โพสต์


26 มี.ค. เวลา 00:48Opinion

อ้ายจงเล่าจีน: คนจีนรุ่นใหม่ชีวิตติดหรู มีเงินออมน้อย มีหนี้เยอะ จากนิสัยนิยมซื้อสินค้าหรู Luxury /

แบรนด์เนม

ประเด็นคนจีนรุ่นใหม่มีหนี้สินจากการซื้อสินค้าLuxury เป็นประเด็นดังในโลกออนไลน์จีนเมื่อปีที่ผ่านมา (2019) โดยเป็นประเด็นมาจาก เมื่อ คุณ Cui Bo สมาชิกสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน ได้เสนอนโยบาย "เพิ่มภาษีสินค้า Luxury เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของคนรุ่นใหม่" ในการประชุมสองสภาของจีน

Cui ได้เผยข้อมูลว่า "ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการซื้อสินค้า luxuryมากที่สุดในโลก" ซึ่งเมื่อปี2017 สัดส่วนอยู่ที่ 32% และจะพุ่งสูงถึง 46% ในปี2025 ตามข้อมูลจาก Brain &Co. บริษัทที่ปรึกษารายใหญ่ โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจีนรุ่นใหม่ (ยุคมิลเลียนเนียม และ Gen Z)

ทำให้พวกเขาเหล่านี้ เงินเดือนมักจะหมดก่อนถึงสิ้นเดือน ทำงานเท่าไหร่ก็ไม่มีเงินเก็บออม หรือมีค่อนข้างน้อย ในขณะที่หนี้สินค่อนข้างสูง จากการใช้บัตรเครดิต หรือช่องทางอื่น เช่น กู้ยืมเงินออนไลน์จาก Alibaba /JD.com / Tencent

ข้อมูลของ Cui สอดคล้องกับผลสำรวจการใช้เงินของชาวจีน โดยธนาคาร HSBC พบว่า คนจีนในช่วงวัย 24-29ปี อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ของคนกลุ่มนี้ พุ่งสูงถึง 1850% โดยเฉลี่ยหนี้โดยรวมในระบบของคนกลุ่มนี้ มากกว่า 120,000 หยวน ต่อคน (ประมาณ600,000บาท)

ทางด้าน Rong360 แพลทฟอร์มกู้ยืมเงินรายใหญ่ของจีน ก็ได้ออกรายงานพฤติกรรมการกู้ยืมเงินของคนจีนช่วงอายุต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า 85%ของผู้สมัครขอกู้เงิน คือคนที่อยู่ในช่วงอายุไม่เกิน 39ปี ซึ่งกลุ่มอายุ 24-29ปี ครองแชมป์ที่ 37.41% ซึ่งเหตุผลของการเป็นหนี้ ส่วนใหญ่มาจากความต้องการที่จะซื้อสินค้า luxury เพื่อความสะดวกสบายและเสริมโพรไฟล์ตนเองให้สูงขึ้น

อ้ายจงได้อ่านบทสัมภาษณ์ของสื่อ ที่สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง แล้วพบว่าน่าสนใจมาก เลยขอยกมา1คนครับ

คุณYu เป็นสาวจีนวัย26ปี ทำงานตำแหน่งพนักงานการตลาดในมหานครเซี่ยงไฮ้ รับเงินเดือน 9,000 หยวน (ประมาณ 45,000 บาท) โดย 95% ของเงินเดือน หมดไปกับค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายจำเป็นและค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองอื่นๆ

Yu เป็น 1 ในคนจีนรุ่นใหม่ ที่นิยมการซื้อสินค้า luxury เฉพาะปีนี้ ซื้อไปแล้วกว่า 92,000 หยวน (ประมาณ460,000 บาท) เกือบจะเท่าเงินเดือนทั้งปีของเธอเลยทีเดียว โดยเธอใช้วงเงินสูงสุดของบัตรเครดิต 4ใบ และ เครดิตออนไลน์จาก Alipay โดยตอนนี้เธอเหลือหนี้อยู่ที่ 56,430 หยวน เสียดอกเบี้ยประมาณ 2,015หยวน ต่อเดือน

เมื่อสื่อถาม Yu ในประเด็น "กังวลเรื่องหนี้หรือไม่?" ทางสื่อจีน Jingdaily รายงานว่า "Yu ไม่มีความกังวลใดๆ เพราะเธอเชื่อมั่นว่า พ่อแม่ของเธอจะจ่ายหนี้ให้ เนื่องจากเธอไม่ได้ร้องขอรถหรูเหมือนที่เพื่อนๆเธอทำ"

จากประสบการณ์ของอ้ายจงที่ใช้ชีวิตในจีนมานานพอสมควร อ้ายจงมีความเห็นว่า วัยรุ่น-หนุ่มสาวชาวจีนวัยทำงาน เกิดมาในยุคที่จีนมีนโยบายลูกคนเดียว (one child policy) พ่อแม่และครอบครัวจึงดูแลเหมือนดั่งองค์ชายองค์ชาย พวกเขาจึงเคยชินกับการใช้เงินเพื่อซื้อความสุข

ความคิดเห็นของอ้ายจง ตรงกับสิ่งที่ คุณChen May Yee ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเซียแปซิฟิก กลุ่มงานนวัตกรรม ของ J. Walter Thompson Intelligence บริษัทระดับโลก ให้ความเห็นประเด็นนี้ไว้ โดยให้ความเห็นว่า

หนุ่มสาวชาวจีนเหล่านี้ เป็นคนยุคมิลเลียนเนียมและGen Z เกิดมาในยุคนโยบายลูกคนเดียวของจีน พ่อแม่จึงเลี้ยงดูแบบตามใจมากที่สุด ดังนั้น พฤติกรรมการบริโภคสินค้าหรู ก็ล้วนมาจากพ่อแม่และรูปแบบการเลี้ยงดูที่ผ่านมาตั้งแต่วัยเด็ก

อ้ายจงอ้างอิงจาก

#อ้ายจง #เล่าเรื่องเมืองจีน #ชีวิตในจีน

Ped Nipa
น่าจะเหมือนกันทุกประเทศนะคะ ตั้งแต่มีเฟสบุค มีทวิสเตอร์ เรามักทำอะไรโดยนึกถึงภาพลักษณ์ของเราในสายตาคนอื่น มากกว่าการจะทำอะไรที่เหมาะสมกับสถานภาพเราจริง ๆ ความสุข ความมั่นใจของเรา ขึ้นอยู่กับยอดไลค์ ยอดว้าว ในโซเชี่ยล ซึ่งคู่แข่งเราเยอะมาก จะยืนหนึ่งให้ได้บางทีต้องลงทุน แล้วจะยืนระยะให้ได้ก็ยิ่งต้องลงทุนต่อเนื่องไปอีก หยุดไม่ได้ นึกถึงระบบขายตรง พยุงยอดกันไป
27 มี.ค. เวลา 08:19
มุมมอง...ชาวบ้าน🌱🌱
ไม่ต่างกับไทย😢
26 มี.ค. เวลา 04:50
2
ฟ้าคราม
จริงๆไม่อยากติดหรู แต่ที่ต้องทำ เพราะคนดูถูกมันเยอะ และอีกอย่างนึง เพื่อหน้าที่การงาน และคอนเนคชั่นต่างๆเพื่อค้าขาย คบคน
26 มี.ค. เวลา 04:15
ผีเสื้อเริงระบำกับเงาพระจันทร์
อันนี้ไม่ได้กวนนะคะอยากรู้จริงๆ คนดูถูกเราต้องยอมเป็นหนี้ซื้อของแบรนด์เนมเชิดใส่เหรอค่ะ คือมันน่าจะมีทางอื่นที่ทำให้คนอื่นยอมรับในความสามารถเรามากกว่าของแบรนด์เนมเปลือกนอก
26 มี.ค. เวลา 04:33
3
ฟ้าคราม
เวลาโดนกดดันทางสายตา หรือคำพูด มันยากที่คนทั่วไปจะทนการดูถูกได้ ใครที่ภูมิคุ้มกันทางจิตใจไม่มากพอ หรือไม่มีเงินพอซื้อของหรู ก็ยอมเป็นหนี้ คนทั่วไปหรือคนจน ยอมที่จะจำนนสิ่งนั้น ยกเว้นจะมีคนมาให้ความรู้ หรือค้นพบด้วยตัวเอง เพื่อหลีกหลุดพ้นจากหนี้สิน
26 มี.ค. เวลา 04:46
Ped Nipa
ที่พูดมาก็เข้าใจนะคะ คงเหมือนการลงทุน ไม่ลงทุน ไม่ได้มา ก็ขึ้นอยู่กับว่าสุดท้ายแล้วคุ้มค่ามั้ย ชีวิตดีจริงมั้ย มีความสุขจริง ๆ กับสิ่งที่เป็นในวันนี้มั้ย ถ้ามีก็แสดงว่ามาถูกทางละยินดีด้วย แต่ถ้าไม่มี ลึก ๆ มีแต่ความเครียด ก็ลองปรับใหม่หาทางที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ
28 มี.ค. เวลา 06:41
Just Read It แค่อ่านมันส์
ใกล้เคียงคนไทย
26 มี.ค. เวลา 03:44
1
อะไรดี
เห็นด้วยครับ
26 มี.ค. เวลา 02:49
31Singha
ดูเหมือนจะเป็นค่านิยมแห่งยุคสมัยที่น่าเป็นห่วงนะครับ ถ้าอนาคตถ้ายังคงเป็นอย่างนี้ต่อไม่ (ไม่ว่าชนชาติใด) ต่อให้ค่าเงินสูงขึ้นขนาดไหน ก็คงไม่อาจสร้างความมั่งคั้งขึ้นมาได้ เพราะวิ่งไล่ตามกิเลสคนไม่ทัน
26 มี.ค. เวลา 02:49
นะ มะ พุท ธะ
เห็นด้วยครับ เพราะผมก็เรียนอยู่ที่จีนเหมือนกัน วัยรุ่นจีนมีความนิยมในแบรนด์เนมมาก จากการสังเกตของผมบางคนทั้งตัวมีรวมกันกว่า10แบรนด์เลย ดังนั้นประเด็นนี้ผมชอบครับ และน่าเอามาเป็นอุทาหรณ์ให้วัยรุ่นในไทย
26 มี.ค. เวลา 02:48
1
Chaloemphon Thipkasorn
ในไทยเราก็มี เหมือนกัน ลูกสร้างหนี้คิดว่าพ่อแม่จะแก้หนี้ให้ หรือพ่อแม่สร้างหนี้คิดว่าลูกจะแก้หนี้ให้ เอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหนกัน
26 มี.ค. เวลา 02:27
เรื่องเล่าจากดาวนี้
ว้าว เพิ่งเคยทราบเลยค่ะ 🧐
26 มี.ค. เวลา 02:20
26 มี.ค. เวลา 01:31