โพสต์

วันนี้ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องประวัติ Starbucks น่ะ
แต่พอดี ได้ฟังคุณ เควิน จอห์นสัน (Kevin Johnson) CEO Starbucks ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงวิกฤตแบบนี้ ลูกค้าก็ยังมองหาสิ่งที่จะช่วย “Uplift” คือการยกจิตใจและกำลังใจให้สูงขึ้น
หากพูดง่ายๆ ก็เหมือนการเริ่มต้นวันดีๆ ด้วย Starbucks สักแก้ว
เควิน เล่าต่อว่า กาแฟของ Starbucks เปรียบเป็น “Affordable Luxury”
หรือความหรูหรา ที่พอ “เอื้อมถึง” ได้
คือ มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ว่า กาแฟ Starbucks ถือว่าราคาแพงมากๆ
แต่ลูกค้า ก็ยังยินดีที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างอื่น
แต่ยอมมาจ่ายเงินซื้อความสุขเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แทน
ต้องบอกว่านั่งฟัง คุณเควิน สัมภาษณ์ แล้วพอได้อ่านบทความจากเพจ “สมองไหล” เกี่ยวกับกาแฟแก้วละร้อยบาท ดูดไม่เกิน 5 นาทีหมด ทำให้ได้คิดมากๆ เลย
บทความนี้นะ เผื่อคนที่ยังไม่ได้อ่าน
ฝั่งหนึ่งคือ โลกแห่ง “อารมณ์” ความรู้สึก ที่ทางแบรนด์ดังต่างๆ มอบให้ผู้บริโภค ต้องนับถือ ในความสามารถของ Starbucks ที่สร้างอารมณ์ร่วมได้มากขนาดนี้
คำพูดที่พร่ำบอกว่า Starbucks เปรียบเหมือน “บ้านหลังที่สาม”
และประสบการณ์ดีๆที่มอบให้กับลูกค้า โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นที่ร่ำลือ คือ การที่ บาริสต้าจดจำชื่อลูกค้าได้ และมีการเขียนชื่อลูกค้าไว้ที่แก้ว
ซึ่งประสบการณ์ส่วนตัวแอดมิน คือ เขียนยังไงก็ไม่ถูกสักที (คงเพราะเราไม่ใช่ลูกค้าประจำ)
Starbucks สาขาแรกที่ Seattle Cr. FT
ถึงแม้ว่าปัจจุบัน สัดส่วนลูกค้าอเมริกันกว่า 80% ไม่ได้นั่งดื่ม Starbucks ในร้าน คือ ส่วนใหญ่ก็แค่แวะเข้ามาซื้อ แล้วไปดื่มกาแฟ ที่ทำงาน
แต่แฟนพันธุ์แท้ Starbucks ที่แวะเข้าไปซื้อกาแฟที่ร้าน ก็ยังบอกว่า
แค่เดินเข้ามาในร้าน เจอบาริสต้าทักทาย แค่นี้ก็รู้สึกดีๆ สำหรับการเริ่มต้นวันใหม่แล้ว
บทเรียนนี้ บอกเราได้อย่างหนึ่งว่า ผู้บริโภคสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ โดยใช้ “อารมณ์” เป็นหลัก
อีกฝั่งหนึ่ง โลกแห่งเหตุผล ก็ต้องบอกว่า
จะบ้ารึเปล่า ที่ซื้อกาแฟหลักร้อยดื่มทุกวัน
ในขณะที่กินกาแฟ 3-in-1 หลักสิบบาทแทนก็ได้คาเฟอีนเหมือนกัน
เก็บเงินเอาไว้ทำอย่างอื่นลงทุนไม่ดีกว่าหรอ??
สำหรับประเด็น ประหยัดกาแฟหลักร้อย เอาเงินไปทำอย่างอื่นนั้น เป็นเรื่องที่มีการถกกันมานาน
ถึงขนาดที่มี ผู้เชี่ยวชาญการเงินส่วนบุคคลของสหรัฐฯ อย่าง David Bach เขียนหนังสือ ที่ชื่อว่า “Latte Factor” คือการประหยัดค่ากาแฟ แก้วละ 150 บาท เอาไปลงทุนให้งอกเงิยได้อีกมาก
โดยหลักการหลักของ Latte Factor หรือการลงทุนให้งอกเงย มี 7 ข้อ ได้แก่
1) การทบต้น (Compounding) คือ ความสม่ำเสมอในการลงทุน อย่าล้มเลิกกลางคัน
2) เวลา (Time) ยิ่งเริ่มลงทุนเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี
3) อัตราผลตอบแทน (Return) หาความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน
4) มากกว่ากาแฟ คือ ประหยัดทุกอย่าง
5) เปลี่ยนนิสัย บางอย่างเราติด จะแก้นิสัยที่ไม่ดี ต้องใช้เวลา
6) คนเราควบคุมชีวิต (ทางการเงิน) ของตัวเองได้
7) ถึงแม้จะประหยัดเล็กน้อย แต่ก็สำคัญ
Cr. Forbes
ส่วนตัวแอดมินก็มาสาย Logic นะ คือการประหยัดอดออมเงิน เอาไปลงทุน
มันทำให้โอกาสการเข้าสู่ความมีอิสรภาพทางการเงินเพิ่มขึ้นจริงๆ
โดยสรุป หากเป็นโลกฝั่งทุนนิยมก็ต้องชื่นชมความสามารถของแบรนด์ต่างๆ
ที่เข้าใจว่าลูกค้าส่วนใหญ่ ตัดสินใจซื้อของ ด้วยอารมณ์เป็นหลัก
เลยออกแบบประสบการณ์ ทั้งการซื้อ และการใช้งาน มาได้อย่างเหมาะเจาะ
ก็เลยทำให้ธุรกิจใหญ่โตขยายไปได้ทั่วโลก แบบ Starbucks
หรือจะเป็นอีกบริษัทที่เก่งไม่แพ้กันก็คือ Apple ที่พอหยิบมือถือขึ้นมารับโทรศัพท์ทีไรแล้วมันดูดียังไงพิกล
Cr. Unsplash
ส่วนเรื่องแต่ละคนจะใช้เงินอย่างไร ก็คงต้องบอกว่า
เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ที่จะตัดสินใจใช้เงินให้เหมาะกับชีวิตของแต่ละคนมากกว่า ก็ใช้จ่าย ให้เหมาะสม ให้พอดี
ซึ่ง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความกลัวโควิด-19 อาจที่มีเงินใช้เงินมากขึ้นก็ได้นะ
เก็บเงินไว้มากๆ ไม่รู้จะได้ใช้รึเปล่า...
แต่ถ้าอยากมีอิสรภาพทางการเงิน ก็คงต้องบอกว่า อดออมเงินไว้แหล่ะดีที่สุดแล้ว เอาเงินไปลงทุนกันด้วย!
ส่วนวิธีการพูดให้คนเชื่อแนวคิดแบบ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” มันก็อาจยากหน่อย
อาจต้องใช้มุกแบบโจโฉ ที่แอดมินชอบมากๆ อ่านแล้วยังจำได้ดี คือ เรื่อง “นึกถึงลูกบ้วยดับกระหาย”
Cr. Samkok Wiki
ตอนที่โจโฉยกทัพ เดินทางไกล จนทหารเหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำมากๆ แต่ไม่พบแหล่งน้ำ
โจโฉ เห็นท่าไม่ดีก็เลยขี่ม้านำขบวนทัพ แล้วเอาแส้ชี้ว่า
“เบื้องหน้ามีป่าบ้วยขนาดใหญ่ ลูกท้อนั้นสุกได้ที่ รสเยี่ยม และอมน้ำไว้เยอะ พอจะดับกระหายได้”
เมื่อทหารได้ฟังดังนั้นก็น้ำลายสอ คือ เมื่อนึกถึงลูกบ้วย ทำให้เราดับกระหาย มีกำลังขวัญกำลังใจ ชุ่มปากชุ่มคอทันที
ลูกบ๊วย นั้น ก็เปรียบเสมือน “ความหวัง” นั่นแหล่ะ
ขอเพียงมีความหวัง ตั้งเป้าไว้ให้ชัดเจน
ก็จะทำให้เรามีกำลังใจ ทำในสิ่งที่เราคิดว่า "เป็นไปไม่ได้"
ให้ "เป็นไปได้" ในที่สุด...
════════════════
ผู้นำเข้า ส่งออก หาขนส่งมืออาชีพ
นึกถึง ZUPPORTS
════════════════
👫 พิเศษสุด! "นำเข้าส่งออก สุดขอบฟ้า Marketplace"
สำหรับเพื่อนๆ นำเข้า ส่งออก เชิญค้าขายกันได้เลย
❤️ ช่วย SMEs ก้าวไกลไปทั่วโลก
👫 ร่วมกลุ่มผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก
ความคิดเห็น

🍁กาลและเวลา...Mamonaku🌾🌿🐶🐱

ติดตามนะคะ ..ขอบคุณค่ะ
22 พ.ค. เวลา 15:11

Canaan Montessori at home

เรื่องของ Latte factor เป็นอะไรที่สะกิดใจมาก เมื่อครั้งที่ต้องออกนอกบ้านหากาแฟตามห้างดื่มทุกวัน จนเริ่มต้องเปลี่ยนมาหาซื้อแถวบ้านเอาเพราะกำลังซื้อเริ่มถดถอย และสุดท้ายก็คำนวณแฟกเตอร์และยอมรับกับตัวเองว่ากาแฟวันละแก้วคือเปลี่ยนเป็นเก็บออมวันละหลายบาท ปัจจุบันซื้อเครื่องบดเครื่องชงเองและดื่มด่ำกับเมล็ดกาแฟระดับรางวัลจัดมุมกาแฟชมสวนในบ้าน ไม่มีเสียงรบกวน ไม่ต้องแย่งปลั๊กแย่งที่นั่งกับใคร ความสุขจากกาแฟซักแก้วอยู่ในมือทุกเช้า ขอแค่จัดมุมที่บ้านซักหน่อย จริง ๆ นะ
11 พ.ค. เวลา 01:51
2

นำเข้าส่งออก สุดขอบฟ้า

ประหยัดได้พอสมควรเลยนะครับ แถมได้ความสุนทรีย์ด้วย เยี่ยมเลย มุมพักผ่อนในบ้าน
11 พ.ค. เวลา 10:48

Apichai Rithsmitchai

แปลกตั้งแต่มีStarbucksในไทยผมไม่เคยซื้อสักครั้ง บ้างก็บอกว่า เชย บ้างก็บอกว่าไม่ อินเทรนด์ บ้างก็บอกว่าอยากเท่ห์ต้องเข้าสตาร์บัคส์ ผมก็กลับมาถามตัวเองที่หน้ากระจกว่า "เฮ้ย!นาย (หมายถึงตัวเอง) ทำมันไม่เข้าสตาร์บัคส์ว่ะ? ก็เลยถามตัวเองแล้วตอบให้กับตัวเองว่า มึงดื่มกาแฟเพื่อต้องการอะไร?จากกาแฟ ความหวานรึ? ความขมรึ? ความมันรึ? ความเท่ห์รึ? ความที่ไม่ต้องการให้ใครมาเยาะเย้ยรึ? กูตอบว่าไม่ใช่ทั้งหมด กูแค่ต้องการสารจากในเนื้อกาแฟ(คาเฟอิน)ต่างหาก ถ้ากูเอาเงินจำนวน150 สั่งสตาร์บัคส์...ดูเพิ่มเติม
11 พ.ค. เวลา 00:09
1

นำเข้าส่งออก สุดขอบฟ้า

อารมณ์เดียวกันครับ แพงจริง ซื้อไม่ไหว
11 พ.ค. เวลา 10:49