โพสต์


25 มี.ค. เวลา 11:00Sports

" Made in Germany "

ตอนนี้ เยอรมัน คือหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ไม่น้อย แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน พวกเขาจะ "เอาอยู่"

นิสัยประจำชาติเยอรมันคือทุ่มเท เอาจริงเอาจัง เป็นระบบระเบียบ และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

สิ่งที่สะท้อนคุณลักษณะนี้ของ "คนด๊อยท์ช" คือทีมฟุตบอลของพวกเขา

ผลงานตลอดช่วงประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกบอกว่าพวกเขาคือชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด แม้จะได้แชมป์น้อยกว่าบราซิล 1 สมัย แต่ลองดูที่การเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ หรือติดอันดับท็อป 3 หรือท็อป 4

เมื่อสัก 20 ปีกว่าปีก่อน เยอรมันเล่นแบบทื่อ ตรงแหน่ว เน้นความแน่นอน ความแข็งแกร่ง และประสิทธิผลเป็นสำคัญ การเข้าทำเป็นรูปแบบชัดเจน ลูกตั้งเตะหวังผล เรียกว่าผลิตออกมาจากโรงงานกันเลยทีเดียว

เพียงแต่ข้อด้อยของเยอรมันแต่เก่าก่อนคือ ยามเจอทีมใหญ่ด้วยกัน พวกเขาจะอาศัยความแน่นอนกว่าเอาชนะ เพราะพวกเขามักผิดพลาดน้อยกว่า นานๆ จะได้พึ่งพานักเตะระดับพรสวรรค์แพรวพราวเป็นดาวเด่นประจำทีม โดยมากทีมเวิร์คและระบบคือสิ่งสำคัญที่สุด

คนพึ่งดูบอลได้ไม่นานอาจสงสัยว่าทำไม เยอรมันยุคหลังจึงครบเครื่องนัก นอกจากความแน่นอนอันเป็นลักษณะประจำตัวแล้ว ยังมีความจัดจ้าน พลิ้วไหว ฉับไวเข้ามาเพิ่มเติม

ก็คงต้องบอกว่ามันย้อนไปในช่วงเปลี่ยนผ่านสหัศวรรษ

หลายคนรู้กันดีแล้วว่าเยอรมันได้สร้างพิมพ์เขียวขึ้นมา เป็นแผนพัฒนาเยาวชน เพื่ออนาคตของชาติ

ผลงานใน ยูโร 2000 ที่ตกรอบแรกแบบมีแต้มเดียวทำให้ เดเอฟเบ ต้องคิดใหม่ทำใหม่

เดเอฟเอล (DFL) หรือสหพันธ์ฟุตบอลลีกถูกตั้งขึ้น เพื่อดูแลกิจการของบุนเดสลีกา และลีกา 2 โดยทีมที่จะลงทะเบียนแข่งขันได้ ต้องมีความพร้อมเพียงพอ ทั้งเรื่องสนามซ้อม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ "เหมาะ" แก่การพัฒนาเด็ก

โค้ชก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาคู่กัน

เหนือสิ่งอื่นใดคือ พวกเขาคิดว่าระบบการเล่นที่เหมาะสมที่จะใช้ในอนาคต (มุมมองของปี 2000) คือระบบ 4-2-3-1

สโมสรค่อยๆ เข้าใจปรัชญาและแนวคิดของ เดเอฟเบ พวกเขาเข้าร่วม สร้างเด็กขึ้นมาโดยมีพิมพ์เขียวที่ว่านี้เป็นธง โดยมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น นั่นก็คือ "เด็กเยอรมันมีพรสวรรค์มากพอ คุณต้องหาให้เจอ และนำมาขัดเกลา"

อย่างไรก็ดี เยอรมันจะทิ้งทุกอย่างไปเลยก็ใช่ที่ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น พวกเขามีแผนที่จะยื่นจัดเวิลด์ คัพ 2006 อยู่แล้ว หมายความว่า เมื่อเวลานั้นมาถึง อย่างน้อยพวกเขาต้องมีทีมที่ "พอจะแข่งกับชาวบ้านได้" ไม่ใช่จะปั้นเด็กแล้วก็ไม่สนใจอะไรกันเลย

ทศวรรษแรกของสหัศวรรษใหม่ จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของเยอรมัน

ในราวปีนั้นชื่อของ เซบาสเตียน ไดส์เลอร์ ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะนักเตะพรสวรรค์ ที่จะเข้ามา สร้างความแตกต่างให้กับทีมได้

ทว่าอีกหนึ่งคน ที่กลายเป็นผู้นำทีมอย่างแท้จริงมีชื่อว่า มิชาเอล บัลลัค

บัลลัค เล่นสวีปเปอร์ ก่อนค่อยๆ ขยับขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ และในที่สุดเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่ครบเครื่อง

ช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปี 2000 บัลลัค ที่เพิ่งย้ายจากไกเซอร์สเลาเทิร์น สู่ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น กลายเป็นที่จับตามอง เป็นอีกหนึ่งความหวังของทีมชาติ

บทบาทและอิทธิพลต่อทีมของ บัลลลัค ค่อยมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2002 เป็นต้นมา กระทั่ง เวิลด์ คัพ 2006 ในถิ่นตัวเอง และ ยูโร 2008 ที่เขาเป็นพระเอก เป็นกัปตันทีม เป็นผู้นำ เป็นศูนย์รวมของทีม

เยอรมัน ทำผลงานได้ไม่เลวร้าย เพียงแต่ "แชมป์" ยังมาไม่ถึง

ผลผลิตจากพิมพ์เขียวที่ว่านั้นยังไม่ผลิดอกออกผล

เวิลด์ คัพ 2010 ที่แอฟริกาใต้ มารออยู่

ในซีซั่น 2009/10 เป็นซีซั่นที่สำคัญมาก ต่อวงการบอลเยอรมัน เพราะนักเตะรุ่นใหม่หลายคนแจ้งเกิดเต็มตัวพวกนี้คือผลผลิตล็อตใหม่

โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์, โธมัส มุลเลอร์, โทนี่ โครส, เยโรม บัวเต็ง, แซร์ดาร์ ทาสชี่, เมซุต โอซิล, มาร์โค มาริน เด็กหนุ่มพวกนี้ถูก โยกี้ เลิฟ เรียกไปลุยบอลโลกทั้งหมด

บวกกับพวกที่โตกว่านิดหน่อย และผ่านประสบการณ์มาบ้างแล้วเช่น ฟิลิปป์ ลาห์ม, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, ลูคัส โพดอลสกี้, ซามี่ เคดิร่า, มาริโอ โกเมซ, แพร์ แมร์เตซัคเกอร์ และ มานูเอล นอยเออร์

ทุกอย่างน่าจะไปได้สวย มิชาเอล บัลลัค น่าจะได้นำทีมที่ดีที่สุดในรอบเกือบทศวรรษของเยอรมันลงสู้ศึกฟุตบอลโลก

แต่แล้ว ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่เขาลงเล่นให้เชลซี เจอกับ พอร์ทสมัธ ไม่ถึงเดือนก่อนบอลโลกจะเริ่ม

บัลลัค โดน เควิน พรินซ์ บัวเต็ง พี่ชายต่างมารดาของ เยโรม บัวเต็ง พุ่งเข้าสกัดอย่างแรง หลังจากทั้งคู่กระทบกระทั่งกันมาตลอดเกม

อาการเจ็บนั่น ทำให้ บัลลัค หมดสิทธิ์ลงเล่นให้เยอรมันในทัวร์นาเมนต์ที่แอฟริกาใต้ ปลอกแขนถูกมอบให้ ลาห์ม แต่ตัวเขายังเดินทางไปกับทีมด้วย เพื่อเป็นกำลังใจให้น้องๆ

แต่... ยุคสมัยเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง

ลาห์ม ยืนยันว่าต่อให้ บัลลัค หายเจ็บ เขาก็จะไม่ยอมมอบปลอกแขนคืน ทำเอาอดีตนักเตะทีมชาติบางรายตำหนิลาห์ม

ทว่าคนเป็นนายอย่าง โยกี้ เลิฟ ไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด เพลงแข้งของเหล่าอินทรีหนุ่มในแอฟริกาใต้ ครั้งนั้นร้อนแรงเกินห้ามใจ แม้ไม่ถึงแชมป์แต่พวกเขาตกรอบรองชนะเลิศเพราะแพ้ให้ สเปน ทีมแชมป์ที่กำลังพีค แบบหวุดหวิด

น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ในปี 2009/10 นั่นแหละที่ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ โดนปรับมาเล่นมิดฟิลด์ตัวกลาง ชไวนี่ เลยได้จับคู่กับ เคดิร่า แทนตำแหน่งของบัลลัค ได้อย่างไม่มีที่ติ

เลิฟ พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดหลังจบบอลโลกว่าเขาอยากให้ บัลลัค ที่ติดทีมมาแล้ว 98 นัด ได้ฉลองนัดที่ 100 ด้วยเกมเทสติโมเนียล

เป็นการบอกกลายๆ ว่า เวลาของ บัลลัค กับทีมชาตินั้นหมดลงแล้ว แต่คนอย่าง บัลลัค ย่อมปฎิเสธ

เขา เคยเป็นขุนพลอันดับ 1 มาตั้งแต่ยุค รูดี้ โฟลเลอร์, เยอร์เก้น คลินส์มันน์ และแม้แต่ เลิฟ เองในปี 2008

มองในแง่หนึ่ง มันอาจไม่สวยงามนัก พูดไปก็เหมือน บัลลัค ถูกปฏิวัติยึดอำนาจเอาดื้อๆ เพียงแต่สำหรับเยอรมัน นับแต่นั้นพวกเขามุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

สิ่งที่ ลาห์ม และเลิฟ ทำไปนั้นถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นผลดีต่อทีมชาติชนิดจับต้องได้

เรเน่ อ๊าดเลอร์ ก็เป็นอีกคนที่โชคร้ายเหมือนบัลลัค คือเจ็บหนักจนชวดเวิลด์ คัพ 2010 และแต่นั้นมา มานูเอล นอยเออร์ ก็ยึดมือ 1 ยาวมาโดยตลอด

หลายปีหลังปีมานี้ เยอรมัน กลายเป็นมหาอำนาจลูกหนังโดยสมบูรณ์ เติมเต็มด้วยแชมป์โลกเมื่อปี 2014

ผู้เล่นยุคใหม่เก่งๆ ถูกผลิตออกมาจากสายพาน เมด อิน เยอรมัน ด้วยพิมพ์เขียวนั้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงทุกวันนี้

.

ทุกท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ ..

www.cheerball.com/news/talk

.

และเพิ่มเพื่อนไลน์แอด "เพื่อเด้งเตือน" ให้คุณได้อ่านก่อนใคร กดที่ลิงค์นี้ครับ

Line : https://line.me/R/ti/p/@cheerball.com

ขอบคุณครับ

Aei gypsy
อ่านเพลินเลยครับ ผมเองก็เป็นแฟนบอลอินทรีเหล็ก ตั้งแต่ปี90จนถึงทุกวันนี้
25 มี.ค. เวลา 22:46
1
นายพล ฅนลุยข่าว
ติดตามครับผม
25 มี.ค. เวลา 17:39
1