7 เม.ย. 2020 เวลา 06:32 • บันเทิง
นโปเลียนโบนาปาร์ตจักรพรรดิฝรั่งเศส 9
1
ต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านที่บทความเรื่องนี้ช้าไปหลายวันเจเจ้เองเขียนไปเป็นพักตอนๆเนื่องจากโควิด-19ที่เข้ามาป่วนชีวิตและการงานแก้ไขกันแบบวันต่อวันเพราะเจเจ้ทำอาชีพอิสระไม่ได้มีเงินเดือนซึ่งความเดือดร้อนนี้แผ่กระจายไปทุกคนทุกกลุ่มทุกธุรกิจช่วงนี้สมองเลยทำงานหนักมีงานเขียนในbdนี่แหละเป็นเพื่อนให้ได้เขียนผ่อนคลายเรื่องราวไปได้บ้างวันนี้เรามาต่อตอนถัดไปของจักรพรรดิคนเก่งที่มีความทะเยอทะยานสู้ไม่ถอยมีทั้งเชิงรุกเชิงรับให้ศึกษาค่ะ
การศึกที่ถอยไม่ได้ของจักรพรรดิฝรั่งเศส
ในปี ค.ศ. 1808 นโปเลียนได้สร้างระบบศักดินาของจักรวรรดิฝรั่งเศสให้แก่กลุ่มชนชั้นสูงที่แวดล้อมเขา ไม่นานต่อมาบรรดานายพันและนายพลของนโปเลียนต่างได้รับฐานันดรเป็นท่านเค้าท์แห่งจักรวรรดิ เจ้าชายแห่งเนอชาเตล ดยุคแห่งโอเออสเต็ดท์ ดยุคแห่งมงต์เบลโล ดยุคแห่งดันต์ซิก ดยุคแห่งเอลชิงเกน กษัตริย์แห่งเนเปิล ฯลฯ
จากกรุงอัมสเตอร์ดัมจากถึงกรุงโรม จักรวรรดิของนโปเลียนมีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านคน โดยมีเพียง 30 ล้านคนเท่านั้นที่เป็นชาวฝรั่งเศส
ปฏิบัติการที่คาบสมุทรไอบีเรีย ออสเตรีย และรัสเซีย
รบไม่ถอยคาบสมุทรไอบีเรีย
เนื่องด้วยแนวคิดของอังกฤษที่จะกีดกันเรือสินค้าฝรั่งเศส นโปเลียนเลยพยายามจะบังคับให้เกิดการกีดกันภาคพื้นทวีป โดยมีวัตถุประสงค์จะหยุดยั้งกิจกรรมทางการพาณิชย์ของอุตสาหกรรมอังกฤษ โปรตุเกส อันเป็นประเทศพันธมิตรของอังกฤษ
มาเป็นเวลาช้านาน ปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญานี้ นโปเลียนจึงขอความช่วยเหลือจากสเปนในการบุกโปรตุเกส
ในที่สุดเขาก็ได้รุกรานประเทศสเปน และตั้งโจเซฟ โบนาปาร์ต น้องชายขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองที่นั่น และโปรตุเกสก็ถูกนโปเลียนรุกรานเช่นกันในปี ค.ศ. 1807
ประชากรส่วนหนึ่งของสเปนที่คลั่งใคล้ในกลุ่มนักบวชได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านชาวฝรั่งเศส ในไม่ช้า กองพลทหารราบฝีมือเยี่ยมของอังกฤษ
บัญชาการโดยว่าที่ดยุคแห่งเวลลิงตันก็ได้เคลื่อนทัพสู่สเปน โดยผ่านประเทศโปรตุเกสในปี ค.ศ. 1808 และด้วยความช่วยเหลือของกลุ่มผู้รักชาติชาวสเปน ก็ได้ผลักดันกองทัพฝรั่งเศสออกจากคาบสมุทรไอบีเรีย ในขณะที่กองทหารที่ฝีมือดีที่สุดของ
ฝรั่งเศสดำเนินภารกิจอยู่ในสเปน ออสเตรียก็ได้บุกฝรั่งเศสอีกครั้งจากแถบเยอรมนี และถูกปราบลงอย่างราบคาบในสมรภูมิ
ที่เมืองวากร็อง จอมพลลานส์ เพื่อนและผู้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ของจักรพรรดินโปเลียนได้ถึงแก่กรรมที่เมืองเอสลิง
1
หลังจากที่ พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย ได้รับการหนุนหลังจากชนชั้นสูงในรัสเซียที่เข้าข้างฝ่ายอังกฤษก็ได้ปฏิเสธที่จะร่วมมือกับนโปเลียนในการโจมตีสหราชอาณาจักร
นโปเลียนซึ่งเชื่อว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงสงครามกับอังกฤษได้ได้กรีฑาทัพบุกรัสเซียในปี ค.ศ. 1812 ทัพใหญ่ของ
นโปเลียนประกอบด้วยกองทัพพันธมิตรอิตาลี เยอรมนีและออสเตรีย
มีขนาดมหึมา มีทหารกว่า 600,000 นายที่ร่วมเดินทัพข้าม แม่น้ำนีเมน
4
พวกรัสเซียที่บัญชาการโดยมิคาอิล อิลลาริโอโนวิทช์ โกเลนิทเชฟ-คูตูโซฟ ได้ใช้ยุทธวิธี แผ่นดินเดือด โดยถอยร่นให้ทัพฝรั่งเศสตามเข้ามาให้รัสเซีย การรบที่สมรภูมิเมืองมอสโกวาเมื่อวันที่ 12 กันยายน ไม่มีผู้ใดแพ้ชนะ แม้ว่าพวกรัสเซียจะเป็นฝ่ายทิ้งชัยภูมิ แต่ทั้งสองฝ่ายก็เสียทหารไปในจำนวนเท่า ๆ กัน
วันรุ่งขึ้นหลังจากกองทัพฝรั่งเศสเคลื่อนทัพเข้ากรุงมอสโก ก็พบว่ามอสโกกลายเป็นเมืองร้าง เมื่อฝรั่งเศสตายใจ พวกรัสเซียได้จุดไฟเผากรุงมอสโกในทันที ทำให้นโปเลียนต้องถอยทัพ ฤดูหนาวอันโหดร้าย กำลังจะมาเยือนดินแดน แถบรัสเซียในอีกเพียงไม่กี่วัน นโปเลียนที่คาดว่าจะมีความเคลื่อนไหวจากพระเจ้าซาร์ได้ชะลอการถอยทัพไปจนถึงนาทีสุดท้าย
กองทัพฝรั่งเศสได้ถอยทัพอย่างทุลักทุเลไปทางเยอรมนี ในช่วงฤดูหนาวของรัสเซีย ผ่านดินแดนที่เคยเป็นทางผ่านตอนขามาและถูกโจมตีเสียย่อยยับ ในจำนวนทหารเกือบ 500,000 นายที่เข้าร่วมรบ มีเพียงหมื่นกว่านายที่สามารถข้ามแม่น้ำเบเรซินา
กลับมาได้ แถมยังถูกกองทัพรัสเซียดักโจมตี ทัพใหญ่ของนโปเลียนต้องถึงกาลล่มสลายเนื่องด้วยไม่รู้จักพื้นที่ดีพอ
1
หลังจากที่ได้ใจจากข่าวความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในรัสเซีย กษัตริย์ยุโรปหลายพระองค์ได้แปรภักดิ์จากฝ่ายนโปเลียนและยกทัพมารบกับฝรั่งเศส นโปเลียนซึ่งถูกคนในกองทัพของเขาเองทรยศ ได้พบกับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงที่สมรภูมิเมืองไลปซิก หรือที่รู้จักในนามของ สงครามนานาชาติ ซึ่งกองทัพฝรั่งเศส 180,000 นายปะทะกับกองทัพพันธมิตร 300,000 นาย
(รัสเซีย ออสเตรีย เยอรมนี สวีเดน) จอมพลโจเซฟ แอนโทนี โปเนียโตวสกี เจ้าชายแห่งโปแลนด์และพระราชนัดดาของกษัตริย์องค์สุดท้ายของโปแลนด์ ได้สิ้นพระชนม์ลงในการรบครั้งนี้ หลังจากพยายามนำทหารของพระองค์ข้ามแม่น้ำเอลสเตอร์มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 100,000 คน
1
ทางด้านครอบครัวของจักรพรรดิ
นโปเลียนโบนาปาร์ต
2
หลังจากโฌเซฟีนไม่สามารถที่จะมีพระโอรสให้แก่จักรพรรดิได้ โฌเซฟีนจึงต้องหย่าขาดจากนโปเลียนในที่สุด หลังจากนั้นโฌเซฟีนก็ย้ายไปอยู่ที่คฤหาสน์มาลเมซอง เพื่อเปิดทางให้จักรพรรดินีพระองค์ใหม่ซึ่งก็คือ อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1810 ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส (โดยฉันทะ) กับอาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรียการแต่งงานที่มีความเกลียดชังการแต่งงานการเมือง เพื่อเป็นการสานสัมพันธไมตรีและหลีกเลี่ยงสงครามกับ อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์ได้ให้กำเนิดพระราชโอรสหนึ่งพระองค์ ได้แก่ นโปเลียนที่ 2 ทรงได้รับการแต่งตั้งจากนโปเลียนให้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์แห่งกรุงโรม ดยุกแห่งไรช์ชตาดท์ แต่เรามักจะเรียกพระองค์ว่านโปเลียนที่ 2 เสียมากกว่า แม้ว่าพระองค์จะไม่เคยขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสอย่างแท้จริงเลยก็ตาม ถ้าจะว่ากันตามทฤษฎีแล้ว รัชสมัยของพระองค์กินระยะเวลาเพียง 15 วัน ระหว่างวันที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ถูกบังคับให้สละพระราชบัลลังก์ครั้งแรก จนกระทั่งมีการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง พระฉายานามว่า เหยี่ยวน้อย นั้นมาจากบทกวีของวิคเตอร์ มารี อูโก ที่ประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1852
อีกสองปีต่อมา จักรพรรดินโปเลียนได้นำพระโอรสน้อยไปเยี่ยมพระนางโฌเซฟีนครั้งแรก พระองค์ดีใจอย่างสุดซึ้ง น้ำพระเนตรไหลพรากด้วยความปลาบปลื้ม ที่เห็นอดีตพระสวามีสมพระทัย
โฌเซฟีนใช้เวลาให้ผ่านไปกับการทำสวนดอกไม้ ซึ่งโดยเฉพาะกุหลาบที่ชอบมากที่สุด จนสวนดอกไม้ของโฌเซฟีนเป็นสวนที่สวยที่สุดในปารีส นโปเลียนจะมาเยี่ยมและสนทนารวมทั้งปรึกษาเรื่องต่าง ๆ เสมอ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1814 นโปเลียนพ่ายแพ้แก่กองทัพสัมพันธมิตรอย่างยับเยิน นโปเลียนถูกบังคับให้สละราชสมบัติและถูกย้ายไปที่เกาะเอลบา แต่ก็ทรงมาเยี่ยมโฌเซฟีนด้วย
ติดตามตอนต่อไป
Cr.ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส หอสมุดแห่งชาติ
โฆษณา