โพสต์

Morning Update : ทรัมป์ลงนามในกฎหมายงบประมาณช่วยเหลือ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ พุ่งกว่า 1 แสนคน
สำนักข่าว Reuters รายงานว่าทำเนียบขาวได้อนุมัติกฎหมายงบประมาณ "ครั้งใหญ่ที่สุด" ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ
กฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาเมื่อ 2 วันก่อน และล่าสุดมันได้ถูกปรับใช้โดยการลงนามของทรัมป์เรียบร้อยแล้ว (ถือว่าการตอบสนองไวขึ้นกว่าที่ผ่านมา)
"สหรัฐต้องเผชิญกับภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจและสุขภาพที่รุนแรงที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์ การระบาดของ Coronavirus เป็นวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 100 ปี" Nancy Pelosi ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวในช่วงปิดการอภิปราย
ทรัมป์กล่าวว่า "มาตรการนี้จะส่งมอบการบรรเทาทุกข์ที่จำเป็นเร่งด่วน แก่ทุกครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ผมคิดว่าในระยะเวลาอันรวดเร็ว เราจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"
รายละเอียดเบื้องต้นของมาตรการยังคงเหมือนเดิมคือ
1. ช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ 5 แสนล้านดอลลาร์
2. มอบเงินให้สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์
3. จ่ายเงินสดอีกประมาณ 3,000 ดอลลาร์/ครัวเรือน ให้กว่าหลายล้านครัวเรือนทั่วประเทศ รวมเป็นเงิน 2.9 แสนล้านดอลลาร์ โดยแยกเป็น 1,200 ดอลลาร์ให้ชาวอเมริกันทุกคนมีรายได้น้อยกว่า $ 75,000 ต่อปี และสำหรับครัวเรือนที่มีบุตร จะได้รับเงินเพิ่มอีก 500 ดอลลาร์ต่อบุตร 1 คน
4. งบรายเดือนสำหรับคนว่างงานอีก 2.5 แสนล้านดอลลาร์
5. โรงพยาบาลและหน่วยงานสุขภาพที่เกี่ยวข้อง 1 แสนล้านดอลลาร์
ข้อคิดเห็นของ World Maker : จริง ๆ ผมว่าตอนนี้สหรัฐฯ ควรทุ่มงบไปในด้านสุขภาพมากกว่า แต่อาจมีเหตุจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องอัดฉีดเงินมาพยุงเศรษฐกิจไว้ก่อนเป็นอันดับแรก (สงสัยอาการหนักจริง ๆ ครับเศรษฐกิจอเมริกาตอนนี้)
โดยหากสังเกตจากการให้น้ำหนักในการให้งบประมาณของรัฐบาล เรียงจากมากสุดไปน้อยสุด จะได้ดังนี้
1. ภาคเศรษฐกิจ
2. ภาคครัวเรือน
3. ภาคการแพทย์และสุขภาพ
ล่าสุดตัวเลขการว่างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 3.28 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
จำนวนผู้ป่วยล่าสุดทะลุ 1 แสนรายมาอยู่ที่ 101,854 ราย และเสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น 1,589 ราย ข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นภายในวันเดียวถึง 16,419 ราย
สิ่งที่น่าสังเกตคืออเมริกามีอัตราการรักษาที่ "ต่ำมาก" สังเกตได้จาก Active cases ยังคงเป็น 97,794 ราย เมื่อนำมาหักลบกับยอดผู้ติดเชื้อทั้งหมดจะได้จำนวน Closed cases เพียง 4,060 ราย และคำนวณอัตราการเสียชีวิตจาก Closed cases ได้ 39% ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างมาก*
*ตัวอย่างเช่น จีน ที่มีอัตราการเสียชีวิตเทียบจาก Closed cases เพียง 4%
อย่างไรก็ตาม อิตาลียังคงเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดในโลกถึง 45% เมื่อเทียบจาก Closed Case รวมถึงยังมียอดผู้ติดเชื้อสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ 86,498 ราย และเสียชีวิตแล้ว 9,134 ราย
Source : Worldometers
ทางฝั่งอุตสาหกรรมการบินของสหรัฐฯ ออกมาแถลงการณ์สนับสนุนมาตรการณ์ของรัฐบาล แต่พวกเขาก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "มาตรการเหล่านี้จะไม่สามารถช่วยบรรเทาวิกฤตของอุตสาหกรรมการบินได้เลย"
การคาดการณ์ขอเหล่าผู้บริหารในภาคอุตสาหกรรมการบินหลายแห่งกล่าวว่า "การแพร่กระจายของ Coronavirus จะส่งผลให้ Demand หดตัวลงอย่างมากในอย่างน้อยอีกหลายเดือนต่อจากนี้ และอาจจะยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า"
ก่อนเกิดวิกฤต สายการบินของสหรัฐฯ ขนส่งผู้โดยสารกว่า 2.5 ล้านคนต่อวัน แต่ขณะนี้จำนวนผู้โดยสารเหลือเพียง 10-20% ซึ่งหมายความว่าปริมาณรายได้จะลดลง 80-90% เช่นกัน และถึงแม้ว่าสายการบินหลายแห่งจะลดกำลังการผลิตลงอย่างมาก (ในที่นี้หมายถึงลดเที่ยวบิน ลดการจ้างงาน และลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย
การกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม และการติชมในเชิงสร้างสรรค์ของคุณ เป็นกำลังใจให้เราและเหล่าอาชีพนักเขียนทุกคนในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ขอเชิญทุกท่านร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้ที่ดีด้วยกันกับเรา
World Maker
สามารถติดตาม World Maker ผ่านทาง Facebook ได้แล้ววันนี้ที่
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความคิดเห็น

Mr.Poo

อเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ไม่ต้องมีสินทรัพย์หรือทองคำมาค้ำประกัน สามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาเท่าไรก็ได้ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนะครับ
28 มี.ค. เวลา 02:38

P u p u

อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบหลายรอบ สงสัยจังว่าเงินดอลลาร์ในตอนนี้พิมพ์ออกมาได้อย่างกับแบงค์กงเต๊กแล้วเค้าใช้อะไรแบคอัพค่าเงินในตอนนี้คะ ทองคำ น้ำมัน ?
28 มี.ค. เวลา 01:47

P u p u

แล้วถ้าในอนาคตเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น มันจะพังแบบไหนล่ะคะ มันไม่เละตุ้มเป๊ะแล้วลากประเทศอื่นๆพังไปด้วยกันรึเปล่า
28 มี.ค. เวลา 02:13
28 มี.ค. เวลา 01:23