โพสต์


23 มี.ค. เวลา 22:10Philosophy

“บ้านของใจ”

ธรรมะรุ่งอรุณ ☀️

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๓

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดทำงาน เป็นวันที่ญาติโยมชาวพุทธศาสนิกชนผู้ที่มีศรัทธาอย่างยิ่งต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ตั้งใจมาวัดกัน เพื่อมาเติมพลัง มาเติมกำลังให้แก่จิตใจ จิตใจที่เป็นเหมือนรถยนต์ที่ต้องแวะเข้าสถานีบริการอยู่เรื่อยๆ ต้องแวะเติมน้ำมัน เติมน้ำ เติมลม เติมอะไรต่างๆ ให้แก่รถยนต์ เพื่อรถยนต์จะได้เดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องจอดแวะข้างถนน เวลาน้ำมันหมด จิตใจของพวกเราเป็นเหมือนรถยนต์ ที่กำลังเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง ที่พวกเราอยากจะไปกัน นั่นก็คือ “ไปบ้านของพวกเรา” นั่นเอง

บ้านของจิตใจของพวกเราคือ “พระนิพพาน” เป็นบ้านที่เราจะมีความสุขสมบูรณ์ ปราศจากความทุกข์ต่างๆ การที่เราจะไปบ้านได้ เราต้องมีอุปกรณ์คือรถยนต์ คือใจของพวกเรา จำเป็นที่จะต้องมีความพร้อม มีความสมบูรณ์ ถึงจะไปถึงบ้านของพวกเราได้ ไปถึงพระนิพพานได้ เราจึงต้องเข้าวัดกัน เพื่อที่จะได้เติมพลังให้แก่จิตใจ สิ่งที่จะให้พลังกับจิตใจก็คือ การทำบุญทำทาน การรักษาศีล การภาวนา การฟังเทศน์ฟังธรรม นี่เป็นการกระทำที่จะเพิ่มพลังให้แก่จิตใจ ที่จะสามารถผลักดันให้ไปถึงบ้านที่ปลอดภัย บ้านที่มีแต่ความสุขได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังเทศน์ฟังธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะว่าธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเหมือนแผนที่บอกทางที่จะพาให้เรากลับไปสู่บ้านของพวกเราได้ ถ้าเราไม่มีธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะไม่มีแผนที่ เราจะไม่มีผู้บอกทาง จะไม่รู้จักทาง ที่จะพาให้พวกเราได้กลับไปถึงบ้านของพวกเราได้ เราจึงต้องดูแผนที่อยู่เรื่อยๆ การจะดูแผนที่ได้ ก็ต้องไปวัด เพราะที่วัดจะมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พวกเราจะได้ยินได้ฟัง แล้วเราจะได้รู้จักทางที่จะพาให้เรากลับไปสู่บ้านของเรา เราจำเป็นจะต้องแวะดูแผนที่อยู่เรื่อยๆ เพราะว่าเราดูแป๊บหนึ่งแล้ว เดี๋ยวเราก็จะลืมได้ พอเราลืมเราก็จะหลงทาง เราก็เลยต้องดูแผนที่เรื่อยๆ เพื่อที่เราจะได้ไม่หลงทาง การฟังเทศน์ฟังธรรมตามกาลตามเวลาเป็นมงคลอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นประโยชน์นั่นเอง เป็นประโยชน์เป็นสุขต่อผู้ได้ยินได้ฟังธรรม เพราะจะได้รู้จักทางที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นความทุกข์ทั้งปวง หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ตอนนี้พวกเราหลงทางกัน หลงอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วเราก็ไปเกิดใหม่เกิดแล้วเราก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายไป เราไปไม่ถึงบ้านซะที ติดอยู่กับบ้านชั่วคราว คือภพชาติต่างๆ บางทีก็เป็นภพชาติที่ดี บางทีก็เป็นภพชาติที่ไม่ดี เพราะว่าการกระทำของเราเป็นผู้กำหนดภพชาติของเรานั่นเอง ถ้าเราทำบุญเราก็จะได้ภพชาติที่ดี ถ้าเราทำบาปเราก็จะได้ภพชาติที่ไม่ดี แล้วเราก็จะทำกลับไปกลับมาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่มีวันที่จะไปถึงบ้านที่ปลอดภัยจากการเกิดแก่เจ็บตายได้ ถ้าไม่มีพระธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า มาทรงสอนวิธีให้พวกเราหยุดการเวียนว่ายตายเกิดกัน การเวียนว่ายตายเกิดนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงค้นพบว่าเกิดจากตัณหาความอยาก ที่มีอยู่ในใจของพวกเราทุกคน ตัณหาความอยากมี ๓ ประการด้วยกัน คือ ๑. กามตัณหา ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ “กาม” แปลว่ารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เป็นกามคุณ ๕ ประการด้วยกันที่พวกเราติดกัน เสพกันเหมือนยาเสพติด ต้องมีอะไรให้เราดูให้เราฟังให้เราได้ลิ้มรสได้ดมกลิ่น ได้สัมผัสอยู่เรื่อยๆ เราถึงจะมีความสุข เวลาใดที่เราไม่สามารถที่จะเสพรูปเสียงกลิ่นรสได้ เวลานั้นก็เป็นเวลาที่เราทุกข์ทรมานใจ เช่น เวลาที่เราแก่เวลาที่เราเจ็บ หรือเวลาที่เราตาย เป็นเวลาที่เราทุกข์ทรมานกัน เราจึงต้องดิ้นหนี ดิ้นไปหาร่างกายอันใหม่กัน พอร่างกายอันเก่ามันตายไป เราก็ดิ้นไปหาร่างกายอันใหม่ ทำแบบนี้จะเป็นตัวที่ทำให้ใจเราดิ้น ทำให้ใจเราต้องไปหาร่างกายอันใหม่ เพื่อที่จะได้มีตาหูจมูกลิ้นกายไว้เสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ ต่อไปนั่นเอง

เราจึงไม่มีวันสิ้นสุดในการเกิดแก่เจ็บตาย เพราะเมื่อตายแล้ว ใจของเราที่ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ยังมีความหิวกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็ต้องไปหาร่างกายอันใหม่ และก่อนที่จะได้ร่างกายอันใหม่ ก็ต้องแวะไปรับผลบุญผลบาป ถ้าเป็นวาระของบุญก็จะไปเป็นดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความสุข แต่เป็นความสุขชั่วคราว ความสุขที่ยังไม่เต็มร้อย ความสุขแบบของเทวดาของพรหม ที่จะมีวันเสื่อมมีวันหมดไป พอความสุขหรือบุญที่ส่งให้เราไปเป็นดวงวิญญาณของเทวดาของอินทร์ของพรหมหมดกำลังลง ดวงวิญญาณของเราก็มารอรับร่างกาย มาได้ร่างกายอันใหม่ มาเป็นมนุษย์ใหม่ ถ้าเป็นวาระของบาป ดวงวิญญาณของเราก็จะไปได้ร่างกายของสัตว์เดรัจฉาน หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นดวงวิญญาณของเปรต ของอสุรกาย ของนรก เป็นดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความทุกข์ หาความสุขไม่ได้เลย เป็นดวงวิญญาณที่หิวโหยก็เรียกว่า “เปรต” เป็นดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสิ่งต่างๆ ก็เรียกว่า “อสุรกาย” ดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นอาฆาตพยาบาทก็เรียกว่า “นรก” นี่คือทิศทางของจิตใจของพวกเราที่พวกเรากำลังไปกันอยู่ ถ้าไม่มีธรรมะ แผนที่ๆ จะบอกให้เราไปสู่อีกทิศทางหนึ่ง คือ ไปที่พระนิพพาน “พระนิพพาน” ก็คือดวงวิญญาณที่ปราศจากความอยากต่างๆ นั่นเอง ความอยากที่พาให้ไปเวียนว่ายตายเกิด ถ้าได้พบกับธรรมะคำสั่งคำสอนก็จะถูกกำจัดไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อไม่มีความอยากหลงเหลืออยู่ภายในใจแล้ว เวลาร่างกายตายไป ก็จะเป็นดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความสุข ดวงวิญญาณที่ปราศจากตัณหาความอยากที่จะดึงให้จิตใจกลับไปเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี

ณ จุลศาลา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน