โพสต์


หลังจากเครื่องบินตก นี่คือวินาทีดิ้นรนหนีตายเอาชีวิตรอด ใครจะอยู่ ใครจะตาย จากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ นี่คือเรื่องราวระทึกใจ ในช่วงเดิมพันความเป็นความตาย

[ โศกนาฏกรรมมิวนิค เดอะ ซีรีส์ Part 3 ]

ในช่วงเวลาแค่ 1 นาทีเท่านั้น กับความพยายามที่จะเอาเครื่องขึ้น ปรากฏว่าเครื่องบินแอร์สปีด แอมบาสเดอร์ เละกระจุยไม่เหลือชิ้นดี ด้วยความเร็วเกินร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องบินพุ่งชนบ้านคน ต้นไม้ และรถบรรทุกเต็มแรง ทำให้ทุกอย่างพังเละไปหมด

ปีกซ้ายของเครื่องบินพุ่งไปชน บ้านของแอนนา วิงค์เลอร์ ชาวบ้านละแวกนั้นจนไฟไหม้ลุกท่วม ส่วนท้ายเครื่องเกิดระเบิดอย่างรุนแรง นั่นทำให้นักเตะแมนฯยูไนเต็ดกลุ่มที่นั่งท้ายเครื่องตายคาที่

แอนนา วิงค์เลอร์ อุ้มลูกเล็ก 2 คน หนีตายออกมาจากบ้านได้ทันเวลาก่อนที่ไฟจะเผาบ้านเธอทั้งหลัง ขณะที่ลูกสาววัย 4 ขวบอีกคน คลานหนีออกมาได้อย่างฉิวเฉียด ครอบครัววิงค์เลอร์ไม่มีใครเสียชีวีตจากเหตุการณ์นี้

ด้วยการกระแทกอย่างแรงทำให้เครื่องบินขาดครึ่ง คนที่อยู่ท้ายลำตายทันที คนที่อยู่กลางลำกระเด็นออกมาเกลื่อนพื้นหิมะ ส่วนคนที่นั่งด้านหน้าลำจะติดอยู่ในซากเครื่องบิน

เครื่องบินกระจุย

ที่ค็อกพิต กัปตันเจมส์ เธนส์ ยังมีสติอยู่ และยังเคลื่อนไหวตัวเองได้ เขาปลดเข็มขัดนิรภัยออก หันไปดูนักบินผู้ช่วยทางด้านซ้าย ปรากฏว่าผู้ช่วยกัปตันเคนเน็ธ เรย์เมนต์ อาการหนักมาก ตัวเครื่องบินด้านที่เรย์เมนต์นั่งอยู่ก็อัดก็อปปี้กับต้นไม้เต็มๆ จนเหล็กยุบไปเลย

"ผู้โดยสาร เป็นไงบ้าง" เรย์เมนต์ถาม เขาพยายามจะดันตัวเองออกมาจากที่นั่งนักบิน แต่ไม่มีประโยชน์ เพราะเหล็กของเครื่องบินอัดกระแทกขาเขาจนกระดูกหัก 5 ส่วน และไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น เรย์เมนต์ก็สลบเหมือดไป อาการของเขาเป็นตายเท่ากัน

กัปตันเธนส์รีบเอาตัวออกมาเพื่อหาคนมาช่วยเรย์เมนต์ และในฐานะกัปตันเขาต้องช่วยผู้โดยสารออกจากเครื่องบินให้ได้อย่างปลอดภัยด้วย

เธนส์คลานออกมาจากห้องนักบิน และสิ่งที่ทำให้เขาต้องหวาดผวาก็คือมีสะเก็ดเปลวไฟ เกิดขึ้นอย่างน้อย 7-8 จุด เธนส์ขนลุกวาบทันที เพราะเครื่องบินลำนี้เพิ่งเติมน้ำมันมาเต็มถัง เตรียมเดินทางจากมิวนิคไปแมนเชสเตอร์ นั่นแปลว่าถ้าไฟติดขึ้นมาเมื่อไหร่ ระเบิดตูมเละเทะแน่นอน

แฮร์รี่ เกรก นายทวารของแมนฯยูไนเต็ด ที่เพิ่งถูกซื้อตัวมาจากดอนคาสเตอร์เมื่อ 6 สัปดาห์ก่อน ลืมตาได้สติขึ้นมา เขาอยู่ในซากของเครื่องบินในส่วนหน้า

แฮร์รี่ เกรก

เกรก โดนซากเหล็กและสิ่งของที่กระจัดกระจายทับตัวเขาเต็มไปหมด แต่เขาก็ตะเกียกตะกายออกมา และคลานออกมาที่ด้านนอกได้สำเร็จ คนแรกที่เขาเจอคือเบิร์ต เวลลีย์ โค้ชทีมชุดใหญ่ที่นั่งข้างแมตต์ บัสบี้

เบิร์ต เวลลีย์นั่งอยู่กลางเครื่อง ในจุดที่ลำเครื่องขาดเป็นสองท่อน เวลลีย์กระเด็นออกมานอนจมหิมะอยู่ รอบตัวไม่มีบาดแผลอะไรเลย แต่ดวงตาของเขาเบิกโพลง เกรกรู้ทันทีว่าเวลลีย์เสียชีวิตแล้ว โค้ชที่เพิ่งซ้อมฟุตบอลด้วยกันเมื่อ 2 วันก่อน ตอนนี้กลายเป็นศพอยู่บนพื้นหิมะ

เกรกกวาดสายตาไปรอบๆ เขาเห็นแต่ซากเครื่องบินที่กระจัดกระจายเต็มไปหมด สภาพเครื่องตอนนี้ ไม่มีปีกทั้งสองข้างเพราะชนกับบ้านคน และรถบรรทุกจนหักเละเทะไปหมดแล้ว ส่วนท้ายลำก็ไม่มีสภาพ เพราะระเบิดยับไปหมดแล้ว

เขาพยายามเรียกสติของตัวเองกลับมา และพบว่าตัวเองเลือดไหลที่จมูก ขณะที่แผ่นหลังของเขาที่โดนกระแทกอย่างจังก็เจ็บปวดมาก ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ชัดๆ ให้ตายเถอะ ไม่จริง มันไม่น่าเป็นไปได้

ในขณะที่แฮร์รี่ เกรก กำลังมึนงง ตอนนี้ที่แทงค์น้ำมันของเครื่องบินมีน้ำมันไหลออกมาเรื่อยๆ ซึ่งถ้าไปโดนไฟเข้าเมื่อไหร่ล่ะก็ คนที่ติดอยู่ในซากตายทั้งหมดแน่ๆ ซึ่งภาพที่เกรกเห็นคือ กัปตันเธนส์ กับจอร์จ ร็อดเจอร์ส นักสื่อสารวิทยุของสายการบินที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้คว้าเอาถังดับเพลิงรีบมาใช้งานเพื่อแก้สถานการณ์ โดยพยายามดับจุดที่อยู่ใกล้กับแทงค์น้ำมันที่รั่วมากที่สุด

นอกจากกัปตันเธนส์แล้ว เกรกเห็นคนอื่นที่รอดชีวิตอยู่เหมือนกัน ได้แก่สองแอร์โฮสเตส โรสแมรี่ เชเวอร์ตัน กับ มาร์กาเร็ต เบลลิส ที่นั่งหน้าสุด พวกเธอรอดทั้งคู่ รวมถึงสองช่างภาพจากหนังสือพิมพ์เดลี่ เมล์ ปีเตอร์ ฮาวเวิร์ด และ เท็ด เอลยาร์ด ที่เสื้อผ้าเละเทะไปหมดแล้ว แต่ก็ยังยืนและเดินไหว

ด้วยความที่ไฟมีสิทธิจะไปถึงแทงค์น้ำมันได้ทุกเมื่อ ทำให้แอร์โฮสเตส และ 2 ช่างภาพวิ่งหนีตายไปจากจุดเกิดเหตุให้ไกลที่สุด ส่วนเกรกที่ยืนมึนๆอยู่ โดนกัปตันเธนส์ตะโกนด่าด้วยเสียงดัง "วิ่งหนีไปสิไอ้โง่ หนีไปเร็ว เครื่องบินนี้มันจะระเบิดอยู่แล้ว!"

ถึงตรงนี้ แฮร์รี่ เกรก กลับมามีสติอีกครั้ง เขามีลินดา ลูกสาววัย 2 ขวบรออยู่ที่บ้าน การที่เขารอดจากเหตุเครื่องบินชนมาได้ มันคือปาฏิหาริย์จากสวรรค์ ดังนั้นเขาอุตส่าห์รอดมาได้ครั้งแรกแล้ว จะไม่ยอมตายเพราะเครื่องบินระเบิดแน่ๆ เขาต้องกลับไปหาลูกสาวให้ได้

เกรกเตรียมตัวจะออกวิ่ง แต่ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมา เขาหยุด และหันไปดู

เขาจำได้ว่าเธอคือผู้หญิงชาวยูโกสลาเวียที่ติดเครื่องมาด้วยที่เบลเกรด เพื่อจะไปหาสามีที่อังกฤษ ผู้หญิงคนนี้ร้องไห้คร่ำครวญ ร้องหาลูกสาววัย 22 เดือนของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆกัน แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าลูกของเธอไปอยู่ที่ไหนแล้ว

เธอชื่ออะไรนะ ใช่ คนแม่เวร่า ส่วนลูกสาวชื่อ เวสน่า

เวร่าขาหักทั้งสองข้าง และกระเด็นออกมานอกเครื่อง เธอฟื้นขึ้นมา กรีดร้องหาลูกสาว และคลานเข้าไปในเครื่องที่กำลังไฟไหม้ ลูกสาวเธออยู่ในนี้

ภาพนี้สะเทือนใจแฮร์รี่ เกรก เป็นอย่างมาก เพราะมันทำให้เขาคิดถึงลูกสาวของเขาขึ้นมาทันที ถ้าลูกสาวเขาต้องเจออะไรแบบนี้ เขาก็ภาวนาว่าขอให้มีใครสักคนที่ช่วยลูกของเขาออกมาอย่างปลอดภัย

"พวกเรา มันมีคนติดอยู่ข้างในซากนะ เรากลับไปช่วยคนอื่นก่อนเถอะ!" เกรกตะโกนบอกกลุ่มผู้รอดชีวิต

ไม่รู้ว่าคนอื่นจะกลับมาหรือไม่ แต่แฮร์รี่ เกรก หันหลังกลับ แล้ววิ่งเข้าไปที่ซากเครื่องบินทันที เพื่อค้นหาหนูน้อยเวสน่าวัย 22 เดือน รวมถึงผู้รอดชีวิตคนอื่นๆด้วย

2 แอร์โฮสเตส และ 2 ช่างภาพจากเดลี่ เมล์ ที่ตอนแรกเหมือนจะวิ่งหนีเอาตัวรอดนั้น สุดท้ายก็วิ่งกลับมา พวกเขา 5 คน (แฮร์รี่ เกรก, โรสแมรี่ เชเวอร์ตัน, มาร์กาเร็ต เบลลิส, ปีเตอร์ ฮาวเวิร์ด และ เท็ด เอลยาร์ด) ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อเข้าไปช่วยคนที่อยู่ส่วนหัวของเครื่องบิน

ในขณะที่ทีมของแฮร์รี่ เกรก กำลังไปช่วยคนในส่วนหัวเครื่องบิน บิล โฟ้กส์ กองหลังคนสำคัญของแมนฯยูไนเต็ดก็ลืมตาตื่นขึ้นมา

ที่นั่งของโฟ้กส์คือบริเวณกลางลำ ที่เป็นโต๊ะสำหรับขาไพ่ พอเขาตื่นขึ้นมาลำตัวของเขาถูกล็อกด้วยเข็มขัดนิรภัยติดกับที่นั่ง แต่ด้านล่างของเขาไม่มีพื้นอีกแล้ว เพราะพื้นของเครื่องบินมันหายไปหมดแล้ว

บิลล์ โฟ้กส์

คนรอบข้างในโต๊ะขาไพ่หายไปหมด ต่างคนคงจะกระเด็นไปคนละทิศละทาง อัลเบิร์ต สแกลลอน นักเตะดาวรุ่งวัย 22 ปีที่นั่งข้างๆกันหายไปไหนก็ไม่รู้ เช่นเดียวกับเคน มอร์แกนส์ นักเตะที่ตัวเล็กที่สุดในทีม ที่นั่งใกล้กับเขาอีกคนก็ไม่อยู่ใกล้ๆ

โฟ้กส์เห็นควันไฟอยู่ใกล้ๆกับแทงค์น้ำมัน เขาใช้เวลารวมสติก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยออก ใช้ความระวังตัวไม่ให้หล่นร่วงลงไปด้านล่าง จากนั้นเอาตัวออกมาได้จากซากเครื่องบิน โฟ้กส์ไม่ได้ใส่รองเท้า เขาวิ่งลุยหิมะพยายามไปให้ไกลที่สุด จนห่างจากเครื่องบินราวๆ 40 หลา เขาหยุดวิ่ง แล้วหันไปดูซากเครื่องบิน

ท้ายเครื่องบินที่มีธงยูเนียนแจ๊คไฟไหม้เละไม่เหลือซาก สภาพบ้านเรือนบริเวณนั้นกระจุยกระจายจากแรงกระแทกของเครื่องบิน กวาดตาดูมีคนนอนเกลื่อนพื้น จมอยู่บนหิมะนับสิบคน

โฟ้กส์ ไม่อยากจะเชื่อ ทุกคนกำลังเตรียมจะกลับบ้านไปหาครอบครัวของตัวเองแท้ๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้น

แฮร์รี่ เกรกเดินเข้าไปที่ซากส่วนหัวของเครื่องบิน ระหว่างทางเขาเจอสัมภาระที่โหลดขึ้นเครื่อง หล่นกระจัดกระจายตลอดทาง

เกรกตามเวร่า ที่คลานเข้าไปยังซากเครื่องบิน เขาเจอเวร่า กำลังพยายามยกซากสิ่งของที่ทับตัว เวสน่า ลูกสาวของเธออยู่ แต่ด้วยสภาพที่คุณแม่ขาหักทั้งสองข้าง ทำให้เธอไม่มีแรงพอจะทำอะไรได้

เกรกจึงช่วยยกสิ่งของต่างๆออกไป แล้วอุ้มเวสน่าออกไปจากซากเครื่องบินก่อน โดยหนูน้อยเวสน่า นอนหมดแรง ใบหน้ามีรอยช้ำ และมีแผลขนาดใหญ่ที่ดวงตาหนึ่งข้าง

ด้วยอาการสาหัสขนาดนี้ คงเป็นการยากที่สาวน้อยเวสน่าจะรักษาดวงตาของเธอให้หายดีได้ แต่เกรกรีบอุ้มไปให้แอร์โฮสเตสโรสแมรี่ช่วยดูแลทันที เขาทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว

จากนั้นเขาคลานกลับเข้าไปในซากอีกครั้ง เพื่อช่วยเวร่าออกมา อาการของเธอก็แย่ไม่ได้ด้อยไปกว่าลูกสาวเลย ใกล้ๆดวงตามีแผลขนาดใหญ่ ขาหักสองข้าง กะโหลกร้าว แต่สิ่งที่เวร่าทำ เธอไม่ได้ร้องโอดโอยถึงอาการบาดเจ็บของเธอเอง เธอเอาแต่ร้องถามว่าลูกสาวเธอ ลูกสาวอยู่ไหน ซึ่งเมื่อเกรกพาเธอ ออกมาจากซากเครื่องบินได้สำเร็จ แม่กับลูกก็ได้เจอกัน และเวร่าก็ร้องไห้ออกมา

แม่ และลูก ตระกูลลูคิช ได้รับบาดเจ็บหนักทั้งคู่ แต่ก็รอดชีวิตมาได้ทั้งสองคน

ตอนนี้ส่วนหัวของเครื่องบินไม่มีใครแล้ว เกรกเดินออกมาดูด้านนอก มีคนจำนวนมากที่นั่งกลางเครื่อง แล้วกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น คนแรกที่เขาเจอคือแมตต์ บัสบี้ผู้จัดการทีม

บัสบี้ อาการหนักมากขาซ้ายบิดเบี้ยวไปผิดทิศทาง ซีโครงหัก มีแผลฉกรรจ์บริเวณหู และในภายหลังเขาจะรู้ตัวด้วยว่าปอดฉีก เกรกไปช่วยเอาเศษซากเครื่องบินที่ทับตัวบัสบี้ออก "ไม่เป็นไรแล้วบอส คุณรอดแล้ว" เกรกให้กำลังใจบัสบี้

แมตต์ บัสบี้ ที่นอนราบอยู่กับพื้นพยายามยันตัวขึ้นนั่ง แต่ก็ไม่ไหวเขาร้อง "หน้าอกฉัน ขาฉัน" อย่างอ่อนแรง

แมตต์ บัสบี้

ตอนนี้บิล โฟ้กส์ที่วิ่งหนีไปโดยไม่ได้ใส่รองเท้า เขาตั้งสติได้แล้วและกลับมายังจุดเกิดเหตุ แฮร์รี่ เกรกเห็นดังนั้นจึงให้โฟ้กส์คอยอยู่ข้างๆบัสบี้ โดยโฟ้กส์คอยกุมมือบัสบี้เอาไว้ เพื่อให้ผู้จัดการทีมรับรู้ว่าตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

แฮร์รี่ เกรกลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นว่าบัสบี้โอเคแล้ว เขาจึงไปหาเพื่อนร่วมทีมคนอื่นต่อ โดยเฉพาะแจ๊คกี้ แบลนช์ฟลาเวอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขา

เกรก เดินไปหาผู้รอดชีวิต และไปเจอเดนนิส ไวโอเล็ต กับบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน นอนนิ่งใกล้ๆซากเครื่อง เกรกไม่รู้ว่าสองคนนี้มีชีวิตอยู่หรือไม่ ชาร์ลตันไม่มีแผลอะไรเลย ส่วนไวโอเล็ตหน้าผากมีรอยบาดลึกมากจนเลือดท่วมไปทั้งหน้า

เกรกลากทั้งคู่ออกมาห่างจากซากเครื่องบินราว 20 เมตร แล้วเดินไปช่วยคนอื่นต่อ และปรากฏว่าทั้ง 2 คนยังไม่ตาย ชาร์ลตันกับไวโอเล็ตค่อยๆได้สติขึ้นมาทีละคน

ชาร์ลตัน ลืมตาขึ้นมาก่อน เขาคิดว่าตัวเองแบล็คเอาต์ ขาดสติไปราวๆ 3 วินาที แต่ไม่ใช่เลย ชาร์ลตันหมดสติอย่างน้อย 10 นาทีแล้ว เมื่อตั้งสติได้ชาร์ลตันลุกขึ้นมา จึงเดินเข้าไปช่วยบิล โฟ้กส์ที่อยู่กับแมตต์ บัสบี้

จากนั้นไม่กี่วินาที ไวโอเล็ตก็ลืมตาขึ้นมา และเดินมาหาบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน และถามคำถามที่เขาเองก็ไม่รู้พูดไปได้อย่างไร "นี่เครื่องบินเราชนหรอ บ๊อบ?" ซึ่งแค่พริบตาเดียวไวโอเล็ตจึงเข้าใจสถานการณ์ได้โดยที่ชาร์ลตันไม่ต้องตอบ มันเละเทะขนาดนี้ ถ้าไม่ชนแล้วจะเกิดจากอะไรได้

บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน

สำหรับ แจ๊กกี้ แบลนช์ฟลาเวอร์ กองหลังของแมนฯยูไนเต็ด กับโรเจอร์ เบิร์น กัปตันทีม ทั้งสองคนนั่งอยู่ติดกันบนเครื่อง จากนั้นเมื่อเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ ทั้งคู่ก็กระเด็นออกมาใกล้บ่อน้ำเล็กๆ ห่างจากซากเครื่องบินไม่ไกลนัก

แบลนช์ฟลาเวอร์อยู่ด้านล่าง โดยโรเจอร์ เบิร์นนอนทับเขาอยู่ ซึ่งพอแบลนช์ฟลาเวอร์ได้สติ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นไฟลุกไหม้ที่ตัวเครื่องบิน เขาจึงบอกให้โรเจอร์ เบิร์นลุกขึ้นไปที เขาขยับตัวไม่ได้เลย

โรเจอร์ เบิร์น กัปตันของแมนฯยูไนเต็ด ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา นั่นเพราะเขาตายแล้ว

แฮร์รี่ เกรก หลังช่วยบ็อบบี้ ชาร์ลตันเสร็จ ในที่สุดเขาก็เดินมาเจอแบลนช์ฟลาเวอร์ กับเบิร์น และรู้ทันทีเช่นกันว่าเบิร์นเสียชีวิตไปแล้ว เพราะดวงตาของเบิร์นเบิกโพลงอย่างน่าสยดสยอง "สิ่งเดียวที่ผมเสียใจมากที่สุดคือ ทำไมผมไม่ปิดตาเขาซะในตอนนั้น" เกรกกล่าวภายหลัง

แบลนช์ฟลาเวอร์เห็นเกรกเดินมา จึงร้องให้ช่วยทันที "ฉันขยับตัวไม่ได้เลย ฉันเจ็บหลังจริงๆ" นอกจากสภาพจะเละเทะแล้ว ที่แขนของแบลนช์ฟลาเวอร์มีแผลขนาดใหญ่จนเลือดไหลไม่หยุดด้วย แฮร์รี่ เกรกจึงถอดเนกไทของตัวเองแล้วเอามาห้ามเลือดให้ก่อนเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

"อย่าโง่น่า นายไม่เป็นไรหรอก" เกรกตอบกลับไปเพื่อสร้างความมั่นใจให้เพื่อน แม้อาการของแบลนช์ฟลาเวอร์ว่าจริงๆคือหนักเอามากๆ

แจ๊คกี้ แบลนช์ฟลาเวอร์

แฮร์รี่ เกรก อยู่ปฐมพยาบาลแบลนช์ฟลาเวอร์ ส่วนปีเตอร์ ฮาวเวิร์ด และ เท็ด เอลยาร์ด ยังคงหาผู้รอดชีวิตต่อไป และไปเจออีกหลายคนที่ยังรอดมาได้แม้จะเจ็บหนัก

เรย์ วู้ด, อัลเบิร์ต สแกลล่อน และ เคน มอร์แกนส์ สามคนนี้ไม่ได้สติ แต่ยังมีชีวิตรอด พวกเขาโดนลากออกมาจากซาก เอามานอนรวมกันที่พื้นหิมะด้านนอก

ผ่านไปราว 10 นาทีเศษหลังเกิดอุบัติเหตุ รถพยาบาลคันแรกมาถึงจุดเกิดเหตุแล้ว คนที่มีอาการหนักจะขึ้นรถพยาบาลไปก่อนเลย เช่นแมตต์ บัสบี้, แจ๊กกี้ แบลนช์ฟลาเวอร์ และ อีกคนคือจอห์นนี่ เบอร์รี่ ที่กรามยุบเข้าไปเลย หน้าเขาเละเทะจนจำไม่ได้แล้ว ในภายหลังแพทย์ได้ระบุว่า เบอร์รี่กรามยุบ แขนหัก ขาหัก กระดูกเชิงกรานหัก กะโหลกร้าว คือเหมือนปาฏิหาริย์จริงๆที่รอดมาจากการชนครั้งนั้นได้

รถพยาบาลต้องขับไปถึงโรงพยาบาลเรช เดอ ซาร์ ให้เร็วที่สุด เพราะอาการของแต่ละคนอยู่ในสภาวะเป็นตายเท่ากัน

ตอนนี้หน่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาถึงแล้ว ความพยายามของกัปตันเจมส์ เธนส์ ที่ป้องกันไฟไม่ให้ลุกลามไปถึงแทงค์น้ำมันทำได้ผล และเมื่อดับเพลิงมาถึงก็คุมสถานการณ์เอาไว้ได้ เครื่องบินไม่เกิดการระเบิดขึ้น สถานการณ์จบแค่ตรงนี้

ขณะที่กู้ภัยได้เข้าไปช่วยกัปตันเรย์เมนต์ที่ติดโดนเหล็กอัดก็อปปี้อยู่ในค็อกพิต สุดท้ายเอาตัวเรย์เมนต์ออกมาได้ แม้จะอยู่ในสภาพเลวร้ายมากก็ตาม

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงจุดเกิดเหตุแล้ว แฮร์รี่ เกรก, บิล โฟ้กส์, บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน และ เดนนิส ไวโอเล็ต คนที่ยังเดินไหว ก็นั่งรถไปโรงพยาบาล

พวกเขารู้แค่ว่าตัวเองทำเต็มที่แล้ว แต่คนที่เจ็บจะรอดหรือไม่ ก็อยู่ที่สวรรค์แล้ว

44 ชีวิต ที่โดยสารมากับสายการบินบริติช ยูโรเปี้ยน แอร์เวย์ส เสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ 21 คน ส่วนคนที่รอดชีวิตทั้ง 23 คน ประกอบไปด้วย

1- กัปตัน เจมส์ เธนส์

2- ผู้ช่วยกัปตัน เคนเน็ธ เรย์เมนต์ (กระดูกขาหักเป็น 5 ส่วน ศีรษะกระแทกต้นไม้)

3- แอร์โฮสเตส มาร์กาเร็ต เบลลิส

4- แอร์โฮสเตส โรสแมรี่ เชเวอร์ตัน

5- เจ้าหน้าที่วิทยุ จอร์จ ร็อดเจอร์ส

6- นักข่าว แฟรงค์ เทย์เลอร์ (ซี่โครงหัก,แผลขนาดใหญ่ที่ศีรษะ,ขาหัก)

7- ช่างภาพ ปีเตอร์ ฮาวเวิร์ด

8- ช่างภาพ เท็ด เอลยาร์ด

9- ผู้โดยสาร เวร่า ลูคิช (มีแผลใกล้ดวงตา,ขาหักสองข้าง, กะโหลกร้าว)

10- ผู้โดยสาร เวสน่า ลูคิช (แผลรุนแรงที่ดวงตาหนึ่งข้าง)

11- ผู้โดยสาร บาโต้ โทมาเซวิช

12- ผู้โดยสาร เอเลนอร์ มิคลอส (ไฟคลอกร่างกายส่วนหนึ่ง)

13- ผู้จัดการทีม แมตต์ บัสบี้ (ซี่โครงหัก, ปอดฉีก, ข้อเท้าบิดผิดรูป)

14- นักเตะ แฮร์รี่ เกรก (เลือดออกจมูก, ปวดหลัง)

15- นักเตะ บิลล์ โฟ้กส์

16- นักเตะ เดนนิส ไวโอเล็ต (รอยแผลขนาดใหญ่ที่ศีรษะ)

17- นักเตะ บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน

18- นักเตะ แจ๊กกี้ แบลนช์ฟลาเวอร์ (แขนเจ็บหนัก, ซี๋โครงหัก, ไตเสียหาย)

19- นักเตะ เคน มอร์แกนส์

20- นักเตะ เรย์ วู้ด (สมองกระทบกระเทือน)

21- นักเตะ อัลเบิร์ต สแกลล่อน (กระโหลกร้าว)

22- นักเตะ จอห์นนี่ เบอร์รี่ (กรามยุบ แขนหัก ขาหัก กระดูกเชิงกรานหัก กะโหลกร้าว)

23- นักเตะ ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ (ขาหัก,ซีโครงร้าว, ไตเสียหายรุนแรง)

ใน 23 คนที่ยังมีชีวิต แม้จะรอดจากจุดเกิดเหตุมาได้ แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะรอดจากโรงพยาบาล

ค่ำคืนอันโกลาหลที่สนามบินมิวนิคสิ้นสุดลง แต่การต่อสู้แห่งชีวิตของหลายๆคน มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

[จบ Part 3]

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
ลงทุนในความรู้
ติดตามทุกEPครับ
1 เม.ย. เวลา 03:06
1
31 มี.ค. เวลา 15:40
1
31 มี.ค. เวลา 15:10
1
ลองอ่านดู
ติดตามครับผม
31 มี.ค. เวลา 13:54
1
ลงทุนในความรู้
ขอบคุณมากครับ
31 มี.ค. เวลา 12:30
1
31 มี.ค. เวลา 08:12
1
สิงขร สิงขรภูมิ ณ บ้านสิงขร
แทบหายใจไม่ทันครับ ลุ้นจนเหนื่อย
31 มี.ค. เวลา 07:55
1
pharkpoom
ติดตามอ่านมาตั้งแต่ตอนแรกจนถึงล่าสุด เขียนได้ดีมากครับ
31 มี.ค. เวลา 06:57
1
31 มี.ค. เวลา 06:36
1