26 ม.ค. เวลา 09:15Sports

ลูกถีบมหาโหดที่ทำให้รอย คีน โดนปรับเงินถึงเกือบ 30 ล้านบาท และส่งผลให้อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ ผูกใจเจ็บและลามมาถึงเจเนเรชั่นลูกด้วย วิเคราะห์บอลจริงจังจะเล่าให้ฟัง

อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ ดาวเตะชาวนอร์เวย์ ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดนรอย คีน เปิดปุ่มถีบไปที่เข่าขวาจนกระเด็น ในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ เดือนเมษายนปี 2001

แน่นอน ผู้ตัดสินเดวิด อัลเลอร์เรย์ ไม่มีทางเลือกเขาต้องควักใบแดงไล่คีนออกจากสนามทันที

การถีบครั้งนี้รุนแรงมาก ดูเหลี่ยมไหนก็ชัดเจนว่าจงใจเล่นคนมากกว่าเล่นบอล นั่นทำให้รอย คีนโดนเอฟเอแบน 4 นัด ปรับเงินอีก 5 พันปอนด์

อย่างไรก็ตาม ฮาแลนด์ไม่พอใจแค่นั้น หลังจากรู้ว่าคีนจงใจ เขาเรียกร้องต่อเอฟเอว่าคีนคือต้นเหตุในการทำลายอาชีพนักเตะของเขา

เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ เพราะคีนเองก็มีเหตุผลของตัวเองเช่นกัน ทำให้สุดท้ายต้องมีกระบวนการไต่สวนกันอย่างจริงจัง

ฮาแลนด์อธิบายเหตุผลว่า ตั้งแต่โดนคีนเตะหัวเข่าครั้งนั้น เขาไม่เคยได้ลงเล่นครบ 90 นาทีอีกเลยในฟุตบอลอาชีพ แถมต้องเข้ารับการผ่าตัดเข่าอีกต่างหาก ซึ่งแบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าทำลายชีวิตจะเรียกว่าอะไร

แต่คีนก็ตอบโต้ไปด้วยเหตุผลว่า การถีบของเขาทำลายชีวิตนักเตะของฮาแลนด์จริงๆหรือ? ในเมื่อเข่าข้างที่เขาถีบคือเข่าขวา แต่ข้างที่ฮาแลนด์ผ่าตัดมันเข่าซ้ายนะ และอีกอย่างหลังจากเขาถีบใส่ในวันที่ 21 เมษายน 2001 อีก 4 วันต่อมา 25 เมษายน ฮาแลนด์ยังออกสตาร์ตตัวจริงให้ทีมชาตินอร์เวย์เล่นเกมอุ่นเครื่องกับโปแลนด์อยู่เลย

คีนบอกว่า ถ้าฮาแลนด์เจ็บหนักจริง พอโดนถีบปั๊บคงเล่นไม่ได้ไปแล้ว แต่นี่ก็ลงสนามตามปกติใน 4 วันต่อมา แล้วแบบนี้จะโทษเขาได้จริงๆหรือ ว่าเป็นต้นเหตุทำลายชีวิต

ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมกัน และต่างมีเหตุผลของตัวเอง นั่นทำให้สุดท้ายคนที่จะตัดสินว่าคีนผิดหรือไม่ คือสมาคมฟุตบอลอังกฤษ

นี่ไม่ใช่ศาล แต่เอฟเอก็ไต่สวนอย่างจริงจังไม่ต่างจากศาล นี่คือเคสที่มีความน่าสนใจมากที่สุด เหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลอังกฤษ

อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ กองกลางทีมชาตินอร์เวย์ เขาแจ้งเกิดกับนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ย้ายมาลีดส์ และมาอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ฮาแลนด์ กับรอย คีนเกือบจะได้เล่นด้วยกัน แต่คลาดกันนิดเดียว โดยรอย คีนย้ายจากฟอเรสต์ไปแมนฯยูไนเต็ดในช่วงซัมเมอร์ 1993 ขณะที่ฮาแลนด์ย้ายมาเล่นให้ฟอเรสต์ปี 1993 พอดี คือรอย คีนย้ายไป ฮาแลนด์ก็มาแทนตำแหน่งกันพอดี

27 กันยายน 1997 เกมพรีเมียร์ลีก นัดที่แมนฯยูไปเยือนอีกคู่ปรับตลอดกาล ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สนามเอลแลนด์ โร้ด นัดนั้นรอย คีน เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ หลังจากเอริค คันโตน่า ประกาศแขวนสตั๊ดไปแล้ว

ภายในเกมมีจังหวะที่คีน สกัดบอลใส่อัล์ฟ-อิงเก้ ฮาแลนด์ แต่ไปยืดขาผิดเหลี่ยมจนทำให้เอ็นเข่า ACL ขาดสะบั้น รอย คีนนอนลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด

ฮาแลนด์โมโห คิดว่าคีนแกล้งทำ เพราะตัวเองเสียบเองแท้ๆ จะมาแกล้งเจ็บบ้าอะไร ดังนั้นเขาจึงตะคอกใส่คีนที่นอนกองกับพื้นว่าสำออย แกล้งทำเป็นเจ็บจะได้ไม่โดนใบเหลืองจากกรรมการ

เกมนั้นคีนโดนหามออกทันที และแมนฯยูไนเต็ดก็แพ้ลีดส์ไป 1-0 ด้วย

แน่นอนเมื่อ ACL ขาด คุณลงเล่นไม่ได้ขั้นต่ำ 1 ปีอยู่แล้ว และในฤดูกาล 1997-98 แมนฯยูไนเต็ดจึงไม่มีรอย คีนทั้งซีซั่น ก่อนสุดท้ายเสียแชมป์พรีเมียร์ลีกให้อาร์เซน่อลในที่สุด

รอย คีนเก็บความแค้นที่มีกับอัล์ฟ-อิงเก้ ฮาแลนด์เอาไว้ อย่าให้กูมีโอกาสนะ สักวันกูจะเล่นมึงให้หนักแน่

จริงๆแล้วรอย คีน ได้ลงสนามเจอฮาแลนด์อีก 4 ครั้ง แต่เหตุการณ์ก็ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไร หลายคนเชื่อว่า ช่วงฤดูกาล 1998-99 และ 1999-00 แมนฯยูไนเต็ด กำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์อยู่ตอนเจอลีดส์จึงยังหาจังหวะเล่นงานคืนไม่ได้

เข้าสู่ซีซั่น 2000-01 ฮาแลนด์ย้ายไปแมนฯซิตี้ และในนัดที่ 34 ของฤดูกาล เกมที่โอลด์แทรฟฟอร์ด แมนฯยู เปิดบ้านต้อนรับทีมเรือใบสีฟ้า ซึ่งสถานการณ์ในตอนนี้เป็นช่วงท้ายฤดูกาลแล้ว ทีมปีศาจแดงได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปแล้ว ขณะที่บอลถ้วยอื่นๆ แชมเปี้ยนส์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ ก็ตกรอบไปหมดแล้ว ดังนั้นนี่เป็นโอกาสที่ดีของคีนในการ "เอาคืน" โดยไม่ส่งผลกระทบต่อทีม

คือต่อให้เขาโดนแบน 3-4 นัด ก็ยังไม่มีผลอะไร จบฤดูกาลแมนฯยูก็แชมป์อยู่ดี แล้วเขาก็จะกลับมาลงเล่นได้ตามปกติในฤดูกาลหน้า

นาทีที่ 86 ของเกม รอย คีน เปิดปุ่มถีบไปที่เข่าขวาของฮาแลนด์อย่างโหดเหี้ยม ซึ่งแน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีทางอื่นนอกจากใบแดง

คีนรู้ดีว่านี่ต้องเป็นใบแดง แต่เขาก็ยอม นี่คือการเอาคืนจากที่เคยโดนหาว่าแกล้งเจ็บเมื่อปี 1997 ความแค้น 4 ปียังไม่สายที่จะเอาคืน

ในตอนแรกไม่มีใครรู้ว่ารอย คีนคิดอะไร เขาอาจจะอยากจะเล่นบอล แต่เข้าผิดจังหวะก็ได้ แม้แต่ตัวฮาแลนด์เองก็นึกไม่ถึงว่าคีนจะเอาคืนจากเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีก่อน

คีนโดนเอฟเอแบน 4 นัด และปรับเงินข้อหาฟาวล์รุนแรง 5 พันปอนด์ แต่อย่างที่เขาคำนวณไว้แล้ว เกมที่ 35,36,37 และ 38 ของฤดูกาล คีนลงไม่ได้ แต่ก็ไม่มีผลอะไรเพราะแมนฯยูไนเต็ดแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว

หลังโดนรอย คีนเสียบ ฮาแลนด์มีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าขวา ยิ่งมารวมกับอาการเจ็บสะสมที่หัวเข่าซ้าย ทำให้เขาได้เล่นฟุตบอลอีกแค่ 3 นัดเท่านั้น ก่อนจะหมดสภาพเล่นไม่ไหวอีกต่อไป

แพทย์แนะนำให้ฮาแลนด์เข้ารับการผ่าตัดหัวเข่าซ้าย และในระหว่างนั้นจะได้ฟื้นฟูเข่าขวาให้หายดีด้วย ฮาแลนด์จึงเข้ารับการผ่าตัดในที่สุด

สุดท้ายแพทย์ระบุว่า ฮาแลนด์มีอาการหนักเกินไป คงใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีกว่าเข่า 2 ข้างจะกลับมาสมบูรณ์ได้เหมือนเดิมอีกครั้ง ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นเขาก็จะมีอายุราวๆ 30 ปีแล้ว มันคงยากที่จะกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง คือหายไปนานขนาดนั้น มันหมดโอกาสได้เล่นฟุตบอลระดับสูงแน่ๆ ดังนั้นฮาแลนด์จึงทำใจไว้แล้วว่าคงต้องแขวนสตั๊ด

เหตุการณ์ผ่านไปโดยเหมือนจะไม่มีอะไร ฮาแลนด์เองก็โทษว่าเขาคงซวยเอง คือต่อให้คีนทำฟาวล์แรงแต่ถ้ามันเป็นจังหวะในเกม เขาก็โทษใครไม่ได้ ก็ต้องยอมรับชะตาชีวิตไป

แต่แล้วในเดือนกันยายน 2002 ราว 1 ปีเศษหลังเกิดเหตุการณ์เสียบ คีน ออกหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองชื่อ "Keane" ซึ่งในหนังสือมีบทหนึ่งที่เขียนถึงจังหวะนี้เอาไว้

"ผมรอมานานมากกว่า 3 ปี ในจังหวะนี้ผมเห็นเขาได้บอลใกล้ๆกับริมเส้น ผมรอจังหวะที่ใช่ที่สุด และอัดเขาแม่งให้หนัก ผมกะจะเล่นบอลหรือเปล่า (งั้นมั้ง) แต่มึงรับลูกถีบกูไปเลย ไอ้เปรต และอย่ามากล้าดี ยืนค้ำหัวกู หาว่ากูแกล้งเจ็บอีก แล้วบอกเพื่อนมึงเดวิด วีเธอร์รัลด้วยนะ ว่าถ้ากูได้เจอมัน จะมีของฝากไปให้เหมือนกัน และแน่นอน ผมไม่ต้องรอให้ผู้ตัดสินเอลเลอเรย์ควักใบแดง ผมหมุนตัวแล้วเดินออกนอกสนามไปด้วยตัวเองเลย"

เมื่ออัตชีวประวัติตีพิมพ์ออกมา ทำให้ฮาแลนด์โกรธแค้นมาก นั่นเพราะมันแปลว่าคีนจงใจนี่หว่า มันไม่ใช่จังหวะ 50-50 แล้วพลาด แต่รอย คีนอยากจะปิดฉากชีวิตค้าแข้งของฮาแลนด์กันเลยทีเดียว

นั่นทำให้ฮาแลนด์ แจ้งเรื่องกับทางเอฟเอว่าต้องเอาผิดรอย คีนให้ได้ ขณะที่สื่อต่างๆก็รุมโจมตีรอย คีน ว่าเป็นจอมโหดที่กะเล่นงานเพื่อนร่วมอาชีพให้เดี้ยงคาสนาม นั่นทำให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ต้องเปิดการไต่สวนพิเศษขึ้นมาเพื่อตัดสินคดีนี้ว่า รอย คีนจะโดนลงโทษเพิ่มเติมอีกหรือไม่

การไต่สวน มีขึ้นที่สนามรีบ็อค สเตเดี้ยมในเมืองโบลตัน แม้จะไม่ใช่ศาล แต่รูปแบบการพิจารณาคดีก็ไม่ได้ต่างอะไรจากศาลเลย โดย รอย คีน จ้างทนายความฝีมือดี มาให้การกับคณะกรรมการของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ

"มาคิดตอนนี้ก็แปลกดี ผมว่ามันไม่ถูกนะ คือเรื่องของฟุตบอลแท้ๆ แต่กลับไต่สวนเหมือนขึ้นศาลแบบนี้ แต่ตอนนั้นผมก็เดินทางจากแมนเชสเตอร์ มาที่โบลตันพร้อมทนายนั่นล่ะ คือตอนเข้าห้องไต่สวนมันเหมือนผมกำลังโดนพิจารณาคดีฆาตกรรมขนาดนั้นเลย" รอย คีนเล่า

ทนายของฝั่งฮาแลนด์ มีชื่อว่าจิม สเตอร์แมน เขาเป็นแฟนบอลสเปอร์สตัวยง และถือว่าเป็นคนมีจิตวิทยาสูงมากในการทำให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตาม

การไต่สวนเริ่ม สเตอร์แมนหยิบหนังสือ "Keane" ขึ้นมา แล้วถามว่า "นี่หนังสือของคุณใช่ไหม"

"ใช่" รอย คีนตอบ

"งั้นแปลว่าทุกคำที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่คุณพูดขึ้นมาจริงๆ"

"ใช่" คีนตอบกลับไปอีกครั้ง "แต่เล่มนี้ผมใช้โกสต์ไรเตอร์นะ"

โกสต์ ไรเตอร์ (Ghost Writer) แปลตรงๆคือนักเขียนผี ในกรณีของคีนคือเขาจะเล่าทุกอย่างให้โกสต์ไรเตอร์ ที่จ้างมาได้ฟัง โดยโกสต์ไรเตอร์ ก็จะเอาสิ่งที่คีนพูดมาร้อยเรียงเป็นอัตชีวประวัติจนจบ 1 เล่ม

"นี่คุณจะบอกว่าหนังสือของคุณ ถูกโกสต์ไรเตอร์เขียนเรื่องเท็จแต่งเติมเรื่องราวงั้นหรือ"

"ไม่ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่ผมแค่บอกให้ฟังเฉยๆว่าผมมีโกสต์ไรเตอร์แค่นั้นเอง"

เริ่มการพิจารณาคดี ทนายก็ใช้ชั้นเชิงในการยั่วยุรอย คีนให้มีความหงุดหงิดมากขึ้นเรื่่อยๆ คือในสนามบอลคีนอาจไม่มีใครสู้ได้ แต่ถ้าเป็นสังเวียนเรื่องการไต่สวนล่ะก็ เขาเองไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดแน่นอน

จากนั้นจิม สเตอร์แมน ได้เปิดวีดีโอให้คณะกรรมการเอฟเอได้ดูในจังหวะเสียบของคีน ช้าๆชัดๆ แบบสโลว์โมชั่น เปิดให้ดูทุกมุมทุกองศา จนรอย คีนเองอึดอัดมากและพูดออกมาว่า "หยุดไอ้วีดีโอเวรนี่ซะทีเถอะ บอกค่าปรับผมมาแล้วแยกย้ายกันไปดีกว่ามั้ย"

จิม สเตอร์แมนยังไม่หยุด เขาเรียกตัวเอม่อน ดันฟี่ โกสต์ไรเตอร์จากหนังสือ Keane มาเป็นพยานในการไต่สวน

"คุณดันฟี่ ตอนคุณฟังสิ่งที่คุณคีนพูดถึงจังหวะเสียบคุณฮาแลนด์ คุณคิดว่า คุณคีนตั้งใจจะทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมอาชีพใช่หรือไม่?"

ดันฟี่ ฟังคำถามแล้วตอบกลับมาอย่างมั่นใจมากว่า "แน่นอนที่สุด"

คีนเองก็ตกใจที่ดันฟี่ไม่ปกป้องเขาเลย คือคีนร่วมงานกับดันฟี่มาตั้งหลายเดือนเพื่อทำให้หนังสืออัตชีวประวัติลุล่วงไปได้ ในมุมของคีนคิดว่าตัวดันฟี่น่าจะทำอะไรสักอย่างที่ปกป้องเขาบ้าง แต่ดันฟี่นั้นพอเสร็จงานเขียนโกสต์ไรเตอร์เสร็จเขาก็จบแล้ว เขาไม่อยากเอาตัวเองไปผูกพันกับขาโหดอย่างรอย คีน

คือสิ่งที่ทำให้รูปการณ์ในคดีของคีนไม่ดีเลย คือดันฟี่พูดว่า "แน่นอนที่สุด" คือถ้าพูดกลางๆแบบว่า "ผมคิดว่างั้นนะ" หรือ "บางทีอาจเป็นไปได้" มันยังดูเซฟๆกว่านี้ แต่คำว่า "แน่นอนที่สุด" มันเหมือนย้ำชัดๆเลยว่าคีนตั้งใจ 100%

จิม สเตอร์แมนย้ำคำพูดของดันฟี่ว่า "แน่นอนที่สุด" ก่อนจะกล่าวว่า เขาหมดคำถามแล้ว

รอย คีนขึ้นให้การเป็นคนต่อมา เขาพยายามจะอธิบายว่า เกมฟุตบอลของเขาเป็นสไตล์นี้อยู่แล้ว

เขาเล่นบอลหนัก เล่นลูก 50-50 เป็นประจำ ลองไปถามนักเตะคนอื่นทั้งลีกก็ได้ ปาทริก วิเอร่า หรือใครก็ตาม ไปถามเลยว่าเขาเป็นพวกจ้องทำร้ายร่างกายนักเตะคนอื่นหรือเปล่า

คีนอธิบายต่อว่า ถ้าเขาจะเล่นงานฮาแลนด์จริง ทำไมต้องรอจนถึงปี 2001 ในเมื่อเขามีโอกาสอีก 3-4 ครั้งที่จะเล่นงานได้ก่อนหน้านั้น ทำไมต้องปล่อยเวลาให้เนิ่นนานขนาดนี้ ลองคิดดูว่า ถ้าฮาแลนด์ย้ายไปลีกอื่น ก่อนปี 2001 เขาเองก็คงไม่ได้มีโอกาสได้มาเจอกันในสนาม

ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเจอกับฮาแลนด์ในสนามตั้งหลายครั้งในปี 1999 หรือปี 2000 ทำไมเขาถึงไม่เล่นงานตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว จะรออะไร

"อีกอย่างผมเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางนะ มันเป็นธรรมดาที่ต้องเสียบสกัดหนักๆอยู่แล้ว นั่นเป็นหน้าที่ของคนเล่นกองกลาง ผมไม่ใช่แบ็กซ้ายหรือแบ็กขวาในทีมเสียหน่อย" คีนกล่าว

"อย่าลืมว่าฮาแลนด์พอโดนผมเสียบเขาก็ลงเล่นต่อได้จนจบเกม จากนั้น 4 วันต่อมา เขาก็เล่นให้ทีมชาตินอร์เวย์ได้อีก คือใช่มันเป็นการเสียบที่ไม่ดี แต่มันไม่ได้หนักขนาดนั้น เพราะเขายังเล่นต่อได้ในอีก 4 วันต่อมาเลยนะ"

รอย คีน พูดไปทุกอย่าง แต่คณะกรรมการไม่ค่อยเห็นด้วยเลย คืออธิบายน่ะอธิบายได้แต่หลักฐานจากวีดีโอและคำพูดในอัตชีวประวัติมันชัดเจนเกินไป

ประโยคที่เป็นการตัดสินเคสนี้เลย คือคำที่รอย คีนพูดในหนังสือว่า "ผมกะจะเล่นบอลหรือเปล่า (งั้นมั้ง)" คือ 2 พยางค์ 'งั้นมั้ง' ที่อยู่ในวงเล็บมันทำให้คนตีความได้ ว่าเขาจงใจเล่นคนไม่ใช่เล่นบอล

บทสรุปการพิจารณาคดีออกมา คีนโดนปรับเงิน 150,000 ปอนด์ ในสมัยนั้นปอนด์ละประมาณ 70 บาท เท่ากับว่าคีนโดนปรับเงินตีกลมๆก็ 10 ล้านบาทไทย ซึ่งเป็นตัวเลขค่าปรับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก โดยส่วนหนึ่งเอามอบให้กับอัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์

คีนต้องเสียค่าทนายความให้ทั้ง 2 ฝ่ายอีก 50,000 ปอนด์ นอกจากนั้นยังโดนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สั่งปรับค่าเหนื่อยอีก 2 สัปดาห์ เป็นเงิน 200,000 ปอนด์

รวมแล้วทั้งสิ้น คีนเสียเงินในจังหวะการเสียบครั้งนี้เป็นตัวเลข 400,000 ปอนด์ หรือประมาณเกือบ 30 ล้านบาทไทย

ขณะที่โทษแบนจากเดิมโดนแบนไปในปี 2001 แล้ว 4 นัด คราวนี้คีนโดนแบนเพิ่มในฤดูกาล 2002-03 อีก 5 นัดด้วยกัน

"ผมเสียใจกับสิ่งที่เขียนในหนังสือหรือไม่ คิดว่าไม่นะ ผมอ่านตรวจทานก่อนแล้ว ก่อนที่จะตีพิมพ์ออกมา แต่ถามว่าผมตั้งใจทำให้ฮาแลนด์บาดเจ็บหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ ผมไม่ได้เจตนาให้เขาเจ็บหนักขนาดนั้น แค่ต้องการเล่นหนักให้เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไรแค่นั้น"

"ในชีวิตนี้มีหลายอย่างที่ผมเสียใจอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไข แต่การเสียบเขาไม่ใช่หนึ่งในเรื่องนั้น"

ขณะที่อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ แม้จะชนะคดีและได้เงินไปแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะญาติดีกับคีนเลย

หลังโดนเสียบ เขาได้เล่นอีกแค่ 3 นัด ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดยาว และสุดท้ายต้องประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2003 ด้วยวัยแค่ 30 ปีเท่านั้น

"ความรู้สึกที่โดนเสียบยังคงอยู่ ไม่เคยหายไปเลย" ฮาแลนด์กล่าวหลังจากแขวนสตั๊ดไปได้ 5 ปี

"ผมเลิกเล่นไปแล้ว แต่ความเจ็บก็ยังคงอยู่ ถามว่าการเสียบของคีนทำให้ผมปิดฉากอาชีพหรือไม่? คือเอาเป็นว่าพอหลังจากโดนเสียบครั้งนั้น ผมไม่เคยได้เล่นครบ 90 นาทีอีกเลยจริงไหม ถ้ามันไม่เกี่ยวข้องผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว"

"สิ่งผมต้องออกมาเรียกร้องให้เอฟเอลงโทษเขาในวันนั้น เพราะสิ่งที่เขาเขียนลงไปในหนังสือ มันอาจเป็นบรรทัดฐานให้เด็กๆที่อ่านสิ่งที่เขาคิดทำตามฮีโร่ของตัวเองก็ได้ เด็กๆอาจจะคิดว่าการทำร้ายคู่แข่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร"

"ผมเล่นกองกลางเหมือนกัน ใช่ เรามีเหตุการณ์ต้องปะทะคู่แข่งเสมอ แต่จบเกมแล้วก็ควรจะจบ จับมือกันก็จบให้ทุกอย่างหยุดอยู่แค่ในสนาม นี่เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นระหว่างผมกับเขา"

จากนั้นมาเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ก็ไปตามทางตัวเอง แต่คีน กับ ฮาแลนด์ ไม่เคยญาติดีกันอีกเลยจนถึงปัจจุบัน

คีนพอแขวนสตั๊ดก็ไปรับงานเป็นผู้จัดการทีมในช่วงหนึ่ง ก่อนจะผันตัวมาเป็นคอมเมนเตเตอร์คอยวิเคราะห์เกมให้สกายสปอร์ตในวันนี้

ขณะที่อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ หลังแขวนสตั๊ดก็พาลูกชาย เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์กลับนอร์เวย์ และไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิดของตัวเอง

ลูกชายของอัลฟ์-อิงเก้ ที่ชื่อเออร์ลิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ

เออร์ลิ่งโชคดีที่มีคุณพ่อ ซึ่งเป็นนักเตะดีกรีทีมชาติคอยประคบประหงมและให้คำแนะนำ โดยสิ่งที่ต่างจากคุณพ่อชัดเจนมาก คือเรื่องส่วนสูง อัลฟ์-อิงเก้ สูง 175 ซม. ส่วนลูกชาย เออร์ลิ่งสูงถึง 194 ซม.

เออร์ลิ่งพัฒนาฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ จากทีมสโมสรบรีน ทีมเล็กๆในนอร์เวย์ กระโดดมาทีมใหญ่โมลด์ และข้ามไปสร้างชื่อให้เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในวันที่ 1 มกราคม 2019

1 ปีกับซัลซ์บวร์ก เออร์ลิ่งยิงไปกระจุย 27 ลูกทุกรายการ นั่นทำให้สโมสรใหญ่ๆทั่วยุโรป ต้องการตัวอยากเซ็นเออร์ลิ่งไว้ใช้งาน คือเด็กแค่อายุ 19 ส่วนสูงขนาดนี้ ยิงคมขนาดนี้ เล่นดีขนาดนี้ ก็รับรองได้เลยว่าอนาคตไกลแน่ๆ

ยิ่งไปกว่านั้นเขาพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว (เพราะเกิดที่ลีดส์) และ พูดเยอรมันได้สบายมาก ไม่นับภาษานอร์เวย์ซึ่งพูดได้อยู่แล้ว เป็นคนมีเซนส์เรื่องภาษาที่ดี และน่าจะปรับตัวเข้ากับทีมใหม่ได้อย่างสบายๆ

ทีมที่มีข่าวมากที่สุดคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ต้องการหัวหอกระดับนี้มายืนเป็นหน้าเป้า แต่สุดท้ายฮาแลนด์กลับปฏิเสธแมนฯยูไนเต็ด แล้วเลือกดอร์ทมุนด์แทน

สาเหตุที่เลือกดอร์ทมุนด์นั้นมีหลายข้อ สาเหตุหลักๆคือดอร์ทมุนด์เป็นทีมที่ดี แถมยังรับเงื่อนไขส่วนตัวของเขาได้ทุกอย่าง ดังนั้นนี่จะเป็นสโมสรที่เหมาะที่สุดกับการยกระดับฝีเท้าของเขาให้แข็งแกร่งขึ้นมากว่าเดิม

2 นัดแรกกับ 57 นาทีที่ลงเล่น ฮาแลนด์ซัดไปแล้ว 5 ประตู นี่คือเด็กอายุ 19 ที่ร้อนแรงที่สุดในชั่วโมงนี้

ในขณะที่แฟนๆแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ตั้งคำถามว่า ทำไมทั้งๆที่เป็นข่าวมานานแต่ถึงพลาดฮาแลนด์เสียได้

- ฟอร์มแมนฯยูไนเต็ดตกต่ำก็มีส่วน

- การมีปัญหาขัดแย้งกับมิโน่ ไรโอล่าเอเยนต์ของนักเตะก็มีส่วน

- รับเงื่อนไขฮาแลนด์ไม่ได้ก็มีส่วน

- แมนฯยูไนเต็ดอาจไม่ได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีกซีซั่นหน้าก็มีส่วน

แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่เชื่อว่าเกี่ยวแน่ๆนั่นคือความรู้สึกของคุณพ่ออัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์

ฮาแลนด์คนพ่อที่เคยลงเล่นให้ 2 สโมสรคู่ปรับของทีมปีศาจแดงทั้งลีดส์ และแมนฯซิตี้ เคยกล่าวไว้ว่า "ทีมที่ผมไม่ชอบมากๆเลยคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมทนเห็นหน้านักเตะของพวกเขาไม่ได้เลย"

แม้จะผ่านมานานแล้ว แต่อย่าลืมว่าโอลด์แทรฟฟอร์ดก็เป็นสนามที่อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ต้องปิดฉากชีวิตนักเตะ ดังนั้นมันไม่ใช่ความทรงจำที่สวยสักเท่าไหร่เลย แม้แมนฯยูไนเต็ดจะบอกว่า แล้วมันใช่ความผิดของทีมหรือไง คนทำคือรอย คีนต่างหาก แต่ฮาแลนด์ก็โมโหเหมารวมไปหมด

และสัจธรรมของโลกใบนี้ คือครอบครัวย่อมมาก่อนสิ่งใดเสมอ ถ้าหากคนใกล้ชิดของเราไม่ชอบอะไรสักอย่างแล้ว ก็มีแนวโน้มที่เราจะไม่ชอบสิ่งนั้นตามไปด้วย

คุณพ่อรักอะไร ลูกก็จะซึมซับสิ่งนั้นมา แล้วให้ความรักตามไปด้วย

เช่นกัน ถ้าคุณพ่อไม่ชอบอะไร ลูกก็จะซึมซับไว้เช่นกัน และมีอิทธิพลให้เขารู้สึกไม่ชอบเมื่อเติบโตขึ้น

จะคาดหวังให้ลูกมารัก ทั้งๆที่เคยมีดราม่ากับพ่อเขา ชีวิตนี้มันไม่ง่ายขนาดนั้นจริงๆ

#Haaland

29 ม.ค. เวลา 04:20
บงชูสุข : สุขมีอยู่ทั่วไป😆🔆
เวลาเลือดมันขึ้นหน้าอะไรก็ฉุดไม่อยู่
26 ม.ค. เวลา 23:37
Netflix100B
โหดเกิน
26 ม.ค. เวลา 16:44
pipat jeeraprasert
แมนยูไม่ได้เสียดายเลยที่ไม่ได้เซ็นสัญญากับลูกเขา
26 ม.ค. เวลา 15:26
1
26 ม.ค. เวลา 16:34
ชัชชัย แซ่อึ้ง
รอยคีน น่าจะป่วยเป็นโรคจิตอ่อนๆ
26 ม.ค. เวลา 13:39
3
อ๊อด_ภาคิน
น่าจะมากกว่าระดับอ่อน ๆ
26 ม.ค. เวลา 13:46
Just Read It แค่อ่านมันส์
แกโหดจริงครับ
26 ม.ค. เวลา 11:48
1
สาระเร็ว
อ่านมันมาก ยอดครับ
26 ม.ค. เวลา 11:15
ทัศพงษ์ ชูทุ่ง
ละเอียดมากครับ ชอบๆ ค่อยอ่านเรื่องต่อไปนะครับ
26 ม.ค. เวลา 11:02
1
นายแมวเป้า บ่าวฮิปโป
อ่านจนจบครับ บทความดีมากครับ
26 ม.ค. เวลา 10:36
1
ปีศาจแดงแรงฤทธิ์
ได้มุมมองใหม่ๆ เยอะเลย ปล.จะชมรอยคีนเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ไม่ได้แล้วล่ะ
26 ม.ค. เวลา 09:58
2