โพสต์


19 มี.ค. เวลา 22:09Philosophy

“ฐานของจิต”

ธรรมะรุ่งอรุณ ☀️

๒๐ มีนาคม ๒๕๖๓

ไม่ว่าเราจะเดินจะยืนจะนั่งจะนอนจะทำอะไร ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมานี้ ขอให้ถือการตั้งสติเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติเลย การปฏิบัติไม่ใช่หมายความว่าเราจะต้องนั่งหลับตาอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเดินจงกรมอย่างเดียว ไม่ว่าเราทำอะไรนี้เราต้องถือว่าเรากำลังปฏิบัติ และถ้าเราจะปฏิบัติ เราต้องมีสติอยู่กับการกระทำของเราทุกอิริยาบถ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาก็มีสติดูว่าตอนนี้อิริยาบถร่างกายอยู่ในอิริยาบถไหน ยังอยู่ในท่านอนอยู่ ตอนนี้จะขยับลุกขึ้นมาแล้ว ตั้งสติตามรู้ทันทีนะ ไม่ใช่ร่างกายลุกแต่ใจไปถึงนู่นแล้ว ถึงอาหารเช้าแล้ว อยู่ตรงไหนแล้ว จะกินอะไรแล้ว ไอ้นั่นแสดงว่าไม่มีสติแล้ว ดึงมันกลับมาก่อน ใจเย็นๆพี่ เดี๋ยวก็ได้กิน ตอนนี้พี่อยู่ตรงไหน ร่างกายอยู่ตรงไหน กำลังทำอะไร กำลังลุกขึ้นมาจากที่นอน กำลังยืน กำลังเดิน กำลังจะไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ไปอาบน้ำอาบท่า ไปทำกิจอะไรต่างๆ ให้อยู่กับกิจที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน อย่าไปคิดถึงอนาคต วันนี้วันที่เท่าไหร่ จะไปทำธุระกับใครที่ไหน มีอะไร อย่าไปคิด ถ้าไปปฏิบัติธรรมไม่มีภารกิจอะไร ภารกิจอย่างเดียวก็คือดึงจิตให้อยู่กับปัจจุบัน อย่าให้ไปอดีต อย่าให้ไปอนาคต เพราะสติก็คือการมีสติตั้งอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ ถึงจะเรียกว่ามีสติ ไม่ให้จิตไหลไปตามกับกระแสความคิดที่จะดึงไปคิดถึงอดีต ที่จะดึงที่จะคิดไปทางอนาคต ให้ดึงกลับมาที่ร่างกาย “กายคตาสติ” ให้มีสติอยู่ที่ร่างกาย ตั้งสติที่ร่างกาย ไม่ว่าร่างกายทำอะไรต้องรู้ทันที รู้ว่ากำลังทำอะไร กำลังเดิน กำลังก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวา กำลังหยิบน้ำขึ้นมาล้างหน้า กำลังหยิบแปรงสีฟันเอาเข้าปาก กำลังแปรงฟัน กำลังทำอะไรทุกอิริยาบถเลย ต้องเป็นปัจจุบันกับมันทุกขณะเลย อย่าไปอดีต อย่าไปอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

นี่เป็นวิธีเจริญสติอีกวิธีหนึ่ง ถ้าไม่ชอบดูกายคตาสติก็ใช้พุทธานุสติแทนก็ได้ พอลืมตาขึ้นมาก็พุทโธเลย บริกรรมพุทโธพุทโธไป อย่าปล่อยให้มันคิดถึงอดีต อย่าปล่อยให้มันคิดถึงอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน ถ้าไปปฏิบัติมันไม่มีความจำเป็นกับอนาคต ไม่มีความจำเป็นกับอดีต เพราะว่าเราต้องการให้จิตมันอยู่ปัจจุบัน ให้มันหยุดคิด ให้มันนิ่งให้มันสักแต่ว่ารู้ จะอยู่นิ่งสักแต่ว่ารู้ได้ต้องมีพุทโธพุทโธ หรือมีกายคตาสติ มีการเฝ้าดูร่างกายทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหว ถ้าเราทำได้อย่างต่อเนื่อง พอเราเสร็จภารกิจที่เราต้องทำให้กับร่างกายแล้ว เราก็จะได้มานั่งสมาธิเลย หรือมาเดินจงกรมก่อน ถ้าหลังจากการรับประทานอาหารเสร็จ ถ้านั่งมันจะหลับก็อย่าเพิ่งไปนั่ง เดินย่อยอาหารไปก่อน เดินจงกรมย่อยอาหารไปก่อน เวลาเดินก็ต้องมีสติเหมือนเดิม เดินก็ต้องพุทโธไป หรือดูเท้าไป ซ้ายขวาซ้ายขวาไป เดินช้าเดินเร็วได้ทั้งนั้น แล้วแต่ความพอใจ ถ้าเดินช้ามันง่วงก็เดินให้มันเร็วหน่อย เพื่อให้มันหายง่วง ถ้าเดินเร็วแล้วมันฟุ้งซ่านก็เดินให้ช้าหน่อย แล้วแต่วาระของจิต บางทีจิตก็ฟุ้ง บางทีจิตก็ง่วง ก็ต้องมีวิธีแก้ แก้ความง่วง แก้ความฟุ้ง

นี้คือขั้นแรกของการปฏิบัติ คือการสร้างสติขึ้นมาก่อน เพราะสตินี้จะเป็นยาที่ทำให้ใจเราหายทุกข์ได้ก่อน ได้เร็ว เป็นเหมือนยาหม่อง พอจะเป็นอะไรขึ้นมา หายาหม่องมาทาก่อน เสร็จแล้วค่อยไปหาหมอ ไปถามว่าเป็นอะไรแพ้อะไร หมอบอกว่าเป็นภูมิแพ้ ก็เอายาแก้ภูมิแพ้มากินต่อ แต่เบื้องต้นนี้เอายาที่มันใกล้มือที่สุดที่สามารถรักษาได้ชั่วคราว ก็คือสตินี่ ใช้สติก่อน ถ้าจิตเริ่มทุกข์กับการระบาดของโรคนี่แสดงว่าจิตไม่ได้นิ่งแล้วไม่ได้สงบแล้ว จิตกำลังคิดฟุ้งอยู่กับเรื่องโรคระบาดแล้ว ต้องใช้พุทโธพุทโธพุทโธไป หรือถ้าพุทโธไม่ได้ สวดมนต์ไปได้ก็สวดมนต์ไป สวดอิติปิโสไป สวดไปภายในใจอย่าออกเสียง หรือออกเสียงก็ออกเบาๆ อย่าไปส่งเสียงให้รบกวนผู้อื่น สวดไปแล้วมันจะห้ามความคิดเกี่ยวกับโรคระบาดได้ พอมันไม่คิดปั๊บ ความเครียดที่เกิดจากโรคระบาดมันก็จะหายไป ใจก็จะกลับมาเป็นปกติ ไม่ทุกข์ไม่วุ่นวาย

นี่คือขั้นแรกถ้ามีสติ เพียงแต่พุทโธไปไม่กี่นาที ความฟุ้งซ่านความเครียดจะหายไปทันที และถ้าอยากจะให้จิตนิ่งสงบเพื่อให้มีความสุขมากกว่าการเจริญสติ ก็ต้องนั่งสมาธิ นั่งหลับตาแล้วก็ ถ้าใช้กายคตาสติจะดูอิริยาบถของร่างกาย ดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย ก็เปลี่ยนมาดูที่อานาปานสติ มาดูลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกแทน ถ้าดูได้ ถ้าดูไม่ได้ก็ใช้คำบริกรรมพุทโธไป ถ้าบริกรรมพุทโธไม่ได้ก็สวดอิติปิโสไป ถ้าไม่ฝึกมาก่อนจะทำไม่ได้ ต้องฝึกสติมาก่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง สวดอิติปิโสไป บริกรรมพุทโธไป ดูการเคลื่อนไหวของร่างกายไป ถ้าได้ทำอย่างนี้แล้วจะมีสติ พอเวลามานั่งก็นั่งดูลมหายใจเข้าออกได้เลย หรือถ้าไม่ดูลมหายใจชอบพุทโธก็พุทโธไปได้เลย แล้วพอพุทโธไปแล้วร่างกายนั่งอยู่เฉยๆ เดี๋ยวจิตก็จะดิ่งเข้าสู่ความสงบเอง พอจิตไม่มีความคิดที่มาดึงจิตให้คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว พอไม่มีความคิดจิตมันก็จะหลุดจากร่างกาย มันจะแยกออกจากร่างกาย มันจะดิ่งเข้าสู่ความสงบ ตอนนั้นร่างกายก็เหมือนหายไปหรือถ้ายังอยู่ จิตก็ไม่สนใจไม่มีความผูกพันกับร่างกาย ตอนนี้ร่างกายจะมีการอาการเจ็บหรือปวดอย่างไรจิตจะไม่รู้สึกเดือดร้อนกับอาการเจ็บปวดของร่างกาย จะรู้สึกเฉยๆ เพราะจิตได้เข้าสู่สมาธิเข้าสู่อุเบกขา คือตอนนั้นจิตจะเป็นกลาง ไม่มีอารมณ์ ไม่รักไม่ชังไม่กลัวไม่หลง ไม่ว่าอะไรจะมีเหตุการณ์มากระทบกับใจ จิตใจจะรู้สึกเฉยๆ ไม่ตื่นเต้นตกใจ ไม่หวาดกลัว ไม่ดีอกดีใจ

นี่แหละคือจุดที่เราต้องการจะไปด้วยสติ ถ้าเรามีจุดถึงจุดนี้แล้ว เรามีจุดที่เราจะเป็นจุดยืนของเราที่จะทำให้เรานี้ไม่เสียหลัก ต่อให้มีพายุใหญ่ขนาดไหนมาพัด ถ้าจิตอยู่บนจุดนี้แล้วมันจะพัดจิตไปไม่ได้ พายุนี้ก็หมายถึงพายุทางด้านอารมณ์ทางจิตใจ จะมีมรสุมทางจิตใจร้ายแรงขนาดไหนก็ตามมาเขย่ามาขย่มจิตใจ ถ้าเรายืนอยู่บนจุดนี้แล้วปลอดภัย จะเป็นจุดที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เหมือนกับจุดที่อยู่ตรงกลางของแผ่นเสียง เคยเห็นไหม แผ่นเสียงนี้มันหมุน ถ้าเราไปยืนอยู่ตรงกลางของแผ่นเสียงแล้วเราจะไม่หมุนไปตามแผ่นเสียง ถ้าอยู่ปลายแผ่นเสียงนี้มันจะวิ่งรอบ แต่พอไปอยู่ตรงกลางแล้วมันจะหมุนรอบตัวของมันเองเท่านั้น อันนี้จิตก็เหมือนกัน ถ้าจิตไปสู่ฐานของจิต นี่แหละที่เรียกว่าฐานของจิตคือความสงบเต็มร้อย อัปปนาสมาธิ อุเบกขา นั่นแหละคือฐานของจิต ฐานที่จะทำให้จิตนี้แกร่งแข็ง ไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนจิตได้

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี

ณ จุลศาลา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน

กระเรียนน้อย
สาธุเจ้าค่ะ🙏🏻🙏🏻🙏🏻
19 มี.ค. เวลา 23:48