มุมมองส่วนตัวกับการซื้อหุ้นในช่วงนี้ของ The Owner

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ดัชนีตลาดอยู่ที่ 1,850 จุด ผ่านมา 2 ปี คงไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะลงมาแตะที่ 1,000 จุด

ต้องยอมรับว่าการที่ตลาดหุ้นลงมากว่า 30-40% นั้น ถือเป็นความได้เปรียบอย่างมากของผู้ที่จะลงทุนในช่วงนี้

ถ้าเปรียบเทียบต้นทุนแล้วเท่ากับว่าคุณจะได้ต้นทุนที่ถูกกว่าสุดยอดนักลงทุนของประเทศไทยอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรและอีกหลายๆคนด้วยซ้ำที่ถือหุ้นค่อนข้างมากช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมา

ดร.นิเวศน์เองเคยให้สัมภาษณ์ช่วงก่อนหน้านี้ว่าแกถือหุ้นกว่า 80-90% เพราะแกได้เข้าซื้อหุ้นไปบางส่วนก่อนตลาดจะลงมา

แต่ต้นทุนที่ถูกลงมากก็ไม่ได้แปลว่าซื้อสุ่มๆแล้วจะรวยเสมอไป

จากการประเมินมูลค่าหุ้นของ The Owner พบว่า หุ้นหลายตัวถึงแม้จะอยู่ในราคาที่คุ้มค่าถ้าเทียบกับช่วงก่อนหุ้นปรับตัวลง แต่ก็ให้ผลตอบแทนมากกว่าความเสี่ยงไม่ถึง 1% หรือหุ้นบางตัวให้ผลตอบแทนพอๆกับความเสี่ยงที่คุณต้องรับ

สำหรับผู้ที่ศึกษาการลงทุนมามาก ผมขอใช้คำว่าแทบไม่มีแอลฟา ในขณะที่ตัวอื่นแอลฟาเยอะมากนั่นเอง

และหุ้นบางส่วนแม้จะลงมา 50% ผมก็ยังถือว่าแพงเกินไปสำหรับคำว่าการลงทุนที่คุ้มค่า

แต่ก็มีหุ้นบางส่วนที่ให้ผลตอบแทนเยอะอย่างไม่น่าเชื่อจนผมเองนั้นอดใจไม่ไหวที่จะ"กดหนัก"

เรียกได้ว่าเป็นราคาที่ต่อให้ราคาหุ้นลงไปอีก 50% ผมก็ไม่กลัว เพราะผมได้ซื้อมาในราคาที่เกินคุ้มมากแล้ว ด้วยการล็อคผลตอบแทนมากกว่า 20% ไปอีกหลายปีเทียบกับความเสี่ยงเพียง 10%ต้นๆ สำหรับไม้นี้

ถ้าผมประเมินไม่ได้ผิดพลาดมากจนเกินไป หรือ เกิด Black Swan ที่ทำให้ผลตอบแทนหุ้นพวกนั้นย่ำแย่มากแม้ตลาดจะฟื้นตัวแล้ว ต้องบอกว่าโอกาสจะรวยมากจากรอบนี้มี แต่โอกาสรวยน้อยมีมากกว่า

ผมได้ยินเซียนสอนหุ้นมากมายบอกว่าซื้อเลยตัวนี้ๆ ผมเล็งมานาน ตอนนี้ถูกมากๆ และ ให้ผู้ติดตามซื้อตามๆกันไป

เป็นเรื่องน่าเศร้าเล็กน้อยที่หุ้นตัวนั้นคงให้ผลตอบแทนไม่มากหากเทียบกับโอกาสอีกมากมายในตลาด

ผมไม่ได้มีเจตนาสบประมาทเซียนเหล่านั้นแต่อย่างใด แต่อยากให้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเซียนที่สอนหุ้นในปัจจุบัน มีทั้งเซียนแท้เซียนเทียม รู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง ต้องใช้วิจารณญาณในการติดตาม

จะดีกว่ามากถ้าหากคุณจะหันมาศึกษาเองและรวยหุ้นอย่างยั่งยืน

และอีกหนึ่งข้อที่ผมอยากจะฝาก คือ ทุกคนชอบคิดว่าเกิดวิกฤตแล้ว ซื้ออะไรเดี้ยวก็ขึ้น กำไรหลายเด้งชัวร์

นี่เป็นความคิดที่อันตรายมากเพราะความเป็นหุ้นนั้นสามารถทำให้เงินคุณเหลือ 0 ได้ ถ้าบริษัทเจ๊งระหว่างทาง และ ต่อให้ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหุ้นคุณสามารถอยู่กับที่ไปอีก 10 ปีได้เหมือนกันเพราะคุณคาดการณ์การเติบโตผิด

ในกรณีข้างบนจะเป็นหุ้นรายตัว ส่วนกรณีด้านล่างจะเป็นกันทั้งตลาด

ตัวอย่างที่ดีที่สุดคงจะเป็น วิกฤตฟองสบู่ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1990 ที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้น NIKKEI ที่ทำจุดสูงสุดที่ 38,915 จุด ในเดือน ธันวาคม ค.ศ.1989 แล้วลงมากว่า 50% และไม่เคยกลับไปสู่จุดเดิมอีกเลย

ช่วงปี ค.ศ.2018 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นแทบทุกประเทศขึ้นไปทำ New High แต่ NIKKEI ของญี่ปุ่นกลับไปไม่ทะลุ 25,000 จุดเสียที และถึงปีนี้เท่ากับว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นไม่ฟื้นมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว

เรื่องนี้ทำให้รู้ว่าคนที่มองย้อนกลับไปเพียงสั้นๆอย่างวิกฤตซับพลามจะเข้าใจผิดว่าพอหุ้นตกแล้วต้องขึ้นไปหลายเด้ง

เพราะฉะนั้นแต่ละไม้ที่เราซื้อหุ้นไปนั้นควรคิดเสมือนว่าเราจะไม่ได้ขายหุ้นนั้นไปอีกอย่างน้อย 30 ปีแล้วยังคุ้มค่าพอที่เราจะถือ หรือถ้าให้ดี คิดแบบที่ปู่บัฟเฟตต์เคยบอกว่า ให้ซื้อเหมือนคุณจะถือหุ้นตัวนั้นไปตลอดชีวิตนั่นเองครับ

ก็ฝากไว้ให้ผู้ติดตามของ The Owner ทุกคนได้นำไปใช้ในการไตร่ตรองก่อนจะเลือกหุ้นเข้าพอร์ตเพื่อรวยเป็นเศรษฐีหุ้นกันนะครับ

The Owner ลงทุนหุ้นอย่างเจ้าของกิจการ

สนับสนุนให้ทุกท่านลงทุนอย่าง รู้จริง ปลอดภัย และ ยั่งยืน

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
เทวฤทธิ์ ศรีชัยพล
ขอบคุณข้อมูลดีๆ ครับ
19 มี.ค. เวลา 14:02
1