โพสต์

ยาน Crew Dragon ถึงสถานีอวกาศโดยปลอดภัยแล้ว! ก้าวต่อไปของ Elon Musk คืออะไร?
## เกิดอะไรขึ้น ##
SpaceX บริษัทผลิตจรวดของ Elon Musk ประสบความสำเร็จในการส่งนักบินอวกาศของ NASA ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2020 นี่ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทเอกชนที่จะส่งยานอวกาศที่มีมนุษย์จริงๆขึ้นไปสู่อวกาศ และเป็นการปล่อยยานอวกาศที่มีนักบินอวกาศโดยสารจริงๆในแผ่นดินอเมริกาครั้งแรกในรอบเก้าปี
## หมายความว่าอย่างไร? ##
อย่างที่ THINK FUTURE ได้อธิบายไปในบทก่อนหน้าถึงความสำคัญของภารกิจนี้ต่ออเมริกา
แต่สำหรับ SpaceX เองภารกิจนี้ก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะมันได้เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับ SpaceX นั้นเอง ในปัจจุบัน SpaceX มีรายได้หลักมาจากการเติมสต็อคสิ่งของเครื่องใช้ให้กับ ISS และส่งดาวเทียมของบริษัทต่างๆขึ้นสู่อวกาศ
SpaceX ได้ประกาศ Business Strategy ใหม่ออกมาเมื่อปลายปีที่แล้วซึ่งก็คือ Rideshare Program หรือการขนดาวเทียมดวงเล็กหลายๆดวงแทนที่จะโฟกัสไปที่การส่งดาวเทียมดวงใหญ่เพียงอันเดียว สิ่งที่น่าสนใจคือ SpaceX จะเซ็ทเวลาที่จรวด Falcon 9 จะขึ้นบินเป็นประจำและเปิดให้บริษัทต่างๆมาจองน้ำหนักดาวเทียมสำหรับขนส่งได้ล่วงหน้าอย่างกับจองตั๋วเครื่องบิน นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในวงการอวกาศต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของ Elon Musk เรื่องการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ทำให้ราคาในการยิงจรวดแต่ละครั้งถูกลงมากและยังสามารถประหยัดเวลาในการสร้างจรวดใหม่ได้อีกด้วย
แน่นอนเมื่อ SpaceX ประสบความสำเร็จในการส่งนักบินอวกาศไปสู่ ISS ได้สำเร็จนั้นหมายความว่า SpaceX น่าจะสามารถใช้ Rideshare Strategy กับการขนส่งมนุษย์อวกาศได้เช่นเดียวกัน ต่อไปถ้าประเทศไหนต้องการที่จะส่งมนุษย์อวกาศไปที่ ISS ก็จะสามารถมาจองที่นั่งในยาน Crew Dragon ง่ายๆได้เหมือนกับจองตั๋วเครื่องบิน
## มีผลกระทบอย่าง? ##
ความสำเร็จของ SpaceX ในการส่งมนุษย์อวกาศไป ISS จะทำให้ Low Earth Orbit หรือวงโคจรระดับต่ำของโลก (ความสูง 160 - 2,000 กิโลเมตรจากผิวโลก) กลายเป็นพื้นที่แข่งขันของบริษัทเอกชนด้านอวกาศโดยสมบูรณ์ ก่อนหน้านี้บริษัทเอกชนทำได้เพียงแค่ส่งสิ่งของทำให้องค์กรอวกาศของบางประเทศยังสามารถรักษาตลาดขนส่งมนุษย์อวกาศได้อยู่
แต่ในตอนนี้องค์กรเหล่านั้นถูกคุกคามด้วยองค์กรเอกชนที่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าและราคาถูกกว่า เมื่อการให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในวงการอวกาศส่งผลดีที่ชัดเจนแบบนี้ THINK FUTURE จึงคาดว่าองค์กรอวกาศในประเทศมหาอำนาจทั่วโลกคงจะเริ่มให้บริษัทเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อให้มาแข่งขันกับ SpaceX ซึ่งน่าจะผูกขาดตลาดการขนส่งอวกาศใน Low Earth Orbit ไปได้หลายปีเลยทีเดียว
สำหรับ NASA นอกจากสามารถส่งมนุษย์อวกาศไปนอกโลกด้วยราคาที่ถูกลงได้แล้ว ยังสามารถพุ่งโฟกัสของตัวเองไปที่การสำรวจอวกาศที่ลึกกว่าเดิมได้เพราะตอนนี้ในระยะ Low Earth Orbit มี SpaceX คอยช่วยงานอยู่แล้ว
## ก้าวต่อไปของ Elon Musk กับการผจญภัยในอวกาศ ##
เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วความฝันสูงสุดของ Elon Musk คือการพามนุษย์ไปดาวอังคาร ในวันนี้เขาสามารถส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปบน ISS ได้แล้ว ก้าวต่อไปของ Elon ก็คือ... พามนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้อีกครั้งภายในปี 2024
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา NASA ได้เซ็นสัญญาจ้างให้ SpaceX เป็นหนึ่งในสามบริษัทที่จะพัฒนายานอวกาศสำหรับขนส่งมนุษย์อวกาศไปดวงจันทร์ นี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Artemis ของ NASA ที่ต้องการจะส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งให้ได้ภายในปี 2024 Elon Musk และ SpaceX ต้องแข่งกับบริษัทคู่แข่งกระเป๋าหนักอย่าง Blue Origin ของ Jeff Besoz เจ้าพ่อ E-Commerce เพื่อที่จะเป็นตัวเลือกของ NASA ในการส่งคนไปดวงจันทร์
อย่างไรก็ตาม THINK FUTURE คิดว่า SpaceX คงจะได้รับเลือกจาก NASA ในที่สุดเพราะในบรรดาบริษัทคู่แข่งยังไม่มีใครสามารถส่งจรวดมาถึงชั้น Low Earth Orbit ได้เลย อย่าง Blue Orgin ก็ทำได้เพียงชั้น Suborbital (100 กิโลเมตรจากผิวโลก) หรือก็คืออยู่ในช่วงชั้นบรรยากาศของโลก ดังนั้นคงจะเป็นเรื่องยากมากๆที่จะไปถึงดวงจันทร์ซึ่งอยู่ห่างออกไป 384,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ SpaceX ยังมีชั่วโมงบินที่มากกว่าบริษัทคู่แข่งอย่างมาก
มาติดตามกันครับว่า Elon Musk จะสามารถเขียนประวัติศาสตร์ได้อีกครั้งหรือไม่
References
ความคิดเห็น

บทสรุปฉบับ แฮม แฮม

เยี่ยมไปเลย
3 มิ.ย. เวลา 01:24
1

I Labors

ขอกดติดตามเป็นกำลังใจ เพื่อสร้างบทความดีๆต่อนะครับ
2 มิ.ย. เวลา 09:26
1

STYLE NK

ขอบคุณค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
2 มิ.ย. เวลา 08:49
1