โพสต์

สิ่งที่ประเทศไทยควรกังวลมากกว่าไวรัสโควิด-19 โดย ทิวัตถ์ ชุติภัทร์
ปัญหาไวรัสโควิด-19 ณ ตอนนี้รุนแรงกว่าที่เศรษฐกิจโลกเตรียมตัวไว้มากๆ ก่อนหน้านี้ก็มีคำเตือนอยู่แล้วที่เศรษฐกิจของสหรัฐมี Inverted Yield Curve หรือเส้น Yield Curve กลับหัวในพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาในช่วงกันยายนที่ผ่านมาที่จะทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) แต่พอมีปัญหาไวรัสโควิด-19 ที่เมืองอู่ฮั่น ณ ประเทศจีนทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกสั่นคลอน กลายเป็น X-Factor หรือปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ในปีนี้
Inverted Yield Curve ครั้งแรกตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2007
ดอกเบี้ยไทยทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สยามพารากอนสูญเสียรายได้ไปแล้วกว่า 100 ล้านบาทใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจากการที่คนจีนห้ามเข้าประเทศ AOT สั่งลดเงินเดือนพนักงานประจำลง 20% และปรับลดค่าเช่าในสนามบินลง 20% การบินไทยประกาศไม่สามารถยกเลิกตั๋วเครื่องบินของนักท่องเที่ยวจีนได้ ทำได้แค่เลื่อนออกไปเท่านั้น ช่อง 3 ประกาศโครงการสมัครใจลาออก เชฟโรเลตปิดตัวลง และอื่นๆอีกมากมายครับ ตอนนี้กลายเป็นว่าจากเดิมที่หลายๆบริษัทคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจปีนี้อาจจะไม่เติบโตเพิ่ม หรือ เติบโตน้อยมากๆ กลายเป็นว่า อาจจะมีโอกาสติดลบค่อนข้างสูง สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า ปัจจัยในเรื่องของโลกาภิวัตน์มีผลเสียอย่างไร
เชฟโรเลตประกาศปิดตัวลงเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
แต่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศเราไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ปัญหาที่เรากำลังจะเจอใน 10 ปีข้างหน้า เป็นสิ่งที่ประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังเจอกันอยู่ แต่ประเทศเราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ เรากลายเป็นประเทศแรกบนโลกที่กำลังจะเจอเรื่องนี้อยู่ สิ่งที่เรากำลังจะเจอคือเรื่องดังต่อไปนี้ครับ เมื่อไม่นานมานี้ สหประชาชาติ 🇺🇳 ได้ทำสถิติของอัตราเด็กเกิดใหม่เทียบกับ รายได้ต่อหัวในแต่หละประเทศ ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่ด้อยพัฒนาก็จะมีอัตราเด็กเกิดใหม่สูง แต่รายได้ต่ำ อย่างเช่น ประเทศไนเจอร์ 🇳🇪ในแอฟฟริกา ที่มีอัตราเด็กเกิดใหม่สูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 7 คนต่อผู้หญิง 1 คน รองลงมากก็จะมีประเทศอย่าง อีรัก 🇮🇶 และ กาบอง 🇬🇦 ที่ 4 คนต่อผู้หญิง 1 คน จากนั้นก็จะมีอย่าง โอมาน 🇴🇲 และ อิสราเอล 🇮🇱 ที่มี 3 คน ซึ่งเมื่ออัตราตัวเลขของเด็กเกิดใหม่ต่ำลงเรื่อยๆ รายได้ของประชาชนในแต่หละประเทศก็สูงขึ้นตาม ประเทศส่วนใหญ่บนโลกจะอยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 2 คนกว่าๆ อย่างเช่น ลักแซมเบิร์ก 🇱🇺 นอร์เวย์ 🇳🇴 ญี่ปุ่น 🇯🇵 ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่พัฒนาหมดแล้ว
อัตราค่าเฉลี่ยการเกิดของคนไทยต่ำกว่าจีนอีก
แต่กลายเป็นว่าประเทศไทย 🇹🇭 ก็อยู่แถวนี้ด้วยและมีอัตราเด็กเกิดใหม่ที่ต่ำกว่าประเทศจีน 🇨🇳 อีกคือประมาณ 1.5 คนต่อผู้หญิง 1 คน แต่ประเทศจีนพึ่งมีกฏหมาย มีลูกได้เพียง 1 คนที่พึ่งสิ้นสุดไปเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมากลายเป็น 2 คน ทำให้ตัวเลขขยับขึ้นจาก 1 คนเป็นประมาณ 1.7 คน สหประชาชาติคาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2030 จะมีคนแก่ที่มีอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 1/4 ของประเทศไทย และคนที่เกษียณไปแล้วส่วนใหญ่จะเป็นคนจนด้วย ทำให้คนเหล่านี้ต้องมีคนคอยดูแล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือญาติของคนเหล่านี้ สิ่งนี้จะทำให้อัตราของแรงงานจะตกลงฮวบ ทำให้มีช่องว่างในการทำงานเกิดขึ้น ส่วนใหญ่แล้วสิ่งนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่พวกเขาสามารถพัฒนาประเทศจนสามารถเป็นประเทศโลกที่หนึ่งได้ แต่กลับไม่ใช่ในประเทศของเรา
สังคมผู้สูงอายุเข้าใกล้ขึ้นไปทุกขณะ
ถึงแม้ว่า 50 ปีที่ผ่านมาอัตราการมีบุตรทั่วโลกจะลดลงทุกประเทศ จากการที่ผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น การที่คนจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้นทำให้ตัวเลขนี้ตกลง ซึ่งการมีลูกก็ดีที่ว่าค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็ลดลง และ ดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย แต่ข้อเสียก็มีเยอะส่วนใหญ่ก็เป็นในภาคเศรษฐกิจ เช่น คนจ่ายภาษีน้อยลง ลูกค้าในประเทศน้อยลง และไม่มีคนดูแลคนสูงอายุ แต่บ้านเรามีการลดลงอย่างฮวบฮาบ จาก 6.6 คนเหลือเพียง 2.2 คนภายใน 2 ทศวรรษ และตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่ 1.5 คนเอง ซึ่งในการที่จะรักษาประชากรให้คงที่ต้องอยู่ที่ประมาณ 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คน
สังคมผู้สูงอายุเข้าใกล้ขึ้นไปทุกขณะ
สิ่งหนึ่งที่เติมเข้ามาเพื่อที่จะทำให้รายได้ของประเทศยังเติบโตอยู่ คือการเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติซึ่งมากถึง 10% ของจำนวนประชากรคนทำงานในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ส่วนอื่นๆที่ทำให้เรื่องนี้ยิ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ไปกว่าเดิมคือ การเติบโตของ GDP เราก็ต่ำมากๆอยู่ที่ประมาณ 1.6% เองในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ต่ำกว่า 1% และ ดอกเบี้ยที่นับวันยิ่งต่ำลงเรื่อยๆ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเราดูเหมือนเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น 🇯🇵 ไม่เหมือนเพื่อนบ้านเราที่ยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ย่าง อินโดนีเซีย 🇮🇩 หรือ ฟิลิปปินส์ 🇵🇭 ทำให้ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนกว่าเดิมอีกหลายเท่า
คนทำงานน้อยลง เด็กเกิดใหม่น้อยลง แต่คนแก่กลับเยอะขึ้น
จริงๆแล้ว เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้กันทุกฝ่ายครับ ทั้งภาครัฐและเอกชน ภาครัฐต้องมองเห็นปัญหานี้และมีแผนนโยบายที่จะแก้ปัญหานี้ทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ ส่วนเอกชนสามารถแก้ไขปัญหานี้โดยการจ้างชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยให้มากขึ้น แต่เหตุผลหลักๆเลยที่ทำให้ครอบครัวสมัยนี้ไม่กล้ามีลูกคือ การที่พ่อแม่กลัวว่าเราจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกไม่ได้ครับ ทั้งเรื่องการศึกษา ที่นับวันแพงขึ้นเรื่อยๆ การแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และ วิถีชีวิตในเมืองกรุงที่นับวันเครียดขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงปัญหาอย่างจำนวนวันที่สามารถลาไปคลอดน้อยมาก เวลาที่เด็กเรียนอยู่ในโรงเรียนที่เยอะที่สุดในโลกแต่กลับไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และ สวัสดิการที่ทางรัฐสามารถช่วยแม่ของเด็กเกิดใหม่ที่มีให้น้อยมาก ดังนั้นทำให้หลายฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน ทำให้เหมือนที่สโลแกนของกรุงเทพ ที่เขียนไว้ว่า “กรุงเทพ...ชีวิตดีๆที่ลงตัว” ครับ 😁
ขอบคุณภาพจาก ข่าวสด, Bloomberg, Awuso Society
ความคิดเห็น

🐣ลูกสาวหล่า🐥

น่ากังวลเหมือนกันนะคะ
24 มิ.ย. เวลา 05:11
1

Tiwat Chutipat

ใช่เลยครับ
26 มิ.ย. เวลา 08:31

Tanupat

สึนามิคนชรา วันนี้จะเห็นบ้านพักคนชราและโรงพยาบาลสูงอายุผุดเป็นดอกเห็ด คนที่มีเงินถึงจะอยู่รอด รัฐบาลต้องจริงจังกว่านี้ เห็นภาพห้องรูหนูในฮ่องกงที่มีคนแก่อยู่ห้องละคน และตายไปโดยไม่มีใครรู้ ในไทยอาจไม่มีแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน
19 มิ.ย. เวลา 15:23
2

Tiwat Chutipat

ถูกต้องเลยครับ
19 มิ.ย. เวลา 17:19

Stock In Trend - หุ้นติดเทรนด์

เป็นสิ่งที่ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ ขอบคุณมากครับ
19 มิ.ย. เวลา 08:48
1

Tiwat Chutipat

ยินดีครับ
19 มิ.ย. เวลา 15:17