของตราสารหนี้

แล้ว....ตราสารหนี้คือ อะไร ?

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ตราสารหนี้ คือ การขอกู้ยืมเงินของภาคธุรกิจนั่นเอง เป็นการออกเอกสารทางการเงินที่เรียกว่าตราสารเพื่อขอกู้

โดยผู้กู้ตกลงที่จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ โดยชำระดอกเบี้ยตามรอบเวลาที่กำหนด และเมื่อครบระยะเวลาตามที่ระบุบนตราสารแล้วผู้ให้กู้(ผู้ซื้อตราสาร)

จะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนจากผู้กู้

ตัวอย่างเช่น บริษัท A ออกตราสารหนี้ขอกู้กับบริษัท B เป็นจำนวน 1,000 บาท มีระยะเวลาการกู้ 5 ปี โดยผลตอบแทนของตราสารหนี้นี้ ตกลงดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 10 ต่อปี

หมายความว่าบริษัท A ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้บริษัท B ทุกปี ปีละ 100 บาท และเมื่อครบ 5 ปี บริษัท A จะต้องคืนเงินต้นเต็มจำนวนให้กับบริษัท B

มันซับซ้อนไปกว่านั้นอีกนิดนึงตรงที่ CDO ที่สถาบันการเงินท้องถิ่นออกไว้กับวานิชธนกิจเหล่านี้ มีการจัดอันดับสินทรัพย์เป็นกลุ่มเพื่อขายตามระดับเครดิตของลูกหนี้ด้วย มีระดับเครดิตตั้งแต่ B,BB,BBB ไปจนถึงระดับ AAA

ระดับ B คือ ลูกหนี้เครดิตต่ำ มีโอกาสเบี้ยวหนี้สูง ผลตอบแทนก็สูง ( เสี่ยงสูง ตอบแทนสูง)

ระดับ AAA คือ ลูกหนี้เครดิตดีมาก มีโอกาสเบี้ยวหนี้น้อย ผลตอบแทนก็น้อย ( เสี่ยงต่ำ ตอบแทนต่ำ)

ซึ่งจะมีบริษัทจัดอันดับเรตติ้งคอยทำหน้าที่ประเมินเครดิตเพื่อจัดลำดับระดับความเสี่ยงของทรัพย์สินที่แปลงเป็นตราสารหนี้เหล่านี้อีกทีหนึ่ง

ในทางทฤษฎี มันก็สวยหรูดีครับ...แต่ในทางปฏิบัติสินเชื่อที่ได้มานั้นถูกจับรวมเปลี่ยนแปลงเอาสินเชื่อเครดิตต่ำมาปะปนกับสินเชื่อเครดิตสูง ซี่งการจับรวมอาจมีกลุ่ม BB ปนมาอยู่ในระดับ AAA ซึ่งมีอยู่ไม่ใช่น้อยๆเลยด้วย

สถาบันการเงินก็นำสินเชื่อเหล่านี้มามัดรวมกันแล้วจ่ายเงินให้กับบริษัทจัดเรตติ้งเพื่อปั่นระดับให้สูงกว่าความเป็นจริง

เราอาจคิดว่า...แบบนี้ก็ทำนายได้เลยว่าหนี้บ้านส่วนใหญ่ มีแนวโน้มที่จะเป็นหนี้เสีย

ใช่ครับมีการคาดการณ์ไว้ ถ้าหนี้เสียไม่เกิน 5 เปอร์เซนต์ ก็ไม่เลวร้ายอะไร ?

เป็นความเสี่ยงที่ยังรับได้...

ด้วยความที่ตลาดอสังหาฯกำลังเฟื่องฟูมาก...

ทุกคนจึงมั่นใจว่าตนเองเป็นเสือนอนกิน

ไม่มีลูกหนี้คนไหนอยากจะโดนยึดบ้าน ดังนั้นทุกคนจึงพยายามหาเงินมาจ่ายค่าบ้าน ช่วงนั้นเศรษฐกิจก็ดีมากด้วย ทุกคนจึงมีเงิน

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น

ถ้ามีไทม์แมชชีนคงจะดี...

ทุกคนจะได้ข้ามมาดูหายนะที่เกิดขึ้นในปี 2007 ได้

แต่...เมื่อไม่มี เรื่องนี้จึงเกิดขึ้นโดยไม่มีใครระแคะระคายสงสัย

นอกจากผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ คนหนึ่งที่ชื่อว่า " ไมเคิล เบอร์รี่ "

เขารู้ได้อย่างไร ? และทำไมถึงคาดการณ์ล่วงหน้าได้ถึง 2 ปี

ติดตามต่อตอนที่ 2 ครับ

Chaya
โอ้ ได้มีความรู้ขึ้นมาเป็นกองเลย🙏🏻🙏🏻
5 ชั่วโมงที่แล้ว
1
นายวุฒินัท ภูใหญ่
รอตอน2ครับ จะได้ไปดู อิอิ
20 ม.ค. เวลา 13:14
1
นายวุฒินัท ภูใหญ่
อ้อ คือมีบ้านหลังเดียว จะเอาเพิ่ม งี้เร้อครับ คือเป็นอีกแบนึง
20 ม.ค. เวลา 15:27
1
หนังหลายมิติ
ไม่ใช่ครับ มันเป็นตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งเหมือนกันครับ แต่เป็นในรูปแบบที่คนขอกู้ทำสัญญากับผู้ให้กู้ว่าจะจ่ายเงินต้นส่วนหนึ่งพร้อมดอกเบี้ยให้ทุกเดือน โดยใช้บ้านหลังที่ซื้อเพื่อจำนองไว้ ผมไปแก้เป็นคำอธิบายนี้ดีกว่า น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า
20 ม.ค. เวลา 15:34
หนังหลายมิติ
แก้แล้วครับ น่าจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก ขอบคุณนะครับ เพราะฟีดแบ็คนี้เลยครับ ทำให้ผมเข้าใจว่าคำอธิบายมันกำกวมตรงไหน
20 ม.ค. เวลา 15:43
1
esteemE by Ammy
เป็นหนึ่งใน watch list รอไปดฟุบ้างแล้วค่อยกลับมาอ่านรีวิวนะ
18 ม.ค. เวลา 10:16
1
หนังหลายมิติ
👌🏼👌🏼👌🏼
19 ม.ค. เวลา 05:36
1
Narin Uarpanyaporn
สนุกและลุ้นตาม ตื่นเต้น
16 ม.ค. เวลา 05:40
1
หนังหลายมิติ
ขอบคุณครับ
16 ม.ค. เวลา 12:00
เขตสอนใจ
อ่านแล้วอยากดูเลยครับ ต้องหามาดูแน่ๆ
16 ม.ค. เวลา 02:41
1
หนังหลายมิติ
ขอบคุณครับ
16 ม.ค. เวลา 12:00
Good Stories | ทุกอย่างมีเวลาของมัน
เหมือนเรียนการเงิน การลงทุนเลยนะคะ ไว้หาหนังมาดู พี่เล่ามาน่าสนุกดีค่ะ
15 ม.ค. เวลา 23:10
1
หนังหลายมิติ
ตอนนี้เกริ่นครับ ตอนหน้าจะเป็นช่วงที่เขาทำกำไรตอนวิกฤตแล้วครับ
16 ม.ค. เวลา 12:01
1
หลงมาเขียน
เรื่องนี้ยังไม่เคยดูเลยครับ ต้องจัดแล้ว
15 ม.ค. เวลา 17:17
1
หนังหลายมิติ
แนะนำเลยครับ
16 ม.ค. เวลา 12:01
1
ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 45
นึกถึงนิยายเรื่องเกี่ยวกับการเงินเรื่องนึงเลย ขอรื้อชั้นหนังสือพรุ่งนี้ อ่านไปสองหรือสามรอบได้ มีลุ้นตลอด ส่วนหนังจะลองหามาดูครับ น่าสนใจ
15 ม.ค. เวลา 16:49
1
หนังหลายมิติ
อยากรู้เลยครับว่าเรื่องอะไร
15 ม.ค. เวลา 17:09
1
Strongแล้วเดินหน้าต่อ
ขอดูเรื่องนี้ คืนนี้ก่อนนอนเลยค่ะ
15 ม.ค. เวลา 16:05
1
หนังหลายมิติ
สนุกครับ
15 ม.ค. เวลา 16:07
ลงมือทำ
เจ๋งมากครับ
15 ม.ค. เวลา 14:56
1
หนังหลายมิติ
ขอบคุณครับ
15 ม.ค. เวลา 15:16
Get the app
© 2019 Blockdit