โพสต์


ECONOMY : Goldman Sachs อาจยังสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ลูกค้าได้ แม้จะมีผล Stress Test จาก FED ออกมาอยู่ในกลุ่มที่แย่ที่สุดก็ตาม ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วแบบ V-Shaped
Goldman Sachs Group Inc. อาจจะต้องลดเพดาน Balance Sheet ของตัวเองลง เพื่อหลีกเลี่ยงกฏหมายระงับการจ่ายเงินปันผลจาก FED หลังจากมีผลทดสอบความตึงเครียดรายปี (Annual Stress Test) ออกมาอยู่ในกลุ่มที่แย่ที่สุด
จากภาพด้านล่าง แถบสีดำเรียกว่า Stress Capital Buffer ซึ่งเป็นดัชนีที่บ่งบอกว่าบริษัทนั้น ๆ จะต้องใช้ต้นทุนมากแค่ไหน ในการป้องกันความเสี่ยง ซึ่งผลการทดสอบของ Goldman Sachs นั้นออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้อย่างมาก
(กล่าวคือ บริษัทจะต้องใช้ต้นทุนสูงมาก เพื่อให้ตัวเองปลอดภัยจากการล้มละลาย)
สำหรับแถบสีฟ้าจะหมายถึงระดับของ Stress Capital Buffer ซึ่งจะทำลายความต้องการเงินทุนขั้นต่ำที่กำหนดเอาไว้ พูดง่าย ๆ คือบริษัทจะไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้หากแถบสีดำสูงกว่าแถบสีฟ้า
การลด Balance Sheet ลง จะช่วยให้ระดับต้นทุนที่ต้องใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงลดลงด้วย ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นจะต้องลดขนาดของ Balance Sheet หากยังต้องการจ่ายเงินปันผลให้แก่ลูกค้า
นักวิเคราะห์ของ Barclays Plc กล่าวว่า Goldman Sachs อาจตอบสนองความต้องการใหม่ภายในสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี ผ่านผลกำไรสะสม และการบริหาร Balance Sheet ใหม่ รวมถึงการรักษาระดับเงินปันผลในปัจจุบันเอาไว้
ขณะเดียวกัน ภาพรวมเศรษฐทั่วโลกได้บ่งบอกเราว่านี่ไม่ใช่การฟื้นตัวแบบ V-Shaped อย่างแน่นอน โดยดัชนี PMI ซึ่งใช้บ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตและบริการของหลายประเทศยังคงอยู่ในโซนหดตัว (Contraction)
จากการคำนวณของ Bloomberg Economics ระบุว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะต้องใช้เวลาไปจนถึงสิ้นปี 2021 กว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่ได้ โดยการประเมินจากกรณีพื้นฐานพบว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวประมาณ 4.7% ในปี 2020 และสำหรับกรณีที่เลวร้ายยิ่งขึ้น พบว่าอาจจะหดตัวได้ถึง 6.7% เลยทีเดียว
การใช้จ่ายเงินอย่างฉุกเฉินของรัฐบาลดูเหมือนจะทำให้สัดส่วนหนี้สินทั่วโลกสูงกว่า 100% ของ GDP เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดย IMF คาดการณ์เอาไว้ว่าภาระหนี้ในปี 2020 เพียงปีเดียวจะเพิ่มขึ้นถึง 19% ซึ่งใกล้เคียงกับยอดรวมของหนี้ทั้งหมดที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา
การใช้จ่ายเงินของผู้บริโภคในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการระบาดเป็นอย่างมาก และดูเหมือนการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้า ๆ มากกว่าที่จะเป็นแบบ V-Shaped
อย่างไรก็ตาม ตัวติดตามของ Bloomberg Economics ได้รุบะว่าเศรษฐกิจของจีนนั้นเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคบริการและบรรดาบริษัทขนาดเล็กทั้งหลาย ที่มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน
ทางฝั่งธนาคารกลางหลายแห่ง ล่าสุดก็ได้ประกาศมาตรการอัดฉีดเพิ่มเติมตาม ๆ กันไป โดยเฉพาะธนาคารกลางญี่ปุ่นที่มี Demand จากบริษัทต่าง ๆ ให้ปล่อยกู้เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า สู่ระดับ 8.3 ล้านล้านเยน
ขณะเดียวกัน Balance Sheet ของธนาคารกลางหลายแห่งได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์ของ Bloomberg กล่าวว่า "การลดขนาดของ Balance Sheet ในอนาคตจะเกิดขึ้นก่อนการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยกลับไปสู่จุดเดิม"
สำหรับเศรษฐกิจของประเทศในเขตแอฟริกาใต้ คาดว่าในปีงบประมาณ (Fiscal Year) นี้จะมีการขาดดุลถึง 15% ของ GDP ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปีเป็นอย่างต่ำ
ส่วน GDP นั้นคาดการณ์ว่าจะหดตัวประมาณ 7.2% ในปีนี้ ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 90 ปีเลยทีเดียว ขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อ GDP นั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 87.4% ภายใน 4 ปีต่อจากนี้ (ปัจจุบันอยู่ที่ 63.5%)
ดัชนีความผันผวน (VIX) ในหุ้นกลุ่ม S&P 500 ล่าสุดยังอยู่สูงกว่าระดับ 25 หน่วย โดยค่าเฉลี่ย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 40 หน่วย คิดเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยตลอดการบันทึกสถิติ
นักยุทธศาสตร์ของ Wall Street ได้วางจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของ S&P 500 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 เอาไว้ที่ 3,450 หน่วย และ 2,700 หน่วยตามลำดับ ซึ่งหมายความว่ามี Gap ระหว่างราคาสูงสุดและต่ำสุดถึง 28%
การกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม และการติชมในเชิงสร้างสรรค์ของคุณ เป็นกำลังใจให้เราและเหล่าอาชีพนักเขียนทุกคนในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ขอเชิญทุกท่านร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้ที่ดีด้วยกันกับเรา
World Maker
สามารถติดตาม World Maker ผ่านทาง Facebook ได้แล้ววันนี้ที่
โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้