โพสต์

บนโลกของเรามีข่าวเกี่ยวกับฆาตกรรมมากมาย วันนี้ผมจะพามารู้จักกับ 1ในฆาตกรที่มีชื่อเสียงดังก้องโลกที่มีชื่อว่า "เอ๊ด กิน" กันครับ
"เอ๊ด กิน" เกิดวันที่ 27 สิงหาคม ปี 1906
ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในเพลนฟิลด์ รัฐวิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา และเอ๊ด กิน มีน้องชายหนึ่งคนชื่อว่า "เฮนรี่"
พวกเขาเกิดในครอบครัวที่มีแต่ความตรึงเครียด ความเคร่งศาสนา และความโหดร้ายต่างๆนาๆ ทำให้ทั้งสองคนมีความกดดันในจิตใจมาตั้งแต่เด็ก
นอกจากการทำงานในไร่ ทั้งคู่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากการอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ล และพวกเขาได้รับความเชื่อผิดๆจากคนเป็นแม่
แม่ของเขาชอบที่จะชำแหละซากสัตว์ให้พวกเขาดูอยู่บ่อยๆ เธอไม่ให้ทั้งคู่คุยกับผู้หญิงคนไหนเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า "ผู้หญิงทุกคนเป็นสิ่งบาปยกเว้นตัวเธอเอง" และกรีดกันการมีเพื่อนกับทั้งสองคน
ในปี 1940 พ่อซึ่งเป็นที่รังเกียจของคนในครอบครัว อ่านไม่ผิดหรอกครับ "เป็นที่รังเกียจ" เพราะผู้เป็นพ่อมักจะเมาและทำร้ายคนในครอบครัวเสมอ เขาเสียชีวิตลงโดยที่ไม่มีใครเสียน้ำตาให้เขาเลยแม้แต่น้อย
ในปี 1944 เฮนรี่ น้องชายของเขาฆ่าตัวตายด้วยการเผาตัวเองทั้งเป็น จุดจบของเฮนรี่เกิดขึ้นช่วงที่เศรษฐกิจของฟาร์มซบเซา จนทำให้เฮนรี่ต้องไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว และในช่วงนี้จึงมีปัญหาทะเลาะกับแม่บ่อยๆ จนถึงขั้นถูกทำร้าย ทั้งๆที่แม่เป็นฝ่ายผิด เฮนรี่ได้รับความกดดันมากจนเกินกว่าที่เด็กควรจะได้รับมัน เขาจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาทุกอย่าง
การสูญเสียในครั้งนี้ทำให้คนเป็นแม่เสียใจ อยู่ในอาการซึมเศร้าจนล้มป่วยและเสียชีวิตด้วยอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันในเวลา 2 ปีต่อมา
หลังจากนั้นมา เอ๊ด กินก็เริ่มวิปลาสขึ้นมา
เอ๊ด กินเริ่มศึกษาร่างกายของผู้หญิงที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและศึกษาเรื่องกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์จากหนังสือต่างๆทั้งการแพทย์ สารานุกรม และข้อมูลการทดลองของนาซีในสงครามโลกครั้งที่สอง
เอ๊ด กินมีความต้องการที่จะเป็นผู้หญิง และสิ่งที่ทำให้เขามีความใกล้เคียงผู้หญิงมากที่สุดก็คือการสวมชุดผู้หญิงที่ทำจากผิวหนังของมนุษย์...
เหยื่อรายแรกของเอ๊ด กิน คือนาง"โฮแกน"วัย55ปี เป็นหญิงม่าย เจ้าของร้านอาหารและบาร์เล็กๆแห่งหนึ่งในหมู่บ้านไพน์ โกรฟ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์การฆาตกรรม แต่มีลูกค้าคนหนึ่งเข้ามาพบกองเลือดและปลอกกระสุนรวมถึงรอยเลือดที่ยาวไปลานจอดรถ แต่ตำรวจก็ไม่สามารถหาตัวเธอได้เลย
สามปีต่อมา นาง"วอเดน"หญิงม่ายวัย 60ปี เจ้าของร้านของชำแห่งหนึ่ง วันนั้นเป็นวันเสาร์
16 พฤศจิกายน 1957 เอ๊ด กิน เข้ามาในร้านตอนที่ไม่มีคนอยู่ จากนั้นก็ใช้ปืนยิงเธอโดยไม่ทันรู้ตัว และนำศพของเธอขึ้นรถบรรทุกขับกลับบ้านไป
ในเวลาประมาณ 9:30 น. ตำรวจได้พบหลักฐานสำคัญซึ่งก็คือใบเสร็จที่มีชื่อของเอ๊ด กิน
ตำรวจและลูกชายเจ้าของร้านจึงพากันไปที่บ้านของเอ๊ด กิน แต่ก็ไม่พบเอ๊ด กินแต่อย่างใด และไม่สามารถบุกเข้าไปด้านในด้วย เพราะกฎหมายเรื่องสิทธิส่วนบุคคลมันค้ำคออยู่
ทุกคนจึงพากันสำรวจรอบๆบ้านแทน แล้วก็ได้กลิ่นซากเน่าชวนขยะแขยงโชยมาจากตัวบ้าน
กลุ่มตำรวจจึงตัดสินใจรีบออกติดตามตัวเอ๊ด กินอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เขามาให้คำตอบเรื่องการหายตัวไปของหญิงชราและกลิ่นเน่าที่โชยมาจากตัวบ้าน และแล้วตำรวจก็จับกุมตัวเขาได้ที่ย่านเวสต์เพลนฟิลด์ ที่ที่เอ๊ด กินชอบไปซื้อของใช้อยู่บ่อยๆ
และในระหว่างที่ตำรวจยังไม่ได้จับกุมเขา เขากลับพูดขึ้นมาเองว่า "เขาคือผู้ต้องสงสัย" ทั้งๆที่ยังไม่มีใครเอ่ยถามแต่อย่างใด
ในเย็นวันนั้น ตำรวจจึงรีบควบคุมตัวเขาไปสอบสวนที่บ้านเพื่อหาหลักฐาน ซึ่งทุกคนต่างก็พากันตกใจ เพราะว่าบ้านของเอ๊ด กินไม่มีไฟฟ้าและน้ำใช้มาตั้งแต่สมัยที่แม่ตายไป
ในความมืดนั้น ตำรวจได้ใช้ไฟฉายส่องเพื่อสำรวจข้างในบ้าน กลับได้พบกับสิ่งที่ชวนขนหัวลุก ในบ้านมีแต่กองขยะเน่าเหม็น อวัยวะของมนุษย์ที่ถูกประดับเอาไว้ตามมุมต่างๆ และที่สำคัญคือ ของใช้ที่ทำมาจากหนังมนุษย์...
( ผมไม่ขอเอารูปชุดหนังมนุษย์มาแปะนะ บรื๋อ )
เก้าอี้ตัวนี้ทำมาจากหนังมนุษย์
ทางด้านนิติเวชนั้น ผลชันสูตรพบว่าจำนวนของศพที่อยู่ในบ้านมีทั้งหมด 15 ศพด้วยกันครับ และชิ้นส่วนมนุษย์ที่ไม่เข้ากับร่างทั้ง15นั้นอีกจำนวนมาก และเหตุผลที่เอ๊ด กินฆ่าหญิงชรา2คนนั้นก็เพราะว่าทั้งคู่มีหน้าตาคล้ายกับแม่ของตน
ในตอนนั้นการจับกุมตัวเอ๊ด กินกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ชาวอเมริกาเกือบทั้งประเทศอยากจะตามไปฆ่าเอ๊ด กินให้ตายคามือ และทุกคนต่างก็คิดว่า เอ๊ด กินจะต้องถูกประหารชีวิตอย่างแน่นอน
...แต่ผลการพิจารณาคดีกลับไม่เป็นเช่นนั้น...
คณะแพทย์ผู้ตรวจสอบอาการทางจิต ได้วินิจฉัยว่า เอ๊ด กินเป็นเพียงผู้พิการทางจิต หรือว่าง่ายๆก็คนบ้าอะแหละครับ และไม่สามารถที่จะยับยั้งตัวเองได้
เมื่อผลการตรวจสอบและพิจารณาออกมาแบบนั้น จึงทำให้ศาลยกฟ้องไปตามว่า ในตอนนั้นเอง คนอเมริกาพากันโห่ด่ากันอย่างมากมาย
หลังจากนั้น เอ๊ด กิน ก็ถูกส่งตัวไปบำบัดที่สถาบันดูแลผู้ป่วยทางจิต Mendota Mental Health Institute ใน Goodland Hall และได้เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจล้มเลวในปี 1984 ด้วยอายุ 77 ปี
และถึงแม้ เอ๊ด กิน จะตายไปนานแค่ไหนก็ตาม แต่หลุมศพก็มักจะถูกตัดป้ายชื่อไปเก็บสะสม( เพื่ออะไร ) และหนักเข้า ถึงขนาดที่หลุมศพทั้งหลุมเคยถูกขโมยไปในปี 2000 และถูกพบอีกครั้งในปี 2001
ปัจจุบัน เพื่อเป็นการแก้ปัญหา จึงมีการนำไปจัดแสดงไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ Wautoma รัฐ Wiscousin
แต่ทุกวันนี้ก็ยังคงมีผู้คนพบเห็นวิญญาณของเอ๊ด กิน ยืนอยู่ที่บริเวณหลุมศพเดิม...
บางที ถ้าเขาได้รับการเลี้ยงดูที่ดีกว่านี้ เรื่องร้ายๆก็คงไม่เกิดขึ้น และบนโลกนี้ก็คงไม่มีฆาตกรสะเทือนขวัญเพิ่มขึ้นมา 1 คน...
คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องราวของเอ๊ด กิน ก็อย่าลืมที่จะคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นพูดคุยกันได้นะครับ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับผม
และถ้าชอบก็อย่าลืมกดไลค์ กดว้าว กดเลิฟ
ถ้าใช่กดแชร์ไปที่หน้าฟีดของท่าน
ติดตามเพจเรื่องเล่าในความมืดกันด้วยนะครับ
จะได้เจอกันบ่อยๆนะ
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ🙏😄
Reference( บางส่วน ):
เรียบเรียงและหาข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ
:เรื่องเล่าในความมืด
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความคิดเห็น

EveryGreen

โอ ชอบๆๆๆ เขียนดีๆ แสดงว่าเค้าต้องศึกษามาอย่างดีเลยนะ แล่หนังมนุษย์ออกมาใช้ทำเก้าอี้ได้เลยเนี่ย ถ้าไม่มีความรู้กายวิภาคไม่น่าจะแล่ได้ขนาดนี้ 😊😊
2 มิ.ย. เวลา 13:50
1

เรื่องเล่าในความมืด

ใช่ครับผม ตามข้อมูลบอกมาว่าเขาศึกษาจากหลายแหล่งเลยครับ นับว่าเป็นคนฉลาดคนหนึ่งเลย แต่แค่ใช้ไปในทางที่ผิด
2 มิ.ย. เวลา 14:25

หัวเราะให้กับชีวิต 555

คนจิตวิปลาศทำได้ทุกอย่าง ที่เขาอยากจะทำ อันตรายมากเมืองไทยก็มี ไอ้ไอ๊ซ์หีบเหล็ก
30 พ.ค. เวลา 02:27
1

เรื่องเล่าในความมืด

ใช่ครับ เขาทำอะไรที่เราไม่อาจจะคาดคิดได้เลย
30 พ.ค. เวลา 04:08

PUPAN ทำอาหารกินกับปู

อ่านเพลินเลยค่ะ
28 พ.ค. เวลา 07:00
1
28 พ.ค. เวลา 09:12