“เสียงประทัดที่หายไป” เมื่อวิกฤตโควิด ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่คนเป็น แต่ยังส่งผลกระทบถึงคนตายด้วย อะไรจะเกิดขึ้น
“ปัง ปัง ปัง” ผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว กับเสืยงประทัด บางบ้านจุดถึงร้อยดอก พันดอก ก็มีให้ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ
ใช่แล้วครับ ที่เปิดหัวเรื่องมาด้วยเสียงประทัด ก็เพื่อจะสื่อความหมายถึงอีกหนึ่งเทศกาลของคนไทยเชื้อสายจีนในช่วงนี้
“เทศกาลเซ็งเม้ง” หรือ “เชงเม้ง”(แบบสำเนียงแต้จิ๋ว) หรือ”เฉ่งเบ่ง”(ในสำเนียงฮกเกี้ยน) ที่มีความหมายโดยรวมว่า สะอาด บริสุทธิ์ หรือ ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส
ที่ประเทศจีนจะเริ่มเทศกาลนี้ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน ส่วนของคนไทยเราจะเป็นวันที่ 5 เมษายน ของทุกปี แต่ปีนี้วันเซ็งเม้งของไทยเราตรงวันเสาร์ วันที่4 เมษายน 2563
ซึ่งในทุกๆปี ลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีน ก็จะเดินทางไปตามสุสานหรือ ฮวงซุ้ยในที่ต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ
สุสานที่จังหวัดชลบุรี แบบว่าโล่งมาก
เนื่องด้วยเหตุการณ์วิกฤติโควิดระบาด จึงทำให้ไม่มีใครที่อยากจะเดินทางไปกราบไหว้บรรพบุรุษตามที่ต่างๆ รวมทั้งนโยบายของทางภาครัฐก็ออกมาขอความร่วมมือด้วย
จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ป่าช้าในป่าช้า หรือความเงียบสงบจนถึงขั้นสนิท ในวันเซ้งเม้งในปีนี้
เพจ ใจดีเป็นคนชลบุรี และบ้านแม่ของใจดี ก็อยู่ในซอยเขาน้อย ซึ่งเป็นซอยที่ต้องใช้เดินทางไปฮวงซุ้ย ซึ่งโดยปกติของทุกปีจะต้องมีรถติดยาว เรียกว่าติดกันแบบไม่ต้องขยับกันเลย
แต่ปีนี้ภาพที่เห็นคือ ถนนในซอยโล่งมาก55 ถามว่าดีไหม ก็ดี แต่พ่อค้าแม่ค้า ที่อยู่ในซอยก็ต้องขาดรายได้ไปเยอะพอตัวเหมือนกัน
ถนนในซอยเขาน้อย ทางเข้าไปสุสาน
จากการที่ผมสอบถามคนในพื้นที่ และคนที่ดูแล สุสาน พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกัน “ปีนี้แย่เลยขาดรายได้จากวันเช้งเม้งไปเป็นแสน”
ใช่แล้วครับฟังไม่ผิด รายได้เป็นแสนจริงๆ สมัยก่อนตอนใจดีเป็นเด็กๆ ก๋งของใจดีก็ได้รับสัมปทานดูแลหลุมในสุสานประมาณ60หลุม
รายได้หลักๆก็จะมี การดูแลหลุมให้แก่พวกลูกหลาน เช่น ทาสีป้ายหลุมศพ ถางหญ้าที่หลุมออกเพียงให้ดูสะอาด
บางหลุมมีการจ้างให้ปลูกหญ้าเพื่อให้ดูสวยงาม บริการกางพื้นผ้าใบกั้นแดด หรือกางเป็นเต้นเลยก็มี
ค่าเฉลี่ยต่อหลุมจะแตกต่างกัน ตามขนาดของหลุมศพนั้นๆ ราคาเริ่มต้นจะอยู่ประมาณ 1,500 - 15,000 บาท แล้วแต่จะตกลงราคากับเจ้าของ
ถามว่าขาดรายได้เพราะอะไร ก็เพราะโดยปกติลูกหลานเจ้าของหลุมศพ ส่วนมากจะมาจ่ายค่าบริการที่ดูแล ในวันที่มาไหว้
พอเกิดวิกฤตโควิด ลูกหลานก็งดการเดินทางมาไหว้ ใช้การทำบุญใส่บาต หรือ ไหว้อยู่ที่บ้านใครบ้านมัน จึงส่งผลให้คนที่ดูแลหลุมศพต่างๆ ไม่สามารถได้รับค่าแรงจากลูกหลานของเจ้าของหลุมศพได้
แต่ก็มีบางคนที่ยังมีนำ้ใจโอนเงินมาให้บางส่วน ซึ่งก็มีส่วนน้อย จนคนดูแล หลายคนเริ่มถอดใจ และเริ่มมีเสียงบ่นให้ได้ยินกันแล้วว่า
ถ้างั้นปีหน้าถ้าไม่มีใครโอนเงินค่าดูแลให้ก่อน หรือเงียบหายไปในปีนี้ ปีหน้าพวกเขาเหล่านี้ก็จะปล่อยให้หลุมศพอยู่ในสภาพรกร้างไปตามสภาพ
จึงเป็นที่มาของบทความนี้ เมื่อลูกหลานเจ้าของหลุมศพไม่มาไหว้ หรือไม่ได้จ่ายค่าบริการในการดูแล ก็อาจจะเป็นไปได้ที่ปีหน้า หลุมศพเหล่านี้อาจถูกปล่อยให้รกร้างได้
หรือเมื่อพฤติกรรมของลูกหลานเกิดเปลี่ยนไป ซึ่งมีหลายๆครอบครัวที่เริ่มไหว้ที่บ้าน หรือไหว้ในออนไลน์ จนกลายเป็นนิสัย เราอาจจะได้เห็นการดิสรัปชั่นสุสานในอนาคตก็เป็นได้
ปล บทความนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อลบหลู่ แต่พยายามชี้ให้เห็นแง่มุม ที่มีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตโควิด ว่าอาจจะมีผลกระทบที่กว้างและน่าสนใจ ในมุมที่เราๆท่านๆไม่ทันได้สังเกต หวังว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆนะครับ🙏
สามารถติดตามได้ที่ facebook #ถ้าใจเราดี.อะไรๆก็ดีไปหมด
ความคิดเห็น
เก็บฝัน..
ปีนี้..เค้าไหว้ที่บ้านค่ะ.. ไม่สะดวกไปจริง ๆ คนสูงอายุเดินทางไปด้วย เสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายค่ะ^^
9 เม.ย. 2020 เวลา 02:55
ถ้าใจเราดี..อะไรๆก็ดีไปหมด
ปลอดภัยไว้ก่อนดีแล้วครับเพ็ญ😆
9 เม.ย. 2020 เวลา 06:09
The once.
ขนาดสุสานก็อาจจะยังโดน ดิสรับชั่นเลย แย่เลยนะครับกับผลกระทบกับวิกฤตินี้.
9 เม.ย. 2020 เวลา 01:07
มุมมอง...ชาวบ้าน🌱🌱
เงียบเหงามากค่ะ😢
9 เม.ย. 2020 เวลา 00:57