โพสต์


กองทุนดัชนีดีกว่าอย่างไร

ทำไมวิธีลงทุนของ Warren Buffett ถึงชนะคำท้า

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินข่าวเมื่อปีก่อนๆ ที่บัฟเฟตต์ชนะการรับคำท้าว่า ภายใน 10 ปี กองทุนดัชนี S&P500 จะให้ผลตอบแทนได้สูงกว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งปรากฎว่าผ่านไป 10 ปี กองทุนดัชนี S&P500 ก็ชนะจริงๆ

แสดงให้เห็นว่า การลงทุนระยะยาว ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยครั้งเพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนชนะตลาด (Active Fund) แต่กองทุนนี้ก็อาจจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าเราลงทุนในกองทุนดัชนี

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกองทุนรวมแบบ Active Fund จะมีค่าธรรมเนียมการบริหารหรือค่าใช้จ่ายมากกว่ากองทุนรวมดัชนี หรือกองทุนแบบ Passive Fund จึงทำให้ผลตอบแทนที่เราจะได้รับลดน้อยลงด้วย

กองทุนดัชนี (Index Fund) เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง มีกลยุทธ์การบริหารการลงทุนเชิงรับ (Passive Management) ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์อะไรก็ได้ที่มีดัชนีให้เราสามารถลงทุนตามได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นดัชนีหุ้นอย่างเดียว

Photo by Burak K from Pexels

เพียงแต่ส่วนใหญ่ที่ค่อนข้างฮิตกัน คือ ดัชนีหุ้น ยกตัวอย่างเช่น กองทุนดัชนี S&P500 ของสหรัฐอเมริกา, กองทุนดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น, กองทุนดัชนี SET50 ของไทย

หลักการลงทุนของกองทุนดัชนี คือ ผู้จัดการกองทุนจะจัดสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามดัชนีอ้างอิงมากที่สุด เช่น กองทุนดัชนี SET50 ผู้จัดการกองทุนก็จะกระจายลงทุนในหุ้น 50 ตัวแรกที่มี Market Cap มากสุดในตลาดหุ้นไทย

กองทุนดัชนีดีกว่าอย่างไร ?

1️⃣ อย่างแรกที่เป็นข้อดีที่สุดเลย คือ ค่าใช้จ่าย

เนื่องจากกองทุนดัชนีเน้นให้ผลตอบแทนใหญ่เคียงกับดัชนีอ้างอิง ด้วยกลยุทธ์นี้จึงทำให้ไม่ต้องจ้างผู้จัดการกองทุนหรือนักวิเคราะห์เป็นจำนวนมาก เพื่อมาคัดหาหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบชนะตลาด

2️⃣ มีความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนแบบ Active

กองทุนนี้จะมีความเสี่ยงหลักๆ เพียงอย่างเดียว คือ ถ้าดัชนีอ้างอิงในความผันผวน หรือดัชนีกำลังตก กองทุนดัชนีก็จะมีความผันผวนใกล้เคียงดัชนีด้วย

ทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้ง่ายว่าวันนี้กองทุนดัชนีที่เราลงทุนอยู่จะให้ผลตอบแทนในทิศทางใด

ซึ่งต่างจากกองทุนแบบ Active ที่เราอาจจะต้องมีความเสี่ยงในด้านนโยบายการลงทุน วิธีการลงทุน รวมถึงฝีมือการบริหารของผู้จัดการกองทุนอีกด้วย

3️⃣ สามารถจัดพอร์ทการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีมักจะเป็นไปตามดัชนีอ้างอิงอยู่เสมอ ดังนั้น จึงเหมาะกับคนที่ต้องการจัดพอร์ทการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

หากเราต้องการจัดพอร์ทกระจายหลายสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ ก็สามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนดัชนีของแต่ละสินทรัพย์ เพื่อให้เราได้ผลตอบแทนจากสัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์อย่างแท้จริง และยังทำให้ไม่ต้องเจอกับจังหวะการถือเงินสดของผู้จัดการกองทุน

ควรเลือกกองทุนดัชนีอย่างไรดี ?

Photo by Pixabay from Pexels

1️⃣ เลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายน้อย

เมื่อผลตอบแทนของกองทุนดัชนีใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง และมีการลงทุนเหมือนกับดัชนีอ้างอิง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกกองทุนดัชนีประเภทเดียวกัน คือ ค่าใช้จ่ายของกองทุนนั้น

โดยเราควรจะเลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการซื้อขายน้อยที่สุด เนื่องจากกองทุนดัชนีไม่ต้องบริหารจัดการกองทุนเยอะเท่ากองทุนแบบ Active และจะช่วยให้เราได้ผลที่มากกว่าอีกด้วย

2️⃣ เลือกกองทุนที่มีค่า Tracking Error น้อยที่สุด

ค่า Tracking Error จะเป็นค่าที่บอกเราว่ากองทุนนี้สามารถลงทุนได้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงได้มากน้อยแค่ไหน

ยิ่งมีค่า Tracking Error น้อย ก็แปลว่ากองทุนนี้สามารถทำผลตอบแทนเบี่ยงเบนกับดัชนีอ้างอิงน้อย แสดงให้เราเห็นว่ากองทุนสามารถลงทุนเลียนแบบดัชนี้อ้างอิงได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ค่านี้จะเหมาะกับการดูกองทุนแบบ Passive เท่านั้น เพราะกองทุนแบบ Active จะลงทุนในสัดส่วนที่ต่างจากดัชนีอ้างอิง เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ชนะดัชนีอ้างอิงนั้นๆ

ถ้าถามว่าควรลงทุนแต่กองทุนดัชนีอย่างเดียวเลยดีมั้ย? เราไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าลงทุนอะไรดีกว่ากัน

ในความเห็นส่วนตัว เราคิดว่ากองทุนในประเทศไทยสามารถที่จะลงทุนกองทุนได้ทั้งแบบ Active และ Passive เพราะเรายังเห็นกองทุนแบบ Active ที่สามารถสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้ค่อนข้างเยอะ

ซึ่งต่างจากตลาดประเทศสหรัฐอเมริกาที่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกกองทุนแบบ Passive เพราะตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดที่พัฒนาแล้ว มีจำนวนหุ้นอยู่มากมาย จึงยากที่ผู้จัดการกองทุนจะเลือกหุ้นที่สามารถทำให้ผลตอบแทนชนะตลาดได้

โดยส่วนตัวเราเอง ในพอร์ทกองทุนของเราก็มีทั้งกองทุนแบบ Active และ Passive เลย ถ้าเป็นกองทุนหุ้นไทยเราก็จะเน้นเป็นกองทุนแบบ Active มากกว่า

ดังนั้น ก่อนจะลงทุนในกองทุนดัชนีไหน อย่าลืมศึกษารายละเอียดของสินทรัพย์นั้นก่อนนะคะ เพราะแต่ละสินทรัพย์จะมีความเสี่ยงและความผันผวนที่ไม่เหมือนกัน

ฝากติดตาม กด Like 👍 กด Share ❤️ และเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ จะคอยอัพเดตข้อมูลความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวมและการลงทุน

#SecretFund

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
Littleboy ความรู้ทั่วไป
มาติดตามให้กำลังใจครับ
14 มี.ค. เวลา 05:29
1
Secret FUN(d)
ขอบคุณค่า :)
14 มี.ค. เวลา 06:21
คนใฝ่รู้
สวย เก่งครับ
7 มี.ค. เวลา 07:31
1
Secret FUN(d)
ขอบคุณค่า ^^
7 มี.ค. เวลา 07:52
1
7 มี.ค. เวลา 06:36
2
Secret FUN(d)
ขอบคุณค่ะ ^^
7 มี.ค. เวลา 06:57
1
PraganMan - ประกันแมน
เป็นทางเลือกการลงทุนที่ดีมากเลยครับ ผมเห็นด้วย
15 ก.พ. เวลา 08:50
1
มุมมอง...ชาวบ้าน🌱🌱
มาติดตามค่า
14 ก.พ. เวลา 09:31
1
Secret FUN(d)
ขอบคุณค่ะ :)
14 ก.พ. เวลา 10:03
1
ดาว แน
ลงทุนชวนผมน้อย
14 ก.พ. เวลา 08:28
1
🍀หมอยาท่าBD🍀
สวัสดีติดตามครับ
14 ก.พ. เวลา 06:30
1
Secret FUN(d)
ขอบคุณค่ะ ^^
14 ก.พ. เวลา 07:45
1
The Owner ลงทุนหุ้นอย่างเจ้าของกิจการ
หลายๆ active fund ชนะผลตอบแทนตลาดด้วยการใช้ leverage พอถึงปีที่ตลาดไม่ดี ผลตอบแทนก็ติดลบมากกว่าตลาดหลายเท่า
14 ก.พ. เวลา 06:21
1
Secret FUN(d)
จริงค่ะ ยิ่งใช้สินทรัพย์เสี่ยงสูงเพื่อได้ผลตอบแทนสูง ก็มีโอกาสที่ผลตอบแทนติดลบเยอะด้วยเช่นกัน
14 ก.พ. เวลา 07:46
1
เภสัชกร [VATE] มีอะไรจะบอก
ถ้ามองกองทุนแบบ active ว่าเปรียบเสมือนเทรดเดอร์ การที่จะทำให้ผลตอบแทนชนะตลาดไปตลอดในระยะยาว เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ก็เหมือนเทรดเดอร์ที่ต้องเทรดให้ได้กำไรตลอดในระยะยาวเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเช่นกัน 😊
14 ก.พ. เวลา 04:52
1
Secret FUN(d)
ใช่เลยค่ะ ^^ แต่ถ้ามองแค่กองทุนไทย บางกองก็ยังชนะตลาดอยู่ แต่ระยะยาวยังชนะตลอดมั้ยก็ต้องเสี่ยงดูอ่ะเนอะ
14 ก.พ. เวลา 05:01
2
14 ก.พ. เวลา 05:03