[ ความภูมิใจของคนแคว้นบาสก์ ] แอธเลติก บิลเบา สโมสรที่นักเตะต้องมีเชื้อสาย "บาสก์" เท่านั้นถึงจะเล่นให้กับทีมได้
ในการแข่งขันฟุตบอลระบบลีก ที่มีการเลื่อนชั้นตกชั้น การแข่งขันจึงมีในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นทีมในกลุ่มลุ้นแชมป์ กลุ่มแย่งโควต้าไปเตะถ้วยยุโรบ หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่หนีตกชั้น ทุกๆทีมจึงต้องมีการลงทุนเสริมทัพนักเตะให้กับทีมเพื่อพร้อมสู้ศึกในแต่ละฤดูกาล จะลงทุนมากหรือน้อยก็อยู่ที่งบประมาณแต่ละสโมสร
ลาลีก้า ฟุตบอลลีกชั้นนำของประเทศสเปน ก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่บรรดาสโมสรต่างๆ ต้องพยายามลงทุนเพื่อซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีม แต่มีอยู่หนึ่งทีมที่ใช้นโยบายปั้นนักเตะเยาวชนเป็นหลัก นั่นคือ สโมสรแอธเลติก บิลเบา
สโมสรที่ปั้นนักเตะเยาวชน แปลกตรงใหน เพราะทุกสโมสรก็ปั้นนักเตะเยาวชนเหมือนกัน
ครับ ถ้าการปั้นนักเตะเยาวชนขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่โดยทั่วไปก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่อย่างใด แต่ที่ แอธเลติก บิลเบา ทำคือการใช้นักเตะเยาวชนที่มีเชื้อสายเป็นคน "แคว้นบาสก์" เท่านั้น ที่จะสามารถเล่นให้กับทีมได้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่สโมสรใช้มาตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมากว่าร้อยปีแล้ว
ทำไมต้องแคว้นบาสก์?
แคว้นบาสก์เป็นหนึ่งในเขตปกครองของประเทศสเปน มีอำนาจอิสระทางการเมืองในรูปแบบสภาปกครองท้องถิ่น และที่สำคัญมีภาษาบาสก์เป็นภาษาของตัวเอง ที่เกือบจะต่างจากภาษาสเปนอย่างสิ้นเชิง (มีทีมชาติเป็นของตัวเองด้วย แต่ไม่ได้ถูกรับรองจากฟีฟ่า) ทำให้ชาวแคว้นบาสก์รู้สึกว่าตัวเองมีเอกลักษณ์แตกต่างจากคนสเปนในภูมิภาคอื่นๆ จนกลายเป็นความภูมิใจและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ซึมลึกอยู่ในสายเลือดชาวบาสก์ และชาวบาสก์ ได้ใช้กีฬาก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในแสดงออกถึงเชื้อชาติของพวกเขา
****ในแคว้นบาสก์ มีสโมสรชื่อดังที่เล่นอยู่ในลาลีก้า 4 สโมสร แอธเลติก บิลเบา, เรอัล โซเซียดัด, อลาเบส และเออิบาร์ ****
ประเทศสเปน แบ่งเขตการปกครองเป็น 17 แคว้น และ 2 นครปกครองตนเอง
ธรรมเนียมการสร้างนักเตะเยาวชนขึ้นมาใช้งานของแอธเลติก บิลเบา ซึ่งแม้จะเป็นทีมที่อยู่ในลีกใหญ่ที่สุดในโลกลีกหนึ่ง แต่ทีม ยังคงรักษาวัฒนธรรมของความเป็นสโมสรระดับชุมชนได้เป็นอย่างดี เพราะพวกเขามองว่าจุดสูงสุดของสโมสรก็คือ การที่ทีมได้เป็นตัวแทนของเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทีมที่มีความเป็นนานาชาติ
ด้วยแนวคิดนี้เองที่ทำให้แอธเลติโก บิลเบา เป็นสโมสรที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นอีกสโมสรหนึ่งของโลก ไม่เฉพาะกับทีมชุดใหญ่ แม้แต่แมทช์การแข่งขันของทีมเยาวชนหรือทีมสำรอง แอธเลติก บิลเบา ยังสามารถดึงดูดคนดูเข้าสนามได้เป็นหลักหมื่นคนได้จากคนในท้องถิ่น
และแม้จะถูกมองว่าเป็นการใช้ชาตินิยมในกีฬาจนเกินไป แต่แอธเลติก บิลเบา ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแนวคิดของพวกเขาทำอยู่ถูกต้อง ในการเอาตัวรอดอยู่หนึ่งในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ไม่เคยตกชั้นเลยเป็นเวลา 100 กว่าปีแล้ว แม้ปัจจุบันจะไม่ใช่ทีมลุ้นแชมป์แต่อย่างใดเพราะการเสียโอกาสในการนำเข้าผู้เล่นสัญชาติอื่นเข้ามาสู่ทีมก็ยากที่จะไปต่อกรกับทีมอย่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า แต่พวกเขาก็ยึดมั่นในธรรมเนียมของสโมสรเรื่อยมา
บิลเบา ในอดีตคือสิงห์บอลถ้วย และ คือทีมอันดับ 3 ที่คว้าแชมป์ในประเทศได้มากที่สุด เป็นรองแค่ เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า
เพราะแม้แต่สโมสรเพื่อนบ้านอย่าง เรอัล โซเซียดาด ที่เคยใช้ระบบปั้นนักเตะคล้ายๆ กันนี้ ก็ยังต้องยอมยกเลิกนโยบายไปตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เพื่อให้สามารถเลือกนักเตะสัญชาติอื่นๆ เข้ามาเสริมทีม และสามารถแข่งขันกับทีมอื่นๆ ได้ทัดเทียมมากขึ้น แต่สำหรับแอธเลติก บิลเบา พวกเขามองว่า ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ได้ สำหรับพวกเขาการได้ชนะหรือแพ้ในวิถีของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า (บอกเลยโคตรเท่👍)
ในส่วนของเยาวชนที่จะสโมสรจะรับเข้ามาสู่ทีม จะจำกัดที่อายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อให้สามารถซึมซับวัฒนธรรมของสโมสรได้อย่างเต็มที่ โดยต้องเป็นเด็กท้องถิ่นหรือมีเชื้อสายแคว้นบาสก์เท่านั้น และเพื่อไม่เป็นการจำกัดสิทธิ์หรือตัดโอกาสทีมที่จะได้นักเตะฝีเท้าดีๆเข้าสู่ทีมจนเกินไป ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เกิดในสเปนเท่านั้นขอแค่มีเชื้อสายจากปู่หรือทวดก็สามารถเล่นให้กับทีมได้ ตัวอย่างเช่นอดีตนักเตะของทีมอย่าง ไอเมริค ลาปอร์เต้ ที่เป็นคนฝรั่งเศส แต่มีเชื้อสายแคว้นบาสก์มาจากคุณทวด
ภายใต้การคุมทีมของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ช่วงปี 2013-17 เป็นช่วงที่ทีมทำผลงานได้ดีสุดๆ
นอกจากนโยบายการปั้นนักเตะเยาวชนเชื้อสายแคว้นบาสก์ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่แล้ว นโยบายการซื้อนักเตะเข้าสู่ทีม ก็ต้องเป็นคนเชื้อสายแคว้นบาสก์เช่นกัน ซึ่งนานๆทีทีมจะซื้อผู้เล่นใหม่ ส่วนมากถ้าจะซื้อก็จะซื้อนักเตะเยาวชนแล้วก็จะซื้อเข้ามาเพื่อทดแทนนักเตะที่ขายออกไปเท่านั้น
พูดถึงการขายนักเตะ หากสโมสรใหนต้องการที่จะมาทำธุรกิจ กับแอธเลติก บิลเบา แล้วคิดจะมาขอต่อราคานักเตะ บอกเลยหมดสิทธิ์ เพราะนอกจากการปั้นนักเตะว่าอินดี้แล้ว การขายนักเตะก็อินดี้ไม่แพ้กัน เนื่องจากสโมสรไม่ค่อยนิยมขายนักเตะ หากสโมสรใหนต้องการนักเตะจากพวกเขา ต้องจ่ายเป็นค่าฉีกสัญญาเท่านั้น
เมื่อต้องจ่ายเป็นค่าฉีกสัญญา แน่นอนมูลค่าย่อมสูงทุกดีล และนี่คืออดีตนักเตะของทีมที่มีค่าฉีกสัญญามหาศาล
⚫ ฆาบี มาร์ติเนซ : ย้ายไปบาเยิร์นมิวนิคปี2012ค่าฉีกสัญญา40ล้านยูโร
มาร์ติเนซ เติบโตในแถบเอสเตลญ่าแคว้นบาสก์ทว่าสโมสรแรกของเจ้าตัวคือโอซาซูน่าหนึ่งในทีมจากแคว้นบาสก์ ก่อนที่ บิลเบา จะดึงมาปั้นต่อ ตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนจะกลายเป็นตัวหลักของทีม
ฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นของเจ้าตัว ทำให้ทีมมหาอำนาจจากเยอรมัน อย่าง บาเยิร์น มิวนิค จัดการฉีกสัญญา 40 ล้านยูโร ให้กับ บิลเบา (เป็นค่าตัวที่สูงมากในยุคนั้น)มาร์ติเนซมีส่วนสำคัญกับทีม พาทีม เสือใต้ คว้าทริปเปิ้ลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาล 2012-13
⚫ อันเดร์ เอร์เรร่า : ย้ายไปแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ปี2014 ค่าฉีกสัญญา36ล้านยูโร
มิดฟิลด์พันธุ์ดุรายนี้เกิดและใช้ช่วงเวลาในวัยเด็กที่เมืองบิลเบาซึ่งถือได้ว่าเป็นเมืองหลวงของแคว้นบาสก์โดยตรงแต่เจ้าตัวเริ่มอาชีพการเล่นฟุตบอลกับ เรอัลซาราโกซ่า เป็นสโมสรแรก ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ แอธเลติก บิลเบา
จนกระทั่งฟอร์มการเล่นไปเตะตาทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเข้าเมื่อตอนเจอกันในศึกยูโรป้า ก่อนที่ ทีม ปีศาจแดง จะยื่นข้อเสนอไปให้ บิลเบา แต่ไม่ใช่ค่าฉีกสัญญาทำให้เอร์เรร่ายังค้าแข้งอยู่กับบิลเบาต่อ สุดท้ายแล้วแมนฯยูไนเต็ดก็ยอมควักกระเป๋า 36 ล้านยูโรสำหรับค่าฉีกสัญญาของเอร์เรร่า ในปี 2014 มาสู่ทีมและได้กลายเป็นขวัญใจของแฟนผีในเวลาต่อมา ก่อนจะย้ายไปอยู่กับปารีส แซงต์แชร์ แม็ง ในฤดูกาลนี้
⚫ ไอเมริค ลาปอร์เต้ : ย้ายไปแมนเชสเตอร์ซิตี้ปี2018ค่าฉีกสัญญา65ล้านยูโร
ถึงแม้ทางลาปอร์เต้จะเป็นคนฝรั่งเศส และไม่ได้เกิดในแคว้นบาสก์แต่สายเลือดเขาก็มีความเป็นชาวบาสก์ เพราะทวดของเขาเป็นคนบาสก์แท้ๆทำให้บิลเบาตัดสินใจเซ็นสัญญาเข้ามาร่วมทีมเยาวชนสโมสรตอนปี2010หรือตั้งแต่ลาปอร์เต้อายุ16ปีเท่านั้น
ลาปอร์เต้เป็นปราการหลังที่ถูกจับตามองมาตลอดในทุกๆปีว่าจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลกได้ และมีข่าวกับสโมสรยักษ์ใหญ่ทุกๆปี
และก็เป็นทาง แมนเชสเตอร์ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ เป็ป กวาดิโอร่า ฉีกสัญญามูลค่า 65ล้านยูโร ในช่วงเดือนมกราคม2018 ก่อนจะกลายเป็นกำลังสำคัญ ช่วงครึ่งฤดูกาลหลังช่วยให้ทีม เรือใบสีฟ้า คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ย้ายมา
⚫ เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า : ย้ายไปเชลซีปี2018ค่าฉีกสัญญา80ล้านยูโร
เกป้าเป็นอีกหนึ่งแข้งพรสวรรค์ที่เกิดในแผ่นดินแคว้นบาสก์ประเทศสเปนและสโมสรตั้งแต่แรกเริ่มของเขาก็คือทาง แอธเลติก บิลเบา
ผู้รักษาประตูอนาคตไกลรายนี้เคยได้รับความสนใจจากเรอัลมาดริดอย่างหนักแต่”ราชันชุดขาว”ก็ต้องแห้วเมื่อในช่วงเวลานั้นเกป้าตัดสินใจขยายสัญญากับบิลเบาออกไปจนถึงปี2025พร้อมกับค่าฉีกสัญญา80ล้านยูโร
แต่หลังจากการเสีย ติโบต์ กูร์กตัวส์ ไปให้ เรอัล มาดริด เชลซี ที่ต้องการผู้รักษาประตูมือดีเข้ามาแทนที่ ก็จัดการฉีกสัญญากระชากตัว เกป้ามาสู่ทีม แม้จะถูกมองว่าเป็นค่าตัวที่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับฟอร์มของเจ้าตัวปัจจุบัน แต่ด้วยอายุที่ยังน้อย ยังสามารถพัฒนาได้อีกหลายปี
ความคิดเห็น
Let's Drop The Beat
เยี่ยมไปเลยครัช✌️
25 เม.ย. 2020 เวลา 19:19
The Godfootball
ขอบคุณครับ😊
26 เม.ย. 2020 เวลา 00:11
25 เม.ย. 2020 เวลา 11:23
The Godfootball
อย่างเฟี้ยวเลยครับ
25 เม.ย. 2020 เวลา 11:56
เทวฤทธิ์ ศรีชัยพล
ขอบคุณในข้อมูลครับ
25 เม.ย. 2020 เวลา 08:10
The Godfootball
ยินดีครับ😊
25 เม.ย. 2020 เวลา 08:50