โพสต์


นี่คือเรื่องราวสุดคลาสสิคตลอดกาลของโลกการวิ่ง ในอดีต "ผู้หญิง" มีกฎชัดเจนว่า ห้ามเข้าร่วมแข่งวิ่งที่มีระยะมากกว่า 2.4 กิโลเมตร แต่สาวน้อยมหัศจรรย์คนหนึ่ง ฝ่าฝืนกฎนั้น วิเคราะห์บอลจริงจังย้อนตำนานของ แคทเธอรีน สวิตเซอร์ ที่โลกไม่ลืม

ในการแข่งขันวิ่ง นักกีฬาแต่ละคนจะมีหมายเลขติดเอาไว้ที่หน้าอกเสื้อ บางรายการก็เป็นเสื้อเอี๊ยมทั้งตัว แต่บางรายการ ก็จะเป็นกระดาษหมายเลข เอามาหนีบเข็มกลัดติดไว้ให้รู้รหัสของตัวเองเฉยๆ

หมายเลขเหล่านี้ เรียกว่า BIB (บิบ) โดย BIB เป็นภาษาอังกฤษแปลว่าเอี๊ยม หรือผ้ากันเปื้อน ซึ่งในสมัยก่อน ตอนที่นักวิ่งในแต่ละรายการยังไม่เยอะมาก ผู้จัดสามารถเตรียมเอี๊ยมที่ติดหมายเลขเสร็จสรรพให้นักกีฬาได้เลย แต่ ในปัจจุบัน เมื่อรายการใหญ่ๆมีคนมาวิ่งหลายพัน หลายหมื่น จึงเปลี่ยนจากให้เอี๊ยมพร้อมเบอร์ มาเป็นให้กระดาษหมายเลข เพื่อให้นักกีฬาเอาไปติดเสื้อเอง

แต่ป้ายหมายเลข ก็ยังถูกเรียกว่า BIB มาจนถึงวันนี้ แม้จะไม่ได้อยู่ในลักษณะของเอี๊ยมพร้อมเบอร์แล้วก็ตาม

BIB

สำหรับการแข่งขันวิ่งมาราธอน ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือรายการบอสตัน มาราธอน ที่สหรัฐอเมริกา โดยรายการนี้ จัดแข่งมาตั้งแต่ปี 1887 ปัจจุบันก็ 133 ปีแล้ว นี่คือรายการที่คนรักการวิ่งฝันว่าจะมาสัมผัสให้ได้สักครั้ง

บอสตัน มาราธอน จากมีคนแข่งขันในระดับหลักร้อย ค่อยๆเพิ่มเป็นหลักพัน และในปัจจุบันคือหลักหมื่น ในปี 2018 มีผู้ลงแข่งทั้งหมด 32,500 คน ซึ่งถือว่าเยอะมหาศาลมาก

แน่นอน นักกีฬาทั้งหมด ย่อมมี BIB หรือหมายเลขเป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ ในจำนวน 32,500 หมายเลขนั้น มีอยู่ 2 หมายเลข ที่ผู้จัดการแข่งขัน ทำการ "เว้นว่าง" เอาไว้ ไม่อนุญาตให้ใครได้ใส่ BIB เลขนี้

ภาษาในวงการกีฬาคือ การ "รีไทร์" เบอร์เสื้อ ในฟุตบอลหรือบาสเกตบอล ถ้านักเตะคนไหน คือผู้เล่นที่ทำผลงานได้มหัศจรรย์กับต้นสังกัด และยิ่งใหญ่จนหาใครมาทดแทนไม่ได้ สโมสรก็จะทำการรีไทร์เสื้อเบอร์นั้น ไม่ให้ใครได้กลับมาใช้อีก เป็นการจารึกความยิ่งใหญ่ ของผู้เล่นคนนั้นไปตลอด

ในฟุตบอลก็อย่างเช่น เอซี มิลาน รีไทร์เสื้อเบอร์ 6 ของฟรังโก้ บาเรซี่ หรือ อินเตอร์ มิลาน รีไทร์ เสื้อเบอร์ 4 ของฮาเวียร์ ซาเน็ตติ หรือในบาสเกตบอล ก็อย่างเช่น ชิคาโก้ บูลส์ รีไทร์เสื้อเบอร์ 23 ของไมเคิล จอร์แดน หรือ แอลเอ เลเกอร์ส รีไทร์เสื้อเบอร์ 32 ของเมจิก จอห์นสัน เป็นต้น

ในบอสตัน มาราธอน มี 2 หมายเลข ที่ถูกรีไทร์ และจะไม่นำมาใช้เป็น BIB อีก นั่นคือเบอร์ 61 กับ 261

เบอร์ 61 รีไทร์ให้เป็นเกียรติกับนักวิ่งชื่อ จอห์นนี่ เคลลี่ ซึ่งลงแข่งบอสตัน มาราธอน มากถึง 61 ครั้งตลอดชีวิต และแข่งจบได้ถึง 58 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่มีรายการนี้

ส่วน BIB หมายเลข 261 นั้นมีความซับซ้อนกว่า และที่มาของมัน คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาโลกอีกด้วย

เบอร์ 261 ของบอสตัน มาราธอน ถูกรีไทร์ให้กับ ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่า แคทเธอรีน สวิตเซอร์

ในอดีตที่สหรัฐฯ มีความเชื่อทางการแพทย์ว่า ถ้าผู้หญิงวิ่งมากเกินไป จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพร่างกาย และมีผลทำให้มดลูกหย่อน นั่นทำให้ ฝ่ายจัดการแข่งขันวิ่งที่อเมริกา จะมีข้อจำกัด ไม่ให้ผู้หญิงลงแข่งรายการวิ่ง ที่มีระยะเกิน 1.5 ไมล์ (2.4 กิโลเมตร)

ถ้าหากเกินกว่า 2.4 กิโลเมตร จะมีแต่เพศชายเท่านั้น ที่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ ซึ่งแน่นอนก็รวมถึงมาราธอนด้วย

สำหรับบอสตัน มาราธอน ก็จะใช้ข้อกำหนดนี้เช่นเดียวกัน คือคุณจะไปวิ่งเองตามสวนสาธารณะกี่สิบกิโล ก็แล้วแต่ มันเรื่องของคุณ แต่สำหรับในรายการบอสตันจะไม่ยอมให้มีผู้หญิงมาร่วมแข่ง และเอา BIB ไปใส่แน่นอน

เหตุการณ์ที่ผู้หญิงคนแรกฝ่ากฎของบอสตัน มาราธอน เกิดขึ้นในปี 1966 โรเบอร์ต้า กิ๊บบ์ สาววัย 23 ปี เธอรักการวิ่งอย่างมาก และต้องการจะลงแข่งในมาราธอนศักดิ์สิทธิ์นี้สักครั้ง

เธอตัดสินใจไปขอ BIB แต่ฝ่ายจัดไม่ให้ แต่ด้วยความที่เธออยากวิ่งให้ได้ เธอก็เลย ปลอมตัวใส่เสื้อมีฮู้ดปกปิดใบหน้า เลือกสวมรองเท้าอาดิดาส ไซส์ 6 รุ่นใหม่ที่เด็กหนุ่มผู้ชายในเมืองชอบใส่กัน ดังนั้นดูเผินๆ คนก็ดูไม่ออกว่านี่เป็นผู้หญิงปลอมตัวมา คือคนมันเยอะมากรวมๆแล้วก็หลายร้อยที่ออกสตาร์ตเส้นปล่อยตัวพร้อมกัน

โรเบอร์ต้า กิ๊บบ์ ซ่อนตัวอยู่ที่พุ่มไม้ใกล้ๆกับเส้นสตาร์ต และเมื่อสัญญาณปืนปล่อยให้นักวิ่งออกตัว เธอก็แอบเนียนมาวิ่งรวมกับคนอื่นด้วยโดยไม่มี BIB

สุดท้ายเธอก็ลักลอบเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ ซึ่งทำให้เธอเป็นผู้หญิงคนแรก ที่พิชิตบอสตัน มาราธอนได้ แต่แน่นอนฝ่ายจัดการแข่งขัน ไม่ได้ยอมรับ และไม่บันทึกเวลาของเธอเป็นสถิติด้วย เพราะเธอไม่มี BIB

เมื่อเธอเข้าเส้นชัย ก็เรียกเสียงฮือฮาจากสื่อมวลชน ที่มีผู้หญิงมาวิ่งบอสตัน มาราธอน แถมยังเอาชนะผู้ชายหลายๆคนได้อีกด้วย แต่เสียงฮือฮานั้น ไม่ใช่เชิงชื่นชม แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เธอคิดอะไรอยู่ถึงเอาตัวเองมาวิ่งแบบนี้

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งไปสืบข้อมูลมาว่า โรเบอร์ต้า กิ๊บบ์ เพิ่งแต่งงานมาไม่กี่เดือน ก่อนลงแข่งมาราธอน จึงได้วิจารณ์ว่าเธอไม่คิดหน้าคิดหลังหรอ ว่าถ้าวิ่งแบบนี้ แล้วจะส่งผลมดลูกหย่อนแล้วมีลูกไม่ได้ สามีจะอยู่อย่างไร คือแทนที่จะเป็นแนวชื่นชม กลับเป็นการตำหนิที่ผู้หญิงที่ควรทำงานบ้าน กลับฝ่าฝืน และออกมาแข่งวิ่งที่เป็นกิจกรรมของผู้ชายแบบนี้

ขณะที่ฝ่ายจัดการแข่ง ออกมาแถลงการณ์ว่า "คุณโรเบอร์ต้า กิ๊บบ์ ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันมาราธอนของเรา และเรายืนยันว่า ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมรายการนี้ ดังนั้นที่เธอวิ่งจบไปเมื่อวาน เป็นการวิ่งบนถนนของเธอเอง เธอไม่ได้แข่งขันบอสตัน มาราธอน"

หลังจากมีเรื่องนี้เข้ามา ฝ่ายจัดการแข่งขันจึงตรวจตราเข้มกว่าเดิมมาก ในปีต่อไปจะมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่คอยเช็กตามพุ่มไม้ใกล้จุดออกตัวให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้มีผู้หญิงมาแอบซุ่มเหมือนเคสโรเบอร์ต้า กิ๊บบ์อีก

คืออยากจะไปวิ่งก็ไปวิ่งเอง แต่ถ้าภายใต้การจัดของบอสตัน มาราธอน ยังยืนยันแบบเดิมว่า ผู้หญิง วิ่งเกิน 2.4 กิโลเมตรไม่ได้

ธันวาคม 1966 สาวน้อยวัย 19 แคทเธอรีน สวิตเซอร์ เธอเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาซีราคิวส์ ในนิวยอร์ก เธอรักการวิ่ง และเธอมีความฝันคืออยากจะไปพิชิตบอสตัน มาราธอนให้ได้สักครั้ง

แคทเธอรีน ไม่มีชมรมวิ่งให้สังกัด เพราะในยุคนั้นชมรมต่างๆ จะรับแต่ผู้ชายเท่านั้น ทำให้เธอแอบๆฝึกตามมีตามเกิดที่ลู่วิ่งของมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม เธอมีโอกาสได้รู้จักกับอาร์นี่ บริกส์ ชายวัย 50 ปี ที่เป็นพนักงานส่งจดหมายของมหาวิทยาลัย โดยอาร์นี่ นอกจากงานส่งจดหมายแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เขาจะทำเสมอในเวลาว่าง คือการวิ่งระยะไกล โดยอาร์นี่ พิชิตบอสตัน มาราธอนมาได้แล้วถึง 15 ครั้ง

แคทเธอรีน ชอบคุยกับอาร์นี่ เพราะเขาจะเล่าประสบการณ์ในการวิ่งให้เธอฟังอยู่ตลอด จนวันหนึ่งเธอตัดสินใจบอกความลับกับเขา

"อาร์นี่ ฉันว่า ฉันไม่อยากฟังเรื่องบอสตัน มาราธอนของคุณอีกแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่า ฉันอยากไปวิ่งที่บอสตันด้วยตัวเอง" แคทเธอรีนบอกความฝันของเธอให้อาร์นี่ฟัง

"ไม่มีผู้หญิงคนไหน สามารถวิ่งบอสตัน มาราธอนได้" อาร์นี่ตอบกลับ

"ทำไมล่ะ ฉันวิ่งทางไกลได้นะ 10 ไมล์ (16 กิโลเมตร) สำหรับฉันนี่ถือว่า สบายมากๆเลย"

อาร์นี่ อธิบายว่า ปัญหาของแคทเธอรีนมี 2 ข้อ ข้อแรกคือร่างกายของผู้หญิงไม่เหมาะกับการวิ่งมาราธอน การวิ่ง 26.2 ไมล์ (42.195 กิโลเมตร) มันเกินขีดจำกัดของผู้หญิง และข้อสองต่อให้แคทเธอรีนวิ่งไหวจริงๆ ทางผู้จัดการแข่งขันก็ไม่ยอมรับให้เธอเข้าแข่งอยู่ดี ดังนั้นการฝันถึงบอสตัน มาราธอน จึงเป็นเรื่องเลื่อนลอย และเธอควรไปสนใจหรือฝันอย่างอื่นดีกว่า

แคทเธอรีน ตอบกลับว่าอยากให้อาร์นี่ ช่วยในปัญหาข้อแรก เธออยากได้คนคอยสอน ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะวิ่ง 26.2 ไมล์ได้ ส่วนปัญหาข้อ 2 เรื่องการเข้าร่วมแข่งขัน เดี๋ยวเธอจะเป็นคนจัดการเอง

อาร์นี่ บริกส์ เห็นแคทเธอรีนมุ่งมั่นดังนั้น เขาจึงตอบตกลงจะสอนเธอทุกอย่าง ในสิ่งที่เธอควรจะรู้

โปรแกรมการแข่งบอสตัน มาราธอน คือ 19 เมษายน 1967 มีเวลาอีก 4 เดือนให้เธอได้เตรียมตัว

ในการซ้อม แคทเธอรีนทำระยะได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดช่วงเดือนมีนาคมเธอสามารถวิ่งในลู่ได้ถึง 26.2 ไมล์จริงๆ

ต้นเดือนเมษายน การฝึกของเธอยกระดับขึ้นอีก หลังจากวิ่งครบ 26 ไมล์แล้ว แคทเธอรีนบอกกับอาร์นี่ว่า เธอยังไหว และวิ่งต่อไปอีก 5 ไมล์ รวมทั้งสิ้นเธอวิ่งไป 31 ไมล์ (49.8 กิโลเมตร)

อาร์นี่ อ้าปากค้าง จากที่เคยคิดว่าผู้หญิงไม่สามารถวิ่งระยะไกลได้ มันไม่จริงเลย

เรื่องพลังกาย แคทเธอรีนทำได้ดีแล้ว จากนั้นอาร์นี่ จึงสอนรายละเอียดลึกลงไปอีกว่าการลงแข่งจริงๆ กับการซ้อมวิ่งคนเดียวมันไม่เหมือนกันเลย สภาพแวดล้อมนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง และที่บอสตัน มาราธอน จะมีเนินสลับกับทางราบอยู่ตลอด ดังนั้นจำเป็นต้องรู้ภูมิประเทศเพื่อวางแผนในการเก็บแรงด้วย

อาร์นี่สอนว่า ถ้าผ่านเนินเขา Wellesley Hill นั่นเป็นสัญญาณบอกว่า ผ่าน 21 กิโลเมตรมาแล้ว และนั่นแปลว่ามาราธอนของจริงกำลังรออยู่ ซึ่งนักวิ่งเกิน 50% จะวิ่งไม่จบ เพราะไปโหมในช่วงครึ่งแรก จึงไปหมดแรงเอาที่กิโลเมตรที่ 33 ที่มีชื่อว่า Heartbreak Hill (เนินเขาหัวใจสลาย)

เป้าหมายของแคทเธอรีน คือต้องเก็บแรงเอาไว้ ก่อนถึงกิโลเมตรที่ 21 เพื่อเค้นพลัง ในการเอาชนะ Heartbreak Hill กิโลเมตรที่ 33 ให้ได้

ถ้าหากเอาชนะเนินเขาหัวใจสลายได้ล่ะก็ อีก 9 กิโลเมตรที่เหลือจะไม่พลาดแล้ว นักวิ่งจะไปถึงเส้นชัยได้แน่นอน ดังนั้นแคทเธอรีนจำเป็นต้องวางแผนเรื่่องการรักษาพลังให้ดี

Heartbreak Hill จะมีคนมาเฝ้าดูเยอะมากในทุกๆปี

ในตอนนี้ แคทเธอรีน ถือว่ามีครบแล้ว ทั้งเรื่องพลังกาย และความรู้เกี่ยวกับเส้นทางการวิ่ง เธอพร้อมเต็มที่ สำหรับลงแข่งบอสตัน มาราธอน ในวันที่ 19 เมษายน

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาอยู่ 1 ข้อ ที่เธอต้องแก้ก่อน นั่นคือเรื่องของการลงทะเบียนขอ BIB นี่ล่ะ

เพราะทางผู้จัดการการแข่งขันแค่เห็นชื่อเธอ Kathrine Virginia Switzer (แคทเธอรีน เวอร์จิเนีย สวิตเซอร์) ก็คงรู้แล้วแน่นอนว่าเธอเป็นผู้หญิงและจะปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมแน่นอน

วิธีที่แคทเธอรีน จะร่วมลงแข่งได้ อาจต้องปลอมตัวซุ่มในพุ่มไม้แบบที่โรเบอร์ต้า กิ๊บบ์ ทำเมื่อปีก่อน

แต่แคทเธอรีนคิดว่าเธอจะไม่ทำอย่างนั้น สาเหตุเพราะเธอพิสูจน์ตัวเองมาแล้วจากการฝึกซ้อมว่าร่างกายของเธอพร้อมจริงๆ ส่วนเรื่องทางการแพทย์มดลูกหย่อนอะไรนั่น มันคือร่างกายของเธอและเธอพร้อมรับผิดชอบในร่างกายตัวเอง

ดังนั้นเป้าหมายของเธอคือการได้ BIB และกลายเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่วิ่งจบบอสตัน มาราธอน อย่างสง่าผ่าเผย

สิ่งที่เธอทำคือต้องเอาชนะฝ่ายจัดการแข่งขันให้ได้ก่อน เพื่อเอา BIB มาครอง วิธีของเธอคือศึกษาข้อมูลการลงทะเบียนอย่างละเอียด ปรากฏว่า ในการสมัครลงแข่งวิ่ง ไม่จำเป็นต้องระบุเพศ คือไม่ต้องเขียนว่า Mr. , Mrs. ,Miss นั่นเพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า นักกีฬาทุกคนต้องเป็นเพศชาย ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องใส่คำว่า Mr. ลงไป

ดังนั้นเธอจึงส่งค่าสมัคร 3 ดอลลาร์ พร้อมลงทะเบียนด้วยชื่อย่อ คือ K.V. Switzer ซึ่งตัว K ก็สามารถตีความได้ว่าเป็นผู้ชายเช่นกัน เพราะผู้ชายชื่อตัว K ก็เยอะแยะ เช่น Kenny, Kenneth , Kris

ในยุคปัจจุบัน คนที่จะเข้าแข่งบอสตัน มาราธอน จะต้องผ่านควอลิฟาย ไทม์ หรือเวลาขั้นต่ำที่ทางรายการกำหนด แต่ในปี 1967 ยังไม่ต้องมีควอลิฟาย ไทม์ ซึ่งถ้ามีแคทเธอรีน ก็คงวิ่งไม่ทันแน่ๆ เพราะเวลาขั้นต่ำของผู้ชาย กับผู้หญิงมันต่างกัน

ในยุคนั้น สิ่งที่ผู้จัดการแข่งขันต้องการ ถ้าหากคุณเป็นนักเรียน นักศึกษา คือใบรับรองสุขภาพจากมหาวิทยาลัย ซึ่งแคทเธอรีน ก็ไปขอให้มหาวิทยาลัย ออกใบรับรองในนาม K.V Switzer เช่นกัน

สุดท้ายโชคชะตาก็เป็นใจให้กับเธอ ผู้จัดการแข่งขันส่งไปรษณีย์กลับมา ตอบรับใบสมัครของเธอ โดยให้แคทเธอรีนมารับ BIB ที่ซุ้มของฝ่ายจัดในวันงาน

กายพร้อม ใจพร้อม แคทเธอรีนจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่แข่งขันอย่างเป็นทางการในบอสตัน มาราธอน ในชื่อ K.V. Switzer

เรื่องเหมือนจะผ่านไปได้สดใส แต่ยังไม่ง่ายขนาดนั้น

อาร์นี่ ยังชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญอีกข้อว่า แม้ฝ่ายจัดจะมีชื่อแคทเธอรีนในลิสต์ผู้เข้าแข่งขันแล้ว แต่อย่าลืมว่าตอนที่เธอไปรับ BIB ก่อนแข่งล่ะ เธอจะทำยังไง ถ้าผู้จัดเห็นหน้าเธอ ก็คงปฏิเสธไม่ให้ BIB อยู่แล้ว

ดังนั้น วิธีที่จะเอา BIB มาได้ โดยผู้จัดไม่เห็นหน้า มีเพียงหนทางเดียว คือต้องไปสมัครแบบเป็นทีมขั้นต่ำ 4 คน ซึ่งถ้าใช้วิธีนี้ ในวันแข่งทางฝ่ายจัดจะอนุญาตให้กัปตัน มาเอา BIB พร้อมกันได้เลย โดยไม่ไล่เช็ก ID ของแต่ละคน

แคทเธอรีน ต้องไปตระเวณหาสมาชิกทีม ที่จะไปร่วมแข่งบอสตัน มาราธอนด้วยกัน แต่แน่นอนการหาเพื่อนไปร่วมแข่งมาราธอนไม่ใช่เรื่องจะทำกันได้ง่ายๆ ด้วยเวลาที่กระชั้นชิด แคทเธอรีน จึงหานักวิ่งมาร่วมทีมได้อีกแค่ 2 คน นั่นคือทอม มิลเลอร์ แฟนหนุ่มของเธอ ที่มีดีกรีนักขว้างค้อนทีมชาติ มีลุ้นไปแข่งโอลิมปิก กับอีกคนคือ รุ่นพี่ที่เธอรู้จักในชมรมวิ่งระยะไกล ชื่อจอห์น เลียวนาร์ด

ซึ่ง 2 คนนี้รวมกับเธอ ก็เป็นแค่ 3 คนเอง ยังขาดอีก 1 คน

อาร์นี่ บริกส์ วัย 50 ปี ที่คอยเทรนนิ่งแคทเธอรีนมาตลอด 4 เดือน ปกติเขาจะเป็นหมาป่าเดียวดาย ไปวิ่งเองคนเดียวเสมอที่งานมาราธอน แต่ในครั้งนี้เขารู้ว่าแคทเธอรีนคงหาใครไม่ได้แล้วจริงๆ ดังนั้น เพื่อให้ความฝันของแคทเธอรีนเป็นจริง เขาจึงบอกเธอว่าจะช่วยเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของทีมนี้ให้เอง

อาร์นี่ บริกส์

ทั้ง 4 คน จึงฟอร์มทีมเฉพาะกิจขึ้นมา โดยอาร์นี่ จะรับบทบาทเป็นกัปตันทีม

1 วันก่อนแข่ง แคทเธอรีน สวิตเซอร์, อาร์นี่ บริกส์, ทอม มิลเลอร์ และ จอห์น เลียวนาร์ด ทีมทั้ง 4 คน จึงนั่งรถ 5 ชั่วโมงจากนิวยอร์ก ไปบอสตันเพื่อเตรียมพร้อมแข่งขันมาราธอน โดยทั้งหมดค้างที่โรงแรมในย่าน Natick ใกล้ๆกับสถานที่จัดแข่งขัน

เช้าวันรุ่งขึ้น โปรแกรมแข่งบอสตัน มาราธอน คือ 12.00 น. แคทเธอรีนตื่นแต่เช้า เธอโทรหาพ่อแม่ ที่บ้านเกิดในเวอร์จิเนีย แล้วบอกว่า เธอกำลังจะทำอะไร ซึ่งแน่นอนพ่อแม่เป็นห่วง เพราะในยุคนั้น ผู้หญิงมาวิ่ง 42 กิโลเมตรไม่ใช่เรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อได้ตอบกลับมาสั้นๆแค่ว่า "พ่อรู้ว่าลูกคงฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีแล้วใช่ไหม พ่อรู้ว่าลูกจะทำได้ ลูกของพ่อแข็งแกร่งพ่อรู้

กำลังใจจากพ่อแม่ ทำให้เธอมีความมั่นใจมากขึ้น แคทเธอรีน ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แต่เธอพร้อมแล้ว

ช่วง 11 โมง ทั้งทีม 4 คน ออกจากโรงแรมไปที่ฮ็อปกินตัน ไฮสคูล ซึ่งเป็นจุดออกสตาร์ต อาร์นี่ เดินไปเอา BIB จากผู้จัดการแข่งให้ทั้งทีม ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร โดยอาร์นี่ หยิบเอา BIB มาให้แคทเธอรีน ปรากฏว่าเป็นหมายเลข 261

เธอได้เลข 261 จากจำนวน BIB ทั้งหมด 741 เบอร์

บรรยากาศที่เส้นออกตัว ตอนนี้เริ่มมีความคึกคัก นักวิ่งหลายๆคนเห็นแคทเธอรีนแล้ว และก็มีเซอร์ไพรส์บ้างที่เห็นผู้หญิงใส่ BIB แต่ทว่าทุกคนรู้ดี ว่ามันไม่ใช่เรื่องของตัวเอง หน้าที่ของนักวิ่งมีแค่การจบมาราธอนครั้งนี้ ด้วยเวลาที่ดีที่สุดเท่านั้น ส่วนจะมีผู้หญิงคนไหนมาลงแข่งขันด้วย แล้วผู้จัดจะอนุญาตหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะสนใจ

"พระเจ้า นี่เธอทาลิปสติกด้วยหรอเนี่ยะ!?" ทอม มิลเลอร์ แฟนหนุ่มของแคทเธอรีนเพิ่งสังเกตเห็นก่อนจะเริ่มออกสตาร์ตไม่กี่อึดใจ

"ฉันก็ทาลิปสติกตลอดนั่นล่ะ มันมีปัญหาอะไรเหรอ?"

"อาจจะมีผู้จัดสักคนสังเกตเห็น แล้วรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิง เขาจะไม่ยอมให้วิ่งน่ะสิ เช็ดลิปสติกออกเถอะ"

"ไม่หรอก ทอม ฉันจะไม่เช็ดลิปสติกออก" แคทเธอรีนยืนยันหนักแน่น การมาวิ่งในวันนี้ เธอไม่ได้ต้องการแค่ เป็นผู้หญิงที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อลงแข่ง แต่เธออยากเป็นตัวเอง เป็นแคทเธอรีน สวิตเซอร์ ที่จบการแข่งขันได้อย่างภาคภูมิ

แคทเธอรีน ใส่เสื้อแขนยาว ขายาว ตัวหนา แต่ใบหน้าเธอเปิดโล่ง แสดงให้เห็นความเป็นผู้หญิงอย่างชัดเจน พร้อมด้วย BIB เบอร์ 261 ที่ติดเข็มกลัดเอาไว้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ตอนนี้ทุกคนพร้อมแล้ว โดยอาร์นี่ สั่งให้แคทเธอรีน วิ่งอยู่ในวงล้อมของชายทั้ง 3 คน ซึ่งการล้อมกรอบแบบนี้ มันเป็นการช่วยบังสายตาจากคนนอกเข้ามา ไม่ให้เห็นเธอชัดเกินไปนัก เพราะ แม้เธอจะมั่นใจแค่ไหน แต่ภารกิจการช่วยให้เธอวิ่งจบโดยไม่โดนผู้จัดกระชากออกไปก่อน เป็นสิ่งสำคัญกว่า

12.00 น. มาถึง นักวิ่งถูกปล่อยตัว บอสตัน มาราธอน ประจำปี 1967 เริ่มต้นขึ้นแล้ว 741 นักวิ่ง แบ่งเป็นชาย 740 คน และหญิง 1 คน

แต่ผู้จัดการแข่งยังไม่รู้ ว่าผู้หญิง 1 คนนั้น อยู่ในหมู่นักวิ่งกลุ่มนี้ด้วย

การวิ่งช่วง 4 กิโลเมตรแรก เธอผ่านไปได้สบายๆ กองเชียร์รอบข้างปลุกเร้าให้แคทเธอรีน มีความคึกมากยิ่งขึ้น ในกลุ่ม 4 คน รวมตัวกันเป็นกรุ๊ปเล็กๆ มีการหยอกล้อกันสนุกสนาน ดูไม่มีปัญหาอะไรให้คิดมาก ไม่มีผู้จัดการแข่งขัน มากระชากเธอออกไปจากการแข่งแบบที่กังวล

จากนั้นเข้าสู่กิโลเมตรที่ 8 ถึงตรงนี้ มีรถทำข่าวขับผ่านกลุ่มของแคทเธอรีน โดยมีนักข่าวสังเกตเห็นว่ามีผู้หญิงวิ่งอยู่ และที่สำคัญเธอมี BIB ด้วย! ดังนั้นนักข่าวจึงไล่หาชื่อเธอว่าเป็นใครมาจากไหน ข่าวผู้หญิงคนแรกที่ใส่ BIB วิ่งในบอสตัน มาราธอน กำลังจะถูกล่วงรู้โดยสาธารณชนวงกว้าง

เธอผ่านกิโลเมตรที่ 10 ถึงตรงนี้ บรรยากาศตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีเสียงเอะอะโวยวายบางอย่าง ดังมาจากไกลๆ ซึ่งแคทเธอรีนเองก็รับรู้ได้ เช่นเดียวกับอาร์นี่ที่สังหรณ์ใจไม่ดีเลย

รถคันหนึ่งวิ่งมาจอดใกล้ๆกับกลุ่มของแคทเธอรีน และมีชายคนหนึ่งลงจากรถ เขาใส่สูท ใส่รองเท้าหนัง ซึ่งสำหรับคนที่มาแข่งบอสตัน มาราธอนเป็นประจำอย่างอาร์นี่ เป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่รู้จักชายคนนี้

เขาคือจ๊อค เซมเปิ้ล หัวหน้าฝ่ายจัดการแข่งขันที่เคร่งระเบียบอย่างที่สุด เขาทำหน้าที่เป็นบอสใหญ่ของบอสตัน มาราธอน ตั้งแต่ปี 1950 และเป็นคนที่จัดการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเข้ารูปเข้ารอย

จ๊อค เซมเปิ้ล

ดังนั้นเขาจะไม่ยอมให้ไอ้บ้าคนไหน มาทำลายขนบธรรมเนียม และกฎระเบียบที่มีอย่างยาวนานของรายการนี้แน่นอน

K.V. Switzer งั้นเหรอ มาหลอกกันได้ บัดซบที่สุด

จ๊อค เซมเปิ้ล ลงจากรถแล้ววิ่งไล่แคทเธอรีน พร้อมตะโกนว่า "ไสหัวไปจากการแข่งของฉันซะ แล้วเอาเลข BIB คืนมาด้วย!" เขาพยายามจะกระชากป้าย BIB ออกมาจากเสื้อของเธอ

แคทเธอรีน ตกใจ เช่นเดียวกับอาร์นี่ ที่ไม่คิดว่า จ๊อค เซมเปิ้ล จะมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่จะเป็นภาพจดจำของวงการมาราธอนโลก ก็กำลังจะเกิดขึ้นในโมเมนต์ต่อจากนี้

(จบ PART 1)

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
ทองธนัชช์
เรื่องราวยอดเยี่ยมเลยครับ และเขียนได้ดีมาก ชอบๆ
24 มี.ค. เวลา 14:52
1
ชาย​ รัติกาล
Part2 มาให้ไวเลยครับ😁😁😁
23 มี.ค. เวลา 02:45
1
แอบส่อง..
กำลัง สนุกเลย รอๆๆๆ
22 มี.ค. เวลา 16:44
1
แอมมี่
รออ่านpart 2 นะคะ
22 มี.ค. เวลา 15:39
1
เรื่องสั้นๆ
โอย ตื่นเต้นนนน
22 มี.ค. เวลา 15:31
1
Tanny
รออ่านค่ะ สนุกมาก
22 มี.ค. เวลา 13:52
1
อยากเล่า
เนื้อเรื่องเดียวกันในเพจเฟซบุ๊กไหมครับ
22 มี.ค. เวลา 12:31
1
วิเคราะห์บอลจริงจัง
พรุ่งนี้มาต่อ Part 2 กันเด้อทุกท่าน
22 มี.ค. เวลา 12:17
2
luklik
ลุ้นตามเลย
22 มี.ค. เวลา 11:29
1
Ponlovely
ลงpart2ด่วนๆ
22 มี.ค. เวลา 11:24
1