โพสต์


Fact Checked : คำพูดของทรัมป์ เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ?

คำกล่าวที่ 1 : "The US has done a very good job on testing. When people need a test they can get a test."

"สหรัฐฯ ทำได้ดีมากในการทดสอบไวรัส เมื่อใดที่ผู้คนต้องการทดสอบ พวกเขาก็จะสามารถทดสอบได้"

ความจริงที่เกิดขึ้น

ในต้นเดือนมีนาคม 2563 ทำเนียบขาวยอมรับว่าสหรัฐฯ มีชุดทดสอบไม่เพียงพอ ศูนย์สุขภาพบางแห่งยังรายงานถึงความยุ่งยากในการใช้งานชุดทดสอบ แต่รัฐบาลบอกว่าตอนนี้มีการแจกจ่ายมากกว่า 1 ล้านครั้งในหลากหลายช่องทาง

ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ดำเนินการทดสอบน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างมาก คิดเป็นสัดส่วนเพียง 26 ต่อล้านคน เทียบกับเกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนถึง 4,000 ต่อล้านคน อิตาลี 1,000 ต่อล้านคน และอังกฤษที่มีสัดส่วนการทดสอบ 400 ต่อล้านคน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกลัวว่าไวรัสอาจแพร่กระจายอย่างไม่ถูกตรวจพบในชุมชนสหรัฐอเมริกาเนื่องจากมีการทดสอบน้อยมาก

คำกล่าวที่ 2 : "We made a life-saving move with early action on China. Now we must take the same action with Europe."

"เราเคยช่วยปกป้องชีวิตของผู้คนมาก่อนหน้านี้แล้วในประเทศจีน ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องทำแบบเดียวกันกับยุโรป"

ความจริงที่เกิดขึ้น

ทรัมป์ มักพูดถึงข้อจำกัดของการเดินทางด้วยเหตุผลที่ว่า จำนวนผู้ป่วย Coronavirus ค่อนข้างต่ำในอเมริกา และกล่าวว่ามีผู้รอดชีวิตจำนวนมาก ในวันที่ 31 มกราคม 2563 คนต่างชาติที่เคยไปประเทศจีนภายใน 14 วันก่อนหน้านั้นถูกห้ามเข้าอเมริกา และสายการบินสำคัญของอเมริกาที่ให้บริการเที่ยวบินไปยังประเทศจีนก็หยุดลง

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ได้มีการ "สั่งห้าม" ชาวต่างชาติที่อยู่ในอิหร่านเดินทางเข้าประเทศ รวมถึงผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองของสหรัฐฯ จาก 26 ประเทศในยุโรปก็จะถูกห้ามเข้าสู่อเมริกา ต่อมาได้สั่งห้าม อังกฤษ และไอร์แลนด์เพิ่มเติม

พลเมืองสหรัฐฯ และครอบครัวของพวกเขาได้รับการยกเว้นจากมาตรการเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการซื้อเวลาให้รัฐบาลในการควบคุม Coronavirus

แต่เราไม่รู้ว่ามันช่วยชีวิตคนได้จริงหรือไม่ ? โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวว่า ข้อจำกัดในการเดินทางอาจเป็นอันตรายได้ เพราะจะเป็นการขัดขวางการแบ่งปันข้อมูล ห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์ และก่อให้เกิดอันตรายกับเศรษฐกิจ และสุดท้ายคือสหรัฐฯ เคยส่งคนของตัวเองไปช่วยจีนแต่จีนไม่สนใจใด ๆ ทั้งสิ้น

คำกล่าวที่ 3 : เมื่อทรัมป์ถูกถามเกี่ยวกับอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย Coronavirus : "I think the 3.4% is really a false number... Personally, I think the number is way under 1%."

"ผมคิดว่า 3.4% เป็นตัวเลขที่ผิดไปอย่างมาก โดยส่วนตัวผมคิดว่าอัตราการเสียชีวิตนั้นต่ำกว่า 1%"

ความจริงที่เกิดขึ้น

ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Fox News ทรัมป์กล่าวว่าตัวเลขการเสียชีวิต 3.4% จากข้อมูลของ WHO นั้นเป็น "เท็จ"

ซึ่ง WHO รายงานตัวเลขนี้ในวันที่ 3 มีนาคม 2563 และกล่าวว่าตัวเลขนี้วัดจากผู้ป่วย Coronavirus ทั้งหมดที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเสียชีวิต

ทรัมป์กล่าวว่า เขาคิดว่าอัตราการเสียชีวิตที่แท้จริงตาม "ลางสังหรณ์ของเขาเอง" คือต่ำกว่า 1% และเขายังกล่าวอีกว่า อัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นมาจากการที่คนจำนวนมากติดเชื้อไวรัสแบบอ่อน ๆ โดยไม่ได้รายงานให้แพทย์ทราบ ดังนั้นจึงไม่ได้รับการยืนยันในกรณีที่เกิดขึ้น

อัตราการเสียชีวิตในปัจจุบันของผู้ป่วย Coronavirus ในเคสที่เสร็จสิ้นไปแล้วอยู่ที่ 10% (อ้างอิงจากข้อมูลของ Worldometer)

Source : Worldometer

คำกล่าวที่ 4 : "Last year 37,000 Americans died from the common flu. Nothing is shut down, life and the economy go on... Think about that."

"ปีที่แล้วมีชาวอเมริกัน 37,000 คนเสียชีวิตจากไข้หวัดธรรมดา โดยไม่มีอะไรต้องหยุดชะงัก วีถีชีวิตและเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป คิดถึงตรงนี้สิ"

ความจริงที่เกิดขึ้น

ทรัมป์กล่าวประโยคนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ซึ่งเราไม่ทราบแน่ชัดว่ามีคนอเมริกันจำนวนเท่าใดที่มีความเกี่ยวข้องกับไข้หวัด แต่การประมาณการจากศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ให้ช่วงระหว่าง 26,339 ถึง 52,664 รายในช่วงฤดูหนาวปีที่แล้ว (ระหว่างตุลาคม 2562 ถึงกุมภาพันธ์ 2563) โดยค่าประมาณที่ดีที่สุดคือ 34,157 คน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าชาวอเมริกันจำนวนมากเสียชีวิตจากไข้หวัดในแต่ละปี ดังที่ทรัมป์กล่าวนั้น "เป็นความจริง"

อย่างไรก็ตาม Coronavirus ไม่เหมือนกับไข้หวัดสายพันธุ์อื่น ๆ เพราะในปัจจุบันการแพร่ระบาดของ Coronavirus ยังไม่มีการบรรจุวัคซีนหรือภูมิคุ้มกันที่เป็นมาตรฐานในการรักษาโรคนี้ (แต่เห็นข่าวล่าสุดมียา Avigan ออกมาแล้วต้องรอดูกันต่อไปครับ) และนักวิทยาศาสตร์รวมถึง WHO เชื่อว่า Coronavirus มีอัตราการตายสูงกว่าไข้หวัดตามฤดูกาลที่โดยเฉลี่ยมีอัตราการตายอยู่ที่ประมาณ 0.1%

ส่วนข้ออ้างเรื่องเศรษฐกิจคงไม่ต้องพูดถึง เราทุกคนก็เห็น ๆ กันอยู่ เอาเป็นว่าดูตามสภาพที่เห็นตอนนี้เลยล่ะกันครับ

คำกล่าวที่ 5 : "Very soon, we're going to come up with a vaccine."

"ในเร็ว ๆ นี้ เราจะมีวัคซีนใช้แล้ว"

ความจริงที่เกิดขึ้น

ทรัมป์กล่าวประโยคนี้เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2563 ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับ Coronavirus แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ในหลาย ๆ ประเทศกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนามัน แต่นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวด้วยความสัตย์จริงว่า "วัคซีนจะยังไม่พร้อมใช้งานอย่างน้อยก็จนถึงกลางปีถัดไป"

แม้ว่าในปัจจุบันได้เริ่มมีการทดสอบวัคซีนในสัตว์และอาสาสมัครทดลองแล้ว แต่ยังต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายเดือนก่อนที่เราจะรู้ว่ามันใช้งานได้จริงหรือไม่ ?

คำกล่าวที่ 6 : "We've taken the most aggressive actions to confront the coronavirus. They are the most aggressive taken by any country."

"เราได้ดำเนินการอย่างเป็นเชิงรุกที่สุดในการเผชิญหน้ากับ Coronavirus และทุกประเทศต่างก็ดำเนินการอย่างเป็นเชิงรุกที่สุดเช่นกัน"

ความจริงที่เกิดขึ้น

สหรัฐฯ ได้กำหนดข้อจำกัดและมาตรการกักกัน โดยปัจจุบันได้ปิดพรมแดนกับแคนาดาเพื่อระงับการเดินทางที่ไม่จำเป็นทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายประเทศอื่นที่มีมาตรการเชิงรุกมากกว่าอเมริกา

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน และอิตาลี ได้นำเสนอการกักกันอย่างกว้างขวางซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน สหภาพยุโรปได้ปิดพรมแดนภายนอกเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน โดยมีบางประเทศในยุโรปที่ปิดพรมแดนไปถึงผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติของตัวเอง รวมทั้งข้อจำกัดที่รุนแรงกว่าสหรัฐฯ

ก่อนหน้านั้นทรัมป์กล่าวว่า Coronavirus เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา ๆ เท่านั้น ไม่มีเรื่องใด ๆ ต้องกังวล จนยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ เริ่มบานปลาย เขาจึงเปลี่ยนท่าทีไปอย่างสิ้นเชิง ในช่วงสองสัปดาห์ให้หลังมานี้

การกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม และการติชมในเชิงสร้างสรรค์ของคุณ เป็นกำลังใจให้เราและเหล่าอาชีพนักเขียนทุกคนในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ขอเชิญทุกท่านร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้ที่ดีด้วยกันกับเรา

World Maker

สามารถติดตาม World Maker ผ่านทาง Facebook ได้แล้ววันนี้ที่

https://www.facebook.com/WorldMakerTH

World News
โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
Savvy Investor
ต่างที่เป็น คนจริงๆและการ์ตูนครับ 555
21 มี.ค. เวลา 03:55
เรื่อยเปื่อย
ลุงทรัมป์ของผม สนใจแต่เรื่องการเล่นเกมการเมือง กับด้านเศรษฐกิจ จะเห็นได้จากมาตรการช่วงเริ่มระบาด มีแต่การทุ่มด้านเศรษญกิจทั้งนั้น มากกว่าการป้องกัน แก้ไขการแพร่ระบาด แล่วตอนนี้ระบาดมากแล้วจะทำเช่นไร แพร่ระบาดคราวนี้สหรัฐจะติดไวรัสกี่ล้านคน และเสียชีวิต มากกว่าไข้หวัดหรือเปล่า จีน 8 หมื่น เสียชีวิต สามพันจะเล็กน้อยไปเลยนะ😱💀
21 มี.ค. เวลา 01:42
อาเด็ด ไกรฤกษ์ทวีโชต
ขอแนะนำผู้ที่เข้ามาอ่านบทความนี้เมื่ออ่านจบแล้ว ลองย้อนกลับไปอ่านบทความของ world maker ที่ลงไว้ในวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่ามมา จะทำให้มองเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ได้ชัดเจนมากขึ้น อีกอย่างก็คือ ขอแสดงความยินดีที่ world maker จะได้รับการจับตามอง จากพี่ C มากขึ้นแน่นอน
20 มี.ค. เวลา 16:19
4
อาเด็ด ไกรฤกษ์ทวีโชต
เพิ่มเติมความเห็นอีกเรื่อง วันก่อนได้บอกไปแล้วว่า อเมริกาถนัดที่สุดในเกมเบี่ยงเบน สร้างพล็อตเรื่องให้ดูสมจริง ความงำความคิดคนทั้งโลก มีเรื่องที่คนทั้งโลกว่า อเมริกาครอบงำความคิดคนทั้งโลกยังไง อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของอเมริกา ที่มีอำนาจทำลายล้างยิ่งกว่า nuclear ก็คือ Hollywood ครับ ขอเป็นหมอดูหน่อยว่า ในเร็วๆนี้เราจะได้เห็นหนังเกี่ยวกับโควิด19 โดยโยนขี้ให้จีนเป็นตัวซวยของวิกฤตนี้
21 มี.ค. เวลา 09:22
2
Preeda wirutamawong
สงสัยว่าทำไมถึงมีผู้นำที่บอกความจริงกับผู้นำที่กล่าวเท็จเรื่อง โควิท-19 อะไรคือแรงกระตุ้นให้เขาทำ เขาหวังผลอะไรจากการพูดเช่นนั้น
20 มี.ค. เวลา 15:55
1
World Maker
ผมไม่ใช่เจ้าตัว แต่ขอเดาว่าเหตุผลหลัก ๆ คือผลประโยชน์ทางการเมือง และกลัวเสียฟอร์มครับ 555
20 มี.ค. เวลา 16:05
วิเชียร ดีเป็นธรรม
เรื่อง โควิด19 มีความไม่แน่นอนสูงของข้อมูลแต่ละระยะ การตอบสื่อมวลชน บางครั้งเป็นข้อมูล หรือความคิดเห็นช่วงนั้น ความจริงช่วงเวลาหนึ่งอาจเป็นความเท็จอีกช่วงเวลาหนึ่ง
20 มี.ค. เวลา 16:37
2