โพสต์

Opinion : การที่ FED ได้ประกาศ QE แบบ Infinity เช่นนี้ ผมรู้สึกเป็นกังวลใจเหลือเกิน
เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกินความคาดหมายของผมเลยแม้แต่น้อย และมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเกิดความโลภ อยากไปกู้เงินมาลงทุนเลย เพราะการกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าอเมริกากำลังเจอปัญหาด้านการเงินที่หนักหน่วงกว่าปัญหาสุขภาพเสียอีก
สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นคือ ไม่ใช่แค่อเมริกา แต่สถาบันการเงินทั่วโลกถูกสอนมาเหมือน ๆ กันหมด และพวกเขาก็ทำตาม ๆ กันทั้งหมด นี่เป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเมื่อเกิดวิกฤต มันจึงส่งผลกระทบไปทั้งโลก
พฤติกรรมของสถาบันการเงินเหล่านี้ สามารถเขียนออกมาได้เป็นสมการที่ง่ายมาก ๆ นั่นก็คือ
1. เศรษฐกิจทรุดตัว = QE + Rate Cut
2. เศรษฐกิจฟื้นตัว = ยกเลิก QE + Rate Increase
ซึ่งตามหลักคิดของเศรษฐศาสตร์มันก็ถูกต้องนั่นแหละ
แต่สิ่งที่เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของสถานบันการเงินพวกนี้ ก็คือ "พวกเขามองปัญหาทั้งหมดแต่ในแง่ของเศรษฐศาสตร์" จึงตัดสินได้แต่เพียงว่า เศรษฐกิจทรุดตัว หรือ ขยายตัว แต่พวกเขาไม่อาจตัดสินได้ว่า เศรษฐกิจทรุดตัว หรือขยายตัวเพราะอะไร ?
วิกฤตครั้งนี้เกิดจากการลดลงอย่างรวดเร็วของ Demand ทั่วโลก นั่นเพราะมันเริ่มมาจากปัญหา "สุขภาพ" ไม่ใช่ปัญหาทาง "การเงิน" แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้ามันมีปัญหาทางการเงินมาก่อนหน้านี้อยู่แล้วล่ะ ?
แน่นอนว่าผมกำลังพูดถึงหนี้ของสหรัฐฯ ที่สูงกว่า 23 ล้านล้านดอลลาร์ในขณะนี้ รวมถึงระบบเงินดอลลาร์ที่เรียกได้ว่า "ไร้มาตรฐานใด ๆ อ้างอิง" หรือที่พอจะค้ำประกันได้ก็คือ "น้ำมัน" ซึ่งทำให้สหรัฐฯ ยังสามารถพยุง Dollar ให้ยืนหยัดในเวทีโลกได้
เหตุผลก็เพราะตั้งแต่มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Shale Oil ทำให้สหรัฐฯ กลายมาเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก และทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์การซื้อขายน้ำมันโลกได้ เช่น สกุลเงิน ราคากลาง และอื่น ๆ
แต่ที่นี้ก็กลับมาที่เรื่อง "หนี้" อีกที ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าอเมริกาก่อ "หนี้" ไว้อย่างมหาศาล ซึ่งมันรวมถึงภาคอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอกชน ที่ต้องกู้เงิน (สร้างหนี้) เพื่อมาลงทุน โดยเฉพาะ Shale oil
ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเมื่อสงครามราคาน้ำมันเริ่มต้นขึ้น โลกที่ขาดแคลน Demand อยู่แล้ว กำลังจะถูกเติมเต็มให้อัดแน่นไปด้วย Supply "น้ำมัน"
ปัญหาสุขภาพทำให้ผู้คนไม่อยากใช้เงิน และไม่อยากเดินทาง แม้ว่าจะมีนโยบายออกมากระตุ้นเศรษฐกิจแค่ไหน เพราะมันเป็นเรื่องของ "ความเป็นความตาย" ไม่ใช่เรื่อง "เงิน ๆ ทอง ๆ"
แม้ว่าในสภาพแวดล้อมปกติ (มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิต) มักจะทำให้ผู้คนตกเป็นทาสของเงิน แต่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องเสี่ยงต่อความเป็นความตายเช่นนี้ สัญชาตญาณจะสั่งให้มนุษย์เลือกรักษาชีวิตมากกว่าที่จะคิดเรื่องทรัพย์สินเงินทอง
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แน่นอนว่าน้ำมันกำลังจะล้นโลก หากยังไม่มีข้อตกลงใด ๆ ที่เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และเสริมกับตัวการสำคัญคือ QE แบบ Infinity เช่นนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนเงินดอลลาร์ในระบบมากขึ้น ทำให้(ดูเหมือน)มีสภาพคล่อง และมีเสถียรภาพ
แต่ในทางกลับกัน มันกำลังลด Demand ดอลลาร์ในจิตใจของผู้คนลง และทำให้เงินดอลลาร์ยิ่งอ่อนค่าลงไปอีก กล่าวคือเมื่อมีจำนวนเยอะขึ้น มูลค่าก็ต้องลดลง เพื่อให้เกิดสมดุลกัน (ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็ยังไม่สมดุล)
นักลงทุนที่เป็นนักลงทุนจริง ๆ (ไม่รวมที่เล่นเป็นการพนัน) เริ่มรับรู้ถึงความผิดพลาดของระบบเงินดอลลาร์ในช่วง 10 ปีให้หลังที่ผ่านมา (มีส่วนน้อยที่รู้มาก่อนหน้านั้นนานมาก)
พฤติกรรมของ FED แม้จะยิ่งทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และหมดความน่าเชื่อถือลงไปเรื่อย ๆ แต่ผมกลับมั่นใจว่ายังมีอีกหลายคนที่หลงเชื่อนโยบายพวกนี้ (หรืออาจจะรู้ไม่ทัน) แล้วไปกู้เงินมาเป็นจำนวนมากในช่วงเวลานี้
ผมอยากให้ผู้อ่านลองคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ซึ่งในมุมมองของผมนั้นเป็นไปได้หลายอย่าง เช่น
1. FED ไม่สามารถดึงความมั่นใจกลับมาได้อีกแล้ว -> สหรัฐฯ จะต้องใช้มาตรอื่น (Worst case scenario ก็คือ สงครามทางการทหาร ขออย่าให้เป็นเช่นนั้น)
2. FED ดึงความมั่นใจกลับมาได้ -> ในระยะยาวจำเป็นต้องยกเลิก QE และปรับดอกเบี้ยขึ้นเหมือนเดิม -> ปัญหาเรื่องการชำระหนี้สินที่ตามมา (ด้วยหนี้ที่ก่อไว้สูง เมื่อถึงเวลาต้องใช้คืน จะทำอย่างไร)
3. FED ดึงความมั่นใจกลับมาได้ -> เจอการแทรกแซงจากชาติอื่น (ฉวยโอกาสชิงอำนาจทางการเงิน)
และยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เป็นไปได้อีกมากมาย แต่สิ่งที่ผมอยากให้สังเกตุคือ ไม่ว่าผมจะมองมุมไหนสหรัฐฯ ก็ไม่อาจหนีปัญหาที่ตัวเองเคยก่อเอาไว้ได้ (อาจเป็นเพราะ Bias ของผมเอง ถ้าผู้อ่านคิดออกก็แสดงความคิดเห็นกันมาได้นะครับ)
ผลกระทบสุดท้ายของการพิมพ์เงินดอลลาร์แบบ Infinity เช่นนี้ ผมยังนึกภาพไม่ออกว่ามันจะทำให้ระบบการเงินและการค้าของโลกบิดเบือนไปมากแค่ไหน เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่สิ่งเดียวที่ผมมั่นใจคือ "สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก มากกว่าปัญหาด้านสุขภาพเสียอีก"
Worst case scenario ที่ผมพูดถึงก็คือ "สงครามโดยใช้กำลังทหาร" ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดที่สุด เพราะในปัจจุบันนี้ โลกได้พัฒนาเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มาไกลจากสงครามครั้งก่อนอย่างมาก และมนุษย์ส่วนใหญ่ก็มีความรู้มากขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงและรับรู้ข่าวสารได้มากกว่าเดิมอย่างมหาศาล
หากจะมาเข่นฆ่ากันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศในยุคปัจจุบันเช่นนี้ ผมคิดว่ามันแสดงออกถึง "ความไร้สติปัญญาของผู้มีอำนาจในโลก" แต่ผมก็คงต้องบอกว่า "เมื่อความโลภเข้าครอบงำ มนุษย์มักสูญเสียสติปัญญา"
สุดท้ายก็ต้องมาดูกันแล้วละครับ ว่าปัญญา เทคโนโลยี และความรู้ จะทำให้มนุษย์เอาชนะปัญหา และความโลภต่าง ๆ ได้หรือไม่ ?
การกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม และการติชมในเชิงสร้างสรรค์ของคุณ เป็นกำลังใจให้เราและเหล่าอาชีพนักเขียนทุกคนในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ขอเชิญทุกท่านร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้ที่ดีด้วยกันกับเรา
World Maker
สามารถติดตาม World Maker ผ่านทาง Facebook ได้แล้ววันนี้ที่
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความคิดเห็น

BlackHorse

ขอบคุณที่เขียนมาแชร์ครับ
25 มี.ค. เวลา 11:15

เกาเหลา เกาเหลา

แล้ววิกฤติจากไวรัสที่จะเกิดขึ้นจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนลงครับ
24 มี.ค. เวลา 16:21
1

Jinnie Zu

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ
24 มี.ค. เวลา 16:06