โพสต์


[ #ด่านหน้าที่ยากกว่าแชมป์ ]
เจอร์เก้น คล็อปป์ คือหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางตัวไว้เป็นทายาทนั่งเก้าอี้กุนซือแมนฯยูไนเต็ด
เรื่องนี้ เฟอร์กี้ เล่าให้ฟังไว้ในหนังสือเกี่ยวกับการบริหารจัดการทีม "Leading" หรือ "นำให้ชนะ" ไว้อย่างชัดเจน
แผนการรีไทร์ในฤดูร้อนปี 2013 ไม่ได้อยู่ในหัวสมองมาก่อน มันเกิดขึ้นอย่างฉุกละหุกมากๆ เพราะต้องการให้เวลากับ เคธี ภรรยาสุดที่รักซึ่งเพิ่งเสียน้องสาวคนสนิทไป
พอรู้ว่าต้องล้างมือในอ่างทองคำ เฟอร์กี้ ก็เร่งเฟ้นหาคนจะมาสวมบทบาทแทนทันที แต่ในสถานการณ์และช่วงเวลาอย่างนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด
ไล่ตั้งแต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คนที่ประทับใจมากๆ เคยดินเนอร์กันที่นิวยอร์คเมื่อปี 2010 ก่อนเอ่ยปากชวนไว้ว่าถ้าอำลาบาร์เซโลน่าเมื่อไร ให้นึกถึงแมนฯยูไนเต็ดก่อน
เป๊ป รับปากมั่นเหมาะแต่ไม่ได้ทำตาม ก่อนจะตัดสินใจเลือกบาเยิร์น มิวนิคเป็นป้ายต่อไป
ในขณะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ มีสัญญาใจกับ โรมัน อบราโมวิช ไว้เรียบร้อยแล้วจะหวนคืนสู่เชลซีอีกครั้ง หลังฉากถอยมาจากเรอัล มาดริด ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหามาจากแรงกระเพื่อมภายในทีม
แล้ว คาร์โล อันเชล็อตติ จะโยกมากุมบังเหียนที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ทุกอย่างถูกวางไว้ลงล็อกเรียบร้อย
เหลือชอยส์สุดท้ายคือ คล็อปป์ ที่ประสบความสำเร็จด้วยการนำโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์โค่นบัลลังก์บาเยิร์นลงราบคาบ
มีการทาบทามไปจริง แต่ทางโน้นบอกยังแฮปปี้และท้าทายกับตรงนี้ พรีเมียร์ลีกคืออนาคตไว้ค่อยว่ากัน
คล็อปป์ เองไม่ได้รังเกียจปีศาจแดง แต่เชื่อว่ายังไม่ถึงเวลาเหมาะสม บางครั้งโอกาสมาหาไม่ได้หมายความว่าจะต้องโดดตะครุบเสมอไป
สุดท้ายแมนฯยูไนเต็ดต้องใช้บริการ เดวิด มอยส์ ซึ่งมาพร้อมกับความดื้อรั้นและความล้มเหลว
ส่วน คล็อปป์ รอสุกงอมกับดอร์ทมนุนด์ แล้วจึงยอมยุติสละเก้าอี้ที่เคยนั่งมายาวนานถึง 7 ปีเต็ม
แล้วตัดสินใจเลือกลิเวอร์พูล ซึ่งเพิ่งแยกทางกับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่พาทีมเข้าใกล้แชมป์ลีกมากสุดในรอบทศวรรษ
แต่ คล็อปป์ ไม่ได้เข้าใกล้
เขานำนาวาพาถึงฝั่งฝันเลย สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนาน 30 ปีเต็ม
ตอนประกาศรับตำแหน่งผู้จัดการทีมที่แอนฟิลด์ช่วงเดือนตุลาคม 2015 เดอะ ค็อปเองไม่ได้เชื่อมั่น คล็อปป์ เท่าไรนัก
บางคนยังอดเสียดาย ร็อดเจอร์ส ไม่ได้ ควรจะให้เวลาเพิ่มขึ้นอีก เพราะเป็นกุนซือที่กล้าบ้าบิ่นเน้นเกมรุกสนุกเอนเตอร์เทน ทำให้หวนนึกถึงยุคเร้ด แมชชีนอันเกรียงไกรช่วงทศวรรษ 80
อีกทั้ง คล็อปป์ เองไม่คุ้นเคยกับฟุตบอลอังกฤษ รวมทั้งระบบการบริหารจัดการหรือวัฒนธรรมต่างๆ คงต้องใช้เวลาปรับตัวไม่น้อย
ต่อให้มีดีกรีพ่วงมาจากเยอรมัน เบิ้ลแชมป์บุนเดสลีกาและทะลุชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก่อนพ่ายอย่างโชคร้ายก็ตาม
คล็อปป์ ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคอย่างที่คาดเอาไว้ ทำท่าจะล้มคะมำแล้ว แต่ยังสู้ตามวิถีตัวเอง กระทั่งฝ่าฟันมาได้นั่นแหล่ะ
พัฒนาการด้านความสำเร็จต่างๆของลิเวอร์พูลช่วยยืนยันได้อย่างดี
ฤดูกาล 2017/18 เขาพาทีมฉลุยชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนปราชัยให้เรอัล มาดริดอย่างน่าเสียดายอีกครั้งและจบลีกอันดับ 4
กระแส "พระรอง" ของ คล็อปป์ ถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะช่วงหลังเข้าชิงรายการไหนจะต้องเป็นฝ่ายผิดหวังเรื่อยมา
หากเป็นกุนซือบางคนคงท้อแท้ออกอาการป้อแป้ไปบ้างแล้ว การถูกโยงเรื่องอาถรรพ์ต่างๆ มันอาจบั่นทอนความรู้สึกกำลังใจกันได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ ไม่แคร์เดินหน้าต่อไปตามจังหวะของตัวเอง ก่อนปีรุ่งขึ้นจะพาทีมเบียดแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเข้มข้น ท้าชนแมนฯซิตี้แบบนัดต่อนัด
หากไม่ใช่เป็นช่วงเรือใบสีฟ้าพีกสุดขีด ลิเวอร์พูลคงยุติ 29 ปีแห่งการรอคอยแล้ว
เก็บไปถึง 97 แต้ม ทั้งฤดูกาลพ่ายเพียงนัดเดียวและเสียแค่ 22 ประตู ยังไม่พอจะครองแชมป์
แน่นอนนักเตะและเหล่าเดอะ ค็อปย่อมผิดหวัง อุตส่าห์บากบั่นต่อสู้กันขนาดนี้แล้ว ยังไม่ได้รับรางวัลตอบแทนที่สมควร
คล็อปป์ เองคงเจ็บปวดไม่แพ้กว่าใคร แต่เขาบอกกับทุกคนให้เชิดหน้าเอาไว้ เหมือนตอนพ่ายมาดริดในเกมชิงเจ้ายุโรปที่เคียฟนั่นแหล่ะ
ช่วงดังกล่าวแข้งหงส์ต่างบอบช้ำกันมากๆ พวกเขาได้แต่มองตาละห้อยเมื่อเห็นนักเตะราชันชุดขาวเดินขึ้นโพเดียมรับเหรียญแชมป์มาคล้องคอ ช่างเป็นโมเมนต์ที่น่าเศร้านัก
แต่สำหรับ คล็อปป์ ไม่คิดเช่นนั้น สิ่งที่ควรทำต่อไปคือแปรความผิดหวังมาเป็นพลังขับเคลื่อน
แล้วลิเวอร์พูลก็ทำสำเร็จในปีถัดมาเข่นสเปอร์สลง 2-0 ได้ฉลองแชมป์อย่างคู่ควร ไม่มีอะไรให้ต้องกังขาหรือน่าเสียดายกันอีก
เช่นเดียวกับเคสพรีเมียร์ลีกนั่นแหล่ะ จากอันดับ 2 ซึ่งทำแต้มและมีสถิติดีสุดในประวัติศาสตร์ พวกเขาก้าวสู่แชมป์สง่างาม
"ไม่ต้องเสียใจไป ยังไงปีหน้าเราก็ต้องทำสำเร็จ" นี่คือประโยคที่ คล็อปป์ จะงัดมาพูดอยู่เสมอ
แต่มันไม่ได้เป็นเพียงแค่การปลอบใจธรรมดาให้ผ่านแล้วผ่านเลยเท่านั้น ยังเต็มไปด้วยประกายความหวังที่ถูกจุดขึ้นมาอีกต่างหาก
หงส์แดงประกาศตัวเป็นแชมป์ตั้งแต่นัดที่ 31 ของฤดูกาล กวาดไปบ้าคลั่ง 86 คะแนน แม้งานฉลองจะเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจยังไม่ปิดฉาก
สถิติต่างๆรอการทำลายอยู่ เพื่อกู่ร้องให้ก้องโลกว่านี่คือลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์
ต้องยอมรับว่ากว่าลิเวอร์พูลจะประสบความสำเร็จแต่ละครั้ง ต้องฝ่าขวากหนามผ่านทางกันดานขรุขระมากมาย
ทุกด่านที่ต้องเจอล้วนแต่โหดหินทั้งสิ้น ถ้าไม่อึดและเต็มไปด้วยกำลังใจแล้ว ยากเหลือเกินจะทำสำเร็จ
ถือเป็นการทดสอบที่ต้องใช้พลังงานทุกสัดส่วนมหาศาล หากไม่พีกจริงๆแล้วคงไม่มีทาง
อย่างฤดูกาลนี้แทนที่จะได้รับแชมป์จัดปาร์ตี้กันใหญ่โตให้สมกับการรอคอยอันนานแสนนานตั้งแต่ 3 เดือนก่อน ก็ต้องมาเจอไวรัสโควิด-19 เบรกไว้
ตอนนั้นเดอะ ค็อปไม่น้อยเริ่มทำใจ เมื่อได้ยิน คล็อปป์ บอกด้วยตัวเองว่า ไม่มีอะไรสำคัญเท่าชีวิตและสุขภาพของทุกคน ถ้าจะต้องแลกด้วยการโมฆะซีซั่นจริงๆก็คงต้องยอม
ยิ่งเห็นลีกต่างๆในยุโรปทยอยปิดฉากไปตามๆกัน หัวใจที่เคยผ่องใสก็เริ่มแป้ว ลีกดัตช์ ลีกเบลเยี่ยมหรือลีกเอิงของฝรั่งเศสล้วนแต่นำร่องเป็นตัวอย่างไปก่อนแล้ว
แฟนลิเวอร์พูลต้องลุ้นระทึกด้วยจิตใจที่กระวนกระวาย สุดท้ายได้รีสตาร์ตแม้จะไร้แฟนบอลเข้าชม แต่มันไม่ได้ด้อยคุณค่าลงเลย
ขณะเดียวกันการได้แชมป์ที่ต้องตัดสินบนความพ่ายแพ้ของแมนฯซิตี้คู่แข่งสำคัญ ยังเพิ่มความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมอีกต่างหาก
จากนี้ไปสิ่งที่ยากสุดของลิเวอร์พูลไม่ได้อยู่ที่แชมเปี้ยนแล้ว
แต่จะเป็นภารกิจป้องกันแชมป์ เพราะทุกทีมหวังจะกำราบหงส์แดงลงให้ได้
คล็อปป์ เคยถูกทดสอบเช่นนี้มาแล้วเมื่อครั้งนำดอร์ทมุนด์ผงาดบุนเดสลีกาในฤดูกาล 2010/11
แทบไม่มีใครคาดคิดว่าจะรักษาถาดเงินใบเขื่องได้สำเร็จในอีกปีถัดมา มันน่าจะเป็นแค่กระแสหรือจังหวะพีกเท่านั้น
อย่างไรก็ตามบาเยิร์น มิวนิคยังไม่อาจทวงบัลลังก์กลับคืนมาได้ในฤดูกาล 2011/12 เป็นการประกาศให้รู้ว่าเสือเหลืองคือของจริง ไม่ใช่ขึ้นสูงเป็นพลุแล้วหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นก้าวต่อไปของลิเวอร์พูลคือการคงไว้ด้วยผลงานและสถานะปัจจุบัน
สำหรับ คล็อปป์ การได้แชมป์ไม่ได้หมายถึงการยุติภารกิจ
บางทีมันอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นก็ได้
บทความย้อนหลังที่น่าสนใจ
[ ใครว่า"คีน"ไม่เข้าใจ ? ] : ในวันที่ รอย คีน มารับบทวิเคราะห์เกมทางหน้าจอทีวีด้วยลีลาที่ดุดันเด็ดขาดด่ากราดไม่เลือกหน้า เขามักจะเจอหลายคนตั้งคำถามว่าให้ลองมาทำทีมบ้างจะเข้าใจ อย่างไรก็ตาม คีน เคยผ่านงานผู้จัดการทีมมาพอสมควร อาจไม่ลึกซึ้งแต่ก็ได้ลิ้มรสมาหมดทั้งหวานและขม บางทีเราอาจเข้าใจ คีน มากขึ้นหากศึกษาชีวิตช่วงที่เขาเป็นกุนซือ
[ #เวลาไม่อาจฆ่า "เลวี่" ] : ในขณะที่เรามัวแต่นึกถึงความยอดเยี่ยมของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ที่กาลเวลาไม่อาจกลืนกินได้ เราอาจตกสำรวจ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ไปอีกคน เพราะ 5 ฤดูกาลติดต่อกันแล้วที่ตะบันเกิน 40 ประตู อะไรคือเบื้องหลังความยอดเยี่ยมเช่นนี้หรือ?
[ #ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ] : เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ ที่จะมีนักเตะจากฝั่งยุโรปตะวันออกสักคนที่มาแบบโนเนม แล้วจะสร้างชื่อเสียงจนยิ่งใหญ่ เนมานย่า วิดิช เจอคำถามและข้อสงสัยมากมาย เมื่อย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดในปี 2006 ก่อนเขาจะตอบทุกอย่างชัดเจน ด้วยผลงานในสนามล้วนๆ มีหลายปัจจัยทำให้ วิดิช ก้าวขึ้นมายังจุดนี้ได้และมันน่าสนใจจริงๆ
[ #สัญญาครั้งสุดท้าย ? ] : สัญญาฉบับปัจจุบันของ ลิโอเนล เมสซี่ จะหมดลงในฤดูร้อนปี 2021 หรืออีกหนึ่งปีข้างหน้า ดังนั้นบาร์เซโลน่าเลยเตรียมเปิดฉากเจรจาขยายต่ออย่างไรก็ตามรอบนี้ต้องจับตาดูให้ดี เพราะ เมสซี่ กำลังจะครบ 33 ปีอีก 2 วัน เราไม่อาจรู้ว่าเขาวางแผนบั้นปลายการค้าแข้งแบบไหนลำพังความผูกพัน เงินค่าจ้าง หนี้บุญคุณล้วนแต่ไม่ใช่เป็นตัวแปรในการตัดสินใจอย่างเดียวดีลยืดสัญญานี้อาจไม่เกิดขึ้นหรือถ้าเกิดจริงก็อาจเป็นครั้งสุดท้ายของ เมสซี่
.
ทุกท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ ..
และเพิ่มเพื่อนไลน์แอด "เพื่อเด้งเตือน" ให้คุณได้อ่านก่อนใคร กดที่ลิงค์นี้ครับ
โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้