โพสต์


17 มี.ค. เวลา 21:59Philosophy

“บัณฑิตทางธรรม”

ธรรมะรุ่งอรุณ ☀️

๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓

คนฉลาดทางโลกนี้ในทางธรรมยังถือว่าเป็นคนโง่ในทางธรรมอยู่ เพราะอะไร? เพราะคนฉลาดทางโลกนี้ยังไม่สามารถที่จะกำจัดควาทุกข์ของใจได้ ฉลาดทางโลกนี้กำจัดความทุกข์ทางร่างกายได้ คนที่มีความรู้ทางโลกมีปริญญาก็สามารถไปทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้อย่างสุขสบาย ช่วยบรรเทาความทุกข์ยากลำบากทางร่างกายได้ แต่ใจก็ยังทุกข์ยังวุ่นวายอยู่เพราะไม่มีความรู้ทางธรรม เพราะไม่เป็นผู้ฉลาดทางธรรม ดังนั้น ในทางธรรมผู้ที่ฉลาดทางโลกถึงแม้จะจบระดับปริญญาเอกก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นคนโง่ทางธรรมอยู่ คนฉลาดทางธรรมนี้ฉลาดอย่างไรถึงเรียกว่าเป็นฉลาดทางธรรม คนที่ฉลาดทางธรรมก็คือคนที่หลุดพ้นจากความทุกข์ทางจิตใจนั่นเอง คนที่ไม่มีความทุกข์ทางจิตใจเรียกว่าเป็นคนฉลาด คนที่ยังมีความทุกข์ทางจิตใจอยู่เรียกว่าเป็นคนโง่ ถ้าแบ่งคน ๒ ประเภทนี้เราก็จะได้คนฉลาดก็คือพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป เรียกว่าเป็นคนฉลาด ส่วนคนที่ยังไม่สามารถกำจัดความทุกข์ทางใจได้อยู่ เรียกปุถุชนคนธรรมดา ปุถุชนอย่างพวกเรานี้ยังถือว่าเป็นคนไม่ฉลาด พราะเรายังไม่สามารถกำจัดความทุกข์ทางใจให้หมดสิ้นไปได้ เรายังมีความทุกข์กับเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ เช่น ทุกข์กับร่างกายของเรา ทุกข์กับโรคภัยไข้เจ็บของร่างกาย ที่ตอนนี้กำลังมีโรคระบาดอยู่ ใจของพวกเราทุกคนก็จะมีความรู้สึกไม่สบายใจกัน มีความหวาดวิตกมีความกังวลกัน นี่คือความทุกข์ทางใจ ถ้าเราไม่มีความรู้สึกทุกข์เลยกับโรคระบาดถือว่าเราเป็นคนฉลาด ถ้าเรายังทุกข์อยู่ถือว่าเรายังโง่อยู่ ยังไม่ฉลาด เพราะถ้าเราฉลาดจริงเราจะไม่ทุกข์กับความเจ็บไข้ได้ป่วยของทางร่างกายเลย

นี่คือเรื่องของคนโง่คนฉลาดทางธรรม ไม่ได้วัดกันที่ปริญญา ว่าจบปริญญาตรี โท เอก หรือไม่จบถือว่าเป็นคนโง่ทั้งหมด ถ้ายังไม่สามารถกำจัดความทุกข์ภายในใจได้ เป็นพวกความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คือไม่รอดพ้นจากความทุกข์ทางใจนั่นเอง อาจจะรอดพ้นความทุกข์ทางร่างกาย คือมีปัญญาความสามารถที่จะไปหาปัจจัย ๔ มาดูแลร่างกายได้ ร่างกายขาดอาหารก็หาอาหารมาให้ร่างกายรับประทานได้ ขาดเสื้อผ้าก็หาเสื้อผ้ามาสวมใส่ ขาดยารักษาโรคก็หายารักษาโรคมารักษาร่างกายได้ ขาดที่อยู่อาศัยก็หาที่อยู่อาศัยมาให้ร่างกายได้ แต่ก็รักษาได้เพียงแต่ความทุกข์ทางร่างกาย แต่ความทุกข์ทางใจที่ทุกข์กับเรื่องต่างๆ นั้น ยังไม่สามารถกำจัดได้ จึงถือว่าเป็นพวกมีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด ไม่รอดพ้นจากความทุกข์ทางใจกัน รอดพ้นเพียงจากความทุกข์ทางร่างกาย

นี่คือคนฉลาดกับคนไม่ฉลาด เรียกว่าบัณฑิตกับคนพาลทางธรรม การที่เรามาวัดเราได้เข้าหาคนฉลาดทางธรรม เพราะที่วัดนี้คือที่อยู่ของคนฉลาดทางธรรม ใครที่เป็นคนฉลาดทางธรรม ก็คือ ๑. พระพุทธฌจ้า ๒. พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า นี่แหละคือที่อยู่ของบัณฑิต การมาวัดก็เพื่อมาหาบัณฑิต เมื่อได้หาบัณฑิตเราก็จะได้ยินได้ฟังวิธีที่จะทำให้เราเป็นคนฉลาด เป็นคนที่มีความรู้เอาตัวรอดได้ ความรู้ที่จะทำให้เรารอดพ้นจากความทุกข์ทางใจต้องอาศัยบัณฑิตของพระพุทธศาสนา คือพระพุทธเจ้าหรือพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ตอนนี้ตัวพระพุทธเจ้าเองนั้นได้จากไปแล้ว เราเลยต้องหาตัวแทนแทน ตัวแทนของพระพุทธเจ้าคือใคร? ก็คือพระธรรมคำสั่งคำสอนที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ตลอดระยะเวลา ๔๕ ปี ด้วยกัน ทรงแสดงธรรมทรงสอนวิธีดับความทุกข์ต่างๆ ให้แก่สาธุชนพุทธบริษัทแทบทุกวัน ทรงมีพุทธกิจอยู่ ๕ ประการในแต่ละวัน ซึ่งมีพุทธกิจ ๔ พุทธกิจที่เกี่ยวกับการอบรมสั่งสอนธรรมะ ส่วนอีกกิจหนึ่งคือการบิณฑบาตโปรดสัตว์เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพระพุทธเจ้า

อีก ๔ ภารกิจที่ทรงบำเพ็ญอยู่ทุกวันก็คือการแสดงธรรม ตอนบ่ายแสดงธรรมให้แก่ศรัทธาญาติโยม ตอนค่ำแสดงธรรมให้กับภิกษุภิกษุณี ตอนดึกแสดงธรรมให้กับเทวดา ตอนเช้าก่อนเสด็จออกบิณฑบาต ทรงเล็งญาณว่าจะไปสั่งสอนใครเป็นกรณีพิเศษในวันนั้น และเมื่อมีการแสดงธรรมก็จะมีผู้จดจำกันเอาไว้ มีพระที่ติดตามพระพุทธเจ้า เช่น พระอานาท์ก็จะจดจำพระธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ด้วยการท่องเป็นบทสวดมนต์ บทสวดมนต์ที่พระสงฆ์องค์เจ้าท่องกันนี้ ความจริงก็คือเป็นพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้านั่นเอง เช่น บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นการแสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้าให้แก่พระปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงเรื่องอริยสัจ ๔ ทรงแสดงเรื่องมรรค ๘ พอทรงแสดงปั๊บก็เหมือนมีการบันทึกไว้ทันที ผู้ที่ฟังนี้ก็จดจำกันไว้แล้วก็ท่องจำกันจนไม่ลืม แล้วก็ถ่ายทอดกันมาจากยุคหนึ่งสู่อีกยุคหนึ่ง พระที่มาบวชใหม่ก็จะมาหัดท่องพระสูตรพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นการศึกษาไปในตัว ศึกษาคำสั่งคำสอนว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำอย่างไรในการที่จะกำจัดความทุกข์ทางใจให้หมดไป เมื่อท่องเมื่อศึกษาแล้วก็จะได้รู้วิธีที่จะเอาไปปฏิบัติต่อ เอาไปปฏิบัติเพื่อที่จะได้กำจัดความทุกข์ที่มีอยู่ในใจให้หมดสิ้นไป

ก็จะมีการจดจำกันมาจนถึงยุคในปัจจุบันนี้ เปลี่ยนจากการจดจำมาเป็นบันทึกเป็นตัวอักษร พระไตรปิฎกนี้เดี๋ยวนี้เป็นตัวอักษร เป็นตัวหนังสือที่เราสามารถอ่านได้ และเดี๋ยวนี้ก็มีสื่อใหม่มีเสียง ก็มีการอ่านพระไตรปิฎกเก็บไว้ในแถบบันทึกเสียงต่อไป มีภาพยนตร์เกี่ยวกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจาบันทึกเป็นวิดีโอ นี่คือแหล่งที่จะเข้าหาพระพุทธเจ้าได้ถึงแม้ตัวพระพุทธเจ้าจะได้จากพวกเราไปแล้ว แต่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า “พระศาสดายังอยู่กับพวกเราต่อไป ถึงแม้ร่างกายของเราจะตายไปแต่เราไม่ได้อยู่ห่างไกลจากพวกเธอทั้งหลาย” นี่คือคำตรัสของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะจากไปว่า “ธรรมที่เราได้แสดงไว้แล้ว คำสั่งคำสอนที่เราได้แสดงไว้แล้วนี้ที่ได้มีการจดจำมีการบันทึกเอาไว้นี้ จะเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเราต่อไป พวกเธอจะไม่ได้อยู่โดยปราศจากศาสดา” ดังนั้น ถึงแม้ว่าวันนี้เราจะไม่ได้มีพระพุทธเจ้า แต่เรามีตัวแทนของพระพุทธเจ้าคือพระธรรมคำสั่งคำสอนที่ได้มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกนี่เอง และได้มีการคัดออกมาแสดงเป็นธรรมเทศนา ทุกครั้งที่ศรัทธาญาติโยมไปวัดนี่ วัดก็จะมีการเอาพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้ามาอ่านให้ฟัง เวลาพระขึ้นนั่งบนอาสน์ก็จะมีใบลาน สมัยก่อนนี้ตัวหนังสือจะเขียนไว้ในใบลานเป็นแผ่นกระดาษ เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมยาวๆ ที่พระท่านเปิดมาดูแล้วก็อ่าน เป็นการนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงแสดงไว้ตั้งแต่ในยุคที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ คือเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว เอาคำพูดของพระพุทธเจ้ามาพูดให้พวกเราได้ยินได้ฟังกัน

ดังนั้น เวลาเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระไตรปิฎกนี้ ก็ถือว่าเรากำลังเข้าหาบัณฑิตกัน เข้าหาคนฉลาดคือเข้าหาพระพุทธเจ้า และอีกวิธีหนึ่งที่เราจะเข้าหาบัณฑิตได้ก็คือการเข้าหาพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่คือพระสุปฏิปันโนทั้งหลายที่เราเรียกว่าพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่มีวิชาความรู้เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงมี การได้ฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระอริยสงฆ์สาวกก็เรียกว่าเป็นการเข้าหาบัณฑิตวิธีหนึ่ง นี่คือการมาสร้างมงคลให้แก่ชีวิตก็คือการเข้าหาบัณฑิต ปกติเราจะคบกับคนพาลคือคนโง่ คือถึงแม้อาจจะเป็นคนฉลาดทางโลก จบปริญญาเป็นอาจารย์เป็นนักธุรกิจ เป็นนักวิชาการ แต่ในสายตาทางธรรมนี้ยังถือว่าเป็นคนไม่ฉลาดอยู่เพราะยังเป็นคนที่ยังมีความทุกข์ทางใจอยู่นั่นเอง เช่น ตอนนี้ลองไปถามคนที่เป็นนักวิชาการคนที่เป็นครูเป็นอาจารย์ทางโลกดูว่าเขาตอนนี้วิตกกังวลกับเรื่องโรคระบาดกันหรือไม่ แทบทุกคนนี้วิตกกังวลกันทั้งนั้น ถ้าวิตกกังวลก็แสดงว่าไม่เป็นคนฉลาด ถ้าไปพบคนไหนที่เขาบอกว่า เฮ้ย! เราไม่กลัวเราไม่ทุกข์ เกิดแล้วก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดา ล่วงพ้นความเจ็บไข้ได้ป่วยไปไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ตามเกิดมาแล้วไม่มีใครหนีพ้นความเจ็บไข้ได้ป่วยไปได้ ไปทุกข์กับมันทำไม ถ้าเจอคนแบบนี้แสดงว่าเจอบัณฑิต อย่าไปคิดว่าเขาเป็นคนบ้าหรือเป็นคนไม่มีเหตุมีผล อันนี้แหละเป็นคนมีเหตุมีผลไม่ใช่คนบ้าระห่ำอย่างที่เราคิดกัน เขาพูดความจริงให้เราฟัง ความจริงก็คือร่างกายของพวกเราเมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา ล่วงพ้นความเจ็บไข้ได้ป่วยไปไม่ได้ เมื่อล่วงพ้นไปไม่ได้จะไปทุกข์กับมันทำไม สู้ยอมเจ็บไข้ได้ป่วยดีกว่า ที่ทุกข์พราะอะไร ทุกข์เพราะไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วยกัน ที่อยากไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเพราะอะไร เพราะโง่กันไง เพราะคิดว่าตัวเองจะสามารถอยู่เหนือความเจ็บไข้ได้ป่วยได้ ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะหนีพ้นความเจ็บไข้ได้ป่วยของทางร่างกายได้ ถ้ามาเกิดแล้วมันจะต้องเจ็บไข้ได้ป่วยกันทุกคน ถ้าไม่อยากจะเจ็บไข้ได้ป่วยก็มีทางเดียวเท่านั้น ก็คืออย่ามาเกิด ถ้าไม่เกิดแล้วไม่มีร่างกายแล้ว มันจะมีโรคได้ยังไง ร่างกายเรานี่แหละเป็นบ้านของเชื้อโรค เชื้อโรคมันหาบ้านกัน พอเจอร่างกายเราปั๊บ มันก็ “โอ๊ย! กูเจอบ้านของกูแล้ว ต้องไปอาศัยอยู่ทันที” ก็ไปบุกรุกทันที เราคิดว่าเราเป็นเจ้าของบ้าน เราไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านจริง ถ้าเราเป็นเจ้าของบ้านจริงเราต้องห้ามไม่ให้มันเข้ามาบ้านเราได้ ใช่ไหม บ้านที่เรามีนี้เราป้องกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาอยู่บ้านเราได้ใช่ไหม เพราะเรามีกุญแจมีประตูมีอะไรล็อคไว้ คนที่จะเข้ามาอยู่บ้านนี้เข้ามาไม่ได้เพราะมันเป็นบ้านของเรา แล้วถ้าถึงแม้เข้ามาเราก็สามารถไปเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาไล่ออกไปได้ แต่ร่างกายของเรานี้มันไม่ได้เป็นบ้านของเราจริง มันเป็นบ้านของเชื้อโรค มันจึงทำให้ร่างกายเราเจ็บไข้ได้ป่วย มีเชื้อโรคหลายชนิดด้วยกันที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านเรา นี่คือความจริง

คนที่เป็นบัณฑิตจะรู้ว่านี่คือความจริง รู้ว่าร่างกายนี้เป็นที่ตั้งของเชื้อโรคทั้งหลายจึงไม่กลัวความเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะรู้ว่ากลัวก็ห้ามมันไม่ได้ กลัวก็จะทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาเปล่าๆ ถ้าไม่กลัวถ้ายอมรับความจริงว่าร่างกายนี้มันเป็นที่อยู่ของเชื้อโรคที่จะมาอาศัยที่จะมาทำให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยและจะทำให้ร่างกายตายไปในที่สุด ถ้าเห็นความจริงยอมรับความจริงได้ใจก็จะไม่ทุกข์กับความเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย แล้วถ้าไม่อยากที่จะต้องมาทุกข์กับความเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกายก็จะไม่กลับมาเกิดอีก นั่นแหละคือคนฉลาดที่แท้จริงคนที่ไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว คนที่ยังกลับมาเกิดอยู่ยังถือว่าไม่ฉลาดสมบูรณ์ เช่น พระอริยบุคคลนี้มีอยู่ ๔ ระดับ มีระดับที่ ๔ เท่านั้น ที่ถือว่าเป็นความฉลาดอย่างสมบูรณ์เพราะจะไม่มีวันที่จะกลับมาเกิดอีกต่อไป แต่พวกที่อยู่ในระดับ ๑ ๒ ๓ คือพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาครมี นี้ยังไม่ฉลาดเต็ม ๑๐๐ พระโสดาบันนี้ยังต้องกลับมาเกิดอีกอย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติ พระสกิทาคามีก็กลับมาเกิดอีก ๑ ชาติ ส่วนพระอนาคามีนี้ไปเกิดเป็นสวรรค์ชั้นพรหม ไปเกิดเป็นพรหมแทนมนุษย์แต่ยังต้องกลับมาเกิดอยู่ มีพระอรหันต์เท่านั้น พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป นี่แหละคือบัณฑิตที่แท้จริง คนฉลาดที่แท้จริง คือคนที่รู้ว่าการเกิดนี้เป็นทุกข์ ถ้าไม่อยากจะทุกข์ถ้าไม่อยากจะพบกับความเจ็บไข้ได้ป่วยของทางร่างกาย ก็ต้องไม่มาเกิดเท่านั้น “ทุกข์ย่อมไม่มีกับผู้ไม่เกิดเท่านั้น” นี่แหละคือคนฉลาด

สนทนาธรรม

วันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี

ณ จุลศาลา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน