โพสต์


"ฝากร้านให้ปังต้องทำยังไง?"

ณ ชั่วโมงนี้ถ้าคุณยังไม่เคยไปจ่ายตลาดที่จุฬาและธรรมศาสตร์ถือว่าเชยนะครับ ตลาดที่ว่านี้ไม่ได้อยู่แถวสามย่านและท่าพระจันทร์ หากอยู่บน FB Group ที่มันอเมซิ่งมากๆ คือจำนวนสมาชิกของทั้ง 2 ตลาดแตะหลักแสนรายภายใน 1 สัปดาห์ และของที่คุณหาซื้อจากตลาดนี้ได้มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ

ของที่ขายดีมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอาหารการกิน แฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ส่วนของที่แปลกที่สุดที่เคยเจอ คือการฝากร้านขายโลงศพ จรเข้ สนามยิงปืน

หนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้ Marketplace ทั้ง 2 แห่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามคือ การสร้างบรรยากาศให้เหมือนงานคืนสู่เหย้า พี่น้องศิษย์เก่ามาพบปะกันในยามวิกฤต ช่วยกันทำมาหากิน ใครใคร่ค้าก็โพสต์ขายของไป ใครใคร่ซื้อก็ตามไปกดไลค์อุดหนุนสินค้าของเพื่อนฝูงกันเข้า

ผมขอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นปรากฎการณ์เพราะตลาดนี้ติดเทรนด์ไวเวอร์ มีการฝากร้านนับเป็นหลักพันโพสต์ต่อวัน โพสต์ที่ Engagement สูงๆ มีคนตามไปกระทืบไลค์เฉียดครึ่งหมื่น อยากรู้จริงๆ ว่าวันๆ นึงมูลค่าการซื้อขายจาก 2 ตลาดนี้จะสูงขนาดไหน

ถ้าคุณเป็นศิษย์เก่าของทั้ง 2 สถาบันนี้ เตรียมเนื้อเตรียมตัวเข้าไปฝากร้านกันได้เลย ถึงจะมาช้าไปนิด แต่ก็อยากให้ศึกษาแนวทางการเขียนโพสต์ข้อความจากรุ่นพี่กันซักนิด ว่าเขาทำอย่างไรจึงทำให้โพสต์นั้นถูกดันไว้ด้านบนตลอดเลย

นี่คือ 8 เทคนิคที่ขอนำมาฝากกัน เพื่อให้การฝากร้านของคุณครั้งหน้าได้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น

1. เขียนคอนเทนต์ให้กระชับและรู้เรื่องภายใน 5 บรรทัดแรก : เพราะถ้าเลย 5-6 บรรทัดขึ้นไป ข้อความจะถูกย่อเพื่อให้เรากดอ่านต่อ (see more) แล้วลองคิดดู Feed มันไหลไปไวมาก ถ้าภายในไม่กี่วิ คุณไม่สามารถหยุดสายตาคนเข้ามาช้อปได้ โอกาสที่คนจะไถ Feed ผ่านเลยไปจะสูงมาก เพราะฉะนั้นฝึกแนะนำตัวแบบคูลๆ เข้าไว้ ให้คิดเสียว่านี่คือการทำ pitching เพื่อเรียกแขกเข้าร้าน

2. เลือกภาพที่ดูสวย โดดเด่น และน่าดึงดูด : ถ้าเป็นไปได้คัดมาแค่ 3-4 ภาพพอ เพราะภาพแรกที่โหลดขึ้นไปมันจะมีขนาดใหญ่กว่าภาพอื่น ภาพนี้ทำหน้าที่เป็น cover page ซึ่งวางอยู่กลางจอ (ในกรณีที่เป็นภาพแนวนอน) ส่วนอีก 3 ภาพที่เหลือคือโชว์ภาพสินค้าขายดี แต่ถ้าตัดสินใจโหลดภาพมากกว่า 4 ก็ไม่ได้ผิดกฎแต่อย่างใด เพียงแต่ขนาดของรูปจะเล็กเท่ากันหมด ให้ทดลองสลับภาพไปมา จัด layout ให้หน้าร้านดูสวยงาม จุดประสงค์หลักคือการใช้ภาพหยุดสายตาคนเสมือนว่านี่คือบิลบอร์ดของร้านเรา มองป๊าดต้องรู้ทันทีว่าต้องการจะสื่ออะไร

3. เขียนโพสต์ให้ดูกันเอง เป็นธรรมชาติ ใส่รายละเอียดให้ครบ ให้คนอ่านไม่ต้องเดาว่าคุณต้องการอะไรจากสังคม : แนะนำให้เขียนข้อความขึ้นมาใหม่ เสมือนว่าคุณกำลังขายของกับเพื่อนฝูง เพราะฉะนั้นสำนวนภาษาไม่ควรเป็นทางการมาก บางคนขี้เกียจเขียนเรียงความ ก็เลยใช้วิธีแชร์โพสต์จากหน้าเพจมาแปะเฉยเลย อันนี้เฟลมาก เพราะนอกจากดูไม่จริงใจแล้ว โอกาสที่ยอด reach ตกจะมีสูงมากด้วย

4. หลีกเลี่ยงการแปะลิงค์ URL เพื่อดึงลูกค้าไปที่เวบไซต์อื่น : ถ้าคุณทำข้อ 3 ได้ครบถ้วน คุณจะสามารถปิดการขายได้ โดยไม่ต้องลากลูกค้าออกไปที่ช่องทางอื่น และอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Facebook จะให้ค่าความสำคัญของการพยายาม route หรือ redirect ไปปิดการขายที่ช่องทางอื่น "ต่ำ" นั่นหมายความว่าโอกาสที่โพสต์นั้นจะถูกเห็นก็จะน้อยไปด้วย ทางแก้คือให้แปะ URL ที่ช่องคอมเมนต์ใต้โพสต์แทนครับ และถ้ามันยาวไป สามารถใช้เครื่องมือ shorten link อย่าง bit.ly ได้ครับ

5. เลือกของขายให้ถูกกาลเทศะ และสร้างเหตุผลดีๆ ให้ลูกค้าซื้อ : สินค้าที่ซื้อแล้วได้ใช้งานจริงย่อมได้เปรียบกว่าสินค้าบริการที่ไม่จำเป็น ณ ตอนนี้ อย่าเพียงเข้ามาบอกว่าคุณขายอะไรโดยไม่แคร์ว่าคนอ่านโพสต์จะได้อะไร? เท่าที่สังเกตดู สินค้าที่ผู้คนกำลังมองหาอยู่แล้วและมีปริมาณจำกัดจะขายดีด้วยตัวมันเอง (ต้องการปิดการขาย) ส่วนของฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็นต่อการซื้อตุนซื้อเก็บมักจะมุ่งหวังแค่สร้างความบันเทิง (ต้องการทำให้เกิดการรับรู้เพื่อความต้องการในอนาคต) เช่นถ้าคุณจะขายห้องพัก (ที่ยังพักไม่ได้ตอนนี้) คุณต้องปรับราคาหรือเงื่อนไขการเข้าพักเพื่อให้คนยินดีรับข้อเสนอแบบปฏิเสธได้ยาก กรณีศึกษาที่น่าสนใจเคสหนึ่งคือ Bhutan in love ขายทริปไปภูฏาน โดยให้เหตุผลว่าไปเที่ยวภูฏาณหลังจบโควิดโดยไม่ต้องผ่านบริษัททัวร์ในไทย แบบว่ามันต้องมี Wow Factor พ่วงท้ายตามมานิดนึง

6. อย่าลืม Add Post Topic (ประเภทสินค้า) เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการค้นหา : วันๆ นึงมีคนโพสต์ข้อความเป็นพัน วิธีการใส่ Topic เพื่อเพิ่ม Category ของสินค้า จะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถตามหาคุณเจอ โดยไม่ต้องงม Feed ลงไปหา จากการเข้าไปส่องดู พบว่า หมวดแฟชั่นเสื้อผ้า/เครื่องประดับ อาหารจานหลักจัดหนักสุดๆ ของทานเล่นไม่แคร์แคล micro influencer และร้านอาหาร/คาเฟ่ เป็น Top 5 ของฟาก มธ ในขณะที่ของห้อง จุฬามาร์เกตเพลส สินค้าขายดี 5 อันแรกจะเป็นหมวด อุปกรณ์รับมือ Covid-19 อาหารคาว กับข้าว เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย snack ขนมปัง ขนมฝั่ง และ Page Youtuber Blogger

7. หลังโพสต์ข้อความให้อยากแล้วอย่าเพิ่งจากไป หมั่นใส่ใจเข้ามาตอบคอมเมนต์ด้วย : ค่า Engagement ที่เกิดจากยอดไลค์ คอมเมนต์ และแชร์ จะทำให้โพสต์คุณยืนหยัดอยู่ด้านบนได้นาน เพราะฉะนั้นการควบคุม response time การตอบให้สั้น นอกจากจะช่วยปิดการขายได้เร็วในยามที่ลูกค้ากำลังช้อปปิ้งกันอย่างเมามัน การโกยพ่อยก แม่ยก หน้าหม้า และ FC มาให้กำลังใจกันถึงหน้าร้านยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือว่าสินค้าของคุณนั้นดีจริง

8. จัดหนัก บอกให้ได้ว่าทำไมลูกค้าต้องซื้อตอนนี้และจากช่องทางนี้ : เป็นธรรมดาที่เพื่อนฝูงคนใกล้ตัวจะมีความคาดหวังว่าจะได้รับสิทธิพิเศษเหนือลูกค้าทั่วไป ถ้าให้ดีพกโปร หรือข้อเสนอพิเศษติดตัวไปด้วย ให้พี่น้องผองเพื่อนรู้ว่านี่คือช่วงสมนาคุณพิเศษสำหรับคนพิเศษ ณ ชั่วโมงนี้สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ยอดขายและกำไร คือการแสดงน้ำใจให้กับคนพวกพ้องเดียวกัน

มีเคสใหม่ๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมายรายวัน อยากให้คุณลองตามไปอ่าน ตามไปเชียร์ แล้วสังเกตมากขึ้นว่าคนที่เขาประสบความสำเร็จเขาทำกันอย่างไร

ถ้าใครอ่านบทความนี้จบแล้ว ยังไม่จุใจ แนะนำให้กดฟังกันต่อที่พอดแคสต์ที่นี่มีเรื่องเล่า EP7 บนช่องทาง Apple Podcasts และ Spotify ผมแปะลิงค์ไว้ให้ใต้โพสต์นี้แล้ว

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนนะครับ ขอบคุณครับ

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้