โพสต์

กรณีศึกษา Merseyball: เบื้องหลังความสำเร็จ ของลิเวอร์พูล
เพื่อนๆ น่าจะพอจำหนังฮอลลีวู้ด เรื่อง Moneyball ที่นำแสดงโดย แบรด พิทต์ ที่สวมบทบาทเป็น บิลลี่ บีน ผู้จัดการทีมเบสบอล Oakland Athletics ทีมท้ายตาราง ในลีคสหรัฐฯ ที่ได้ความช่วยเหลือ จากเด็กเนิร์ดสายสถิติ มาวิเคราะห์ เพื่อเลือกซื้อตัวผู้เล่นฝีมือดี แต่ถูกมองข้าม และค่าตัวถูกเกินไป
เป็นเรื่องของ ทีมรองบ่อน ที่พยายามแข่งกับทีมยักษ์ใหญ่ ด้วยทุนที่มีอยู่จำกัด ซึ่งก็คล้าย ธุรกิจเกิดใหม่ ที่ไม่ได้มีทรัพยากรมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ก็คือ การใช้ “Data” มาช่วยในการพิชิต คู่แข่ง
แฟนๆ ทีมลิเวอร์พูล ที่ต้องรอมานานกว่า 30 ปี ในที่สุดก็กลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้ และน่าจะยังอยู่ในจุดสูงสุด ไปได้อีกหลายปี
เรื่องราวความสำเร็จ เป็นมาเป็นไปอย่างไร หากพร้อมแล้วไปติดตามกันเลย
แบรด พิทต์ ที่สวมบทบาทเป็น บิลลี่ บีน ผู้จัดการทีมเบสบอล Oakland Athletics
1) สำหรับสาวก ลิเวอร์พูล คงทราบดีอยู่แล้ว ว่าเจ้าของทีมลิเวอร์พูล คนปัจจุบันอย่าง จอห์น เฮนรี่ ที่เค้ามาซื้อสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
จอห์น เฮนรี่ เคยสร้างตำนานความสำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่งกับทีมเบสบอล ในสหรัฐฯ ทีมนั้นก็คือ Boston Redsox
2) ในเรื่อง Moneyball เล่าชีวิตจริงของ บิลลี่ บีน ทำทีม Oakland Athletics โดยใช้วิธีทางสถิติ วิเคราะห์ข้อมูลซื้อ-ขาย ตัวผู้เล่น และจัดตัวผู้เล่นลงนาม แบบที่ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน ทำให้ทีม Oakland Athletics สร้างประวัติศาสตร์ในรอบ 100 ปี ของวงการเบสบอล สหรัฐฯ ก็คือ การคว้าชัยชนะติดต่อ 20 นัดรวด ในช่วงฤดูกาล 2002
3) พอเห็นผลงานความสามารถของ บีลลี่ บีน ก็ทำให้ จอห์น เฮนรี่ ซึ่งตอนนั้น เป็นเจ้าของทีม Boston Redsox เลยไม่รอช้า ที่จะเจรจาคว้าตัวบีน มาคุมทีม
...แต่บีน กลับ ปฏิเสธข้อเสนอ มูลค่ากว่า 12.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปซะอย่างนั้น…ซึ่งบีนเอง ก็ยังคุมทีม Oakland Athletics ต่อไปอีกถึง 13 ปี
4) ทีมเบสบอล Boston Redsox เคยมีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ เคยเป็นแชมป์สูงสุด “World Series” ของลีกเบสบอล ของสหรัฐฯ ถึง 5 ครั้ง ในช่วงปี ค.ศ. 1093 – 1918
แต่หลังจากที่ทีมขายผู้เล่นให้กับทีมคู่แข่งอย่าง New York Yankees ไปในปี 1919 (ซึ่งทั้ง 2 ทีม ก็เป็นคู่รักคู่แค้นกันมานาน อารมณ์ประมาณแมนยูกับลิเวอร์พูลเลย) กลับกลายเป็นว่า Boston Red Sox ไม่ได้แชมป์ World Series อีกเลย ยาวนานถึง 86 ปี...
5) เรื่องราวที่ทีม Boston Redsox ไม่ได้แชมป์ยาวนานขยาดนี้ มีชื่อว่า “Curse of Bambino” หรือ คำสาปแบมบิโน่ ซึ่งมาจากผู้เล่นที่ Boston Redsox ขายไปชื่อว่า เบ็บ รูธ (Babe Ruth)
เขารู้สึกโกรธแค้นทีม Boston อย่างมาก ที่ขายเขาทิ้งไปให้คู่แข่ง ทาง เบ็บ รูธ ก็เลยสาปแข่ง ขอให้ Redsox ไม่ได้แชมป์ไปตลอดกาล!!
6) ซึ่งคำสาปนั้น ก็ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ โดยทีม Boston Redsox เข้าชิงอีกหลายครั้ง แต่ก็แพ้ไปทุกครั้ง กลับกลายเป็น เบ็บ รูธ ที่ประสบความสำเร็จ ได้แชมป์กับทีมใหม่ อย่าง New York Yankees
…ทำให้คำสาปดังกล่าวกลายเป็นคำสาปที่โด่งดังที่สุดใน American League
7) ปี ค.ศ. 2002 จอห์น เฮนรี่ แห่ง Fenvey Sport Group ได้เข้ามาซื้อสโมสรเบสบอล Boston Redsox และก็เริ่มเจรจาดึงตัว บิลลี่ บีน มาคุมทีม
แต่เมื่อบีนปฏิเสธ ทาง จอห์น เฮนรี่ ก็เลยไปจ้าง บิล เจมส์ นักวิจารณ์เบสบอลและนักสถิติ และใช้แนวทางเดียวกับ Oakland Athletics จนทำให้ Boston Redsox ทำลายอาถรรพณ์ คว้าแชมป์สูงสุดได้เป็นครั้งแรก ในรอบ 86 ปี...จอห์น เฮนรี่ ใช้เวลาเพียง 2 ปี เท่านั้นในการทำลาย “คำสาปแบมบิโน่”
8) ปี ค.ศ. 2010 หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ Boston Redsox ทางจอห์น เฮนรี่ ก็ได้ตัดสินใจ ซื้ออีก 1 สโมสร เข้ามาอยู่ในเครือ Fenvey Sport Group ซึ่งก็คือ สโมสรฟุตบอลอังกฤษอย่าง ลิเวอร์พูล ซึ่งไม่ได้แชมป์สูงสุดของลีกฟุตบอลอังกฤษ มานานกว่า 20 ปี...
จอห์น เฮนรี่
9) หลังจากเข้ามาเทกโอเวอร์ปีแรก ลิเวอร์พูล เริ่มต้นฤดูกาล 2010/11 ได้ประทับใจมากๆ คือ ชนะ 1 นัดจาก 8 นัด
การเปลี่ยนจากทีมกลางๆ ให้เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย และครั้งนี้ จอห์น เฮนรี่ ใช้เวลานานกว่า 10 ปี ถึงจะเปลี่ยนทีมลิเวอร์พูล ให้กลายเป็น แชมป์ได้ สร้างตำนานบทใหม่ให้สโมสรแห่งนี้
10) จอห์น เฮนรี่ ยังคงเชื่อในระบบการตัดสินใจ บริหารงาน โดยใช้ข้อมูล และก็ได้ไปดึงตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง “เอียน เกรแฮม” มาร่วมทีมงานด้วย ซึ่งเอียน แกรแฮม ก็แสดงผลงาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อใช้ตัดสินใจ ซื้อ-ขายตัวนักเตะ
และที่เป็นจุดเปลี่ยนของลิเวอร์พูล ก็คือ การใช้ข้อมูลวิเคราะห์ให้ผู้บริหารดู ว่า ผู้จัดการทีม ที่จะนำลิเวอร์พูลให้กลับไปเป็นแชมป์ได้ก็คือ...เจอร์เกน คลอปป์!!
11) พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2015 ลิเวอร์พูล ตัดสินใจคว้าตัว เจอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมฝีมือดีชาวเยอรมัน มาจากทีม Dortmund ซึ่งคลอปป์เอง ก็เคยทำทีมอย่าง Dortmund ขึ้นมาแย่งแชมป์ จากมหาอำนาจ อย่าง Bayern Munich มาได้ ในฤดูกาล 2010/11 และ 2012/12
...แต่ก็ถูกกลยุทธ์ ซื้อตัวนักเตะหลักของ Bayern Munich ซึ่ง คลอปป์ ไม่ค่อยสบอารมณ์ เท่าไหร่ พอได้ข้อเสนอจากทีมลิเวอร์พูล คลอปป์ จึงตัดสินใจ ตอบรับข้อเสนอ ออกมาหาความท้าทายใหม่ๆ ที่อังกฤษ
12) สัปดาห์ที่สาม ที่คลอปป์ เข้ามารับงานคุมทีมลิเวอร์พูล คลอปป์ ก็ได้พบกับ เอียน แกรแฮม...และความสนุกก็บังเกิดขึ้น
เอียน แกรแฮม (ซ้าย), เจอร์เกน คลอปป์ (กลาง)
13) แกรแฮม นำข้อมูล ที่เขาได้ทำการวิเคราะห์เอาไว้มาเสนอต่อคลอปป์ โดยเป็นข้อมูล ตอนที่คลอปป์ ยังคุมทีมในเยอรมัน โดยเกมนั้น ทีม Dortmund ของคลอปป์ ทำเกมได้เหนือกว่าทีมคู่แข่งอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายทีมของคลอปป์ พ่ายไป 2-0 พอคลอปป์ฟัง ก็ตะโกนว่า “นายดูเกมนั้นใช่ไหม มันบ้ามากๆ ทีมของเราฆ่า (บุกถล่ม) คู่แข่ง ชัดๆ, คุณก็เห็นมัน
…แต่เกรแฮม ไม่ได้ดูเกมส์ นั้นแม้แต่เสี้ยววินาที เขาวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลล้วนๆ
14) ข้อมูลที่แกรแฮม เอามาโชว์ เป็นข้อมูลที่เขาวิเคราะห์ให้ผู้บริหารลิเวอร์พูลในสมัยนั้นดูว่า คลอปป์ เป็นผู้จัดการที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน โดยจากโมเดล ที่แกรแฮม ทำระบุว่าทีม Dortmund ควรจะได้ถึงที่สองด้วยซ้ำ แต่ฤดูกาลนั้นทีมจบอันดับที่ 7
…ในเกมฟุตบอล ที่มีการทำประตูกันน้อยมากๆ เกมละเฉลี่ยไม่เกิน 3 ประตู ก็ทำให้ความผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้ง ทำให้ตำแหน่งแชมป์หลุดไปได้ง่าย
…แกรแฮม สรุปว่า คลอปป์ เจ๋งอยู่แล้ว เขาแค่คุมทีม (Dortmund) ที่ดวงซวยที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์
15) แกรแฮม สร้างโมเดลคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลนักเตะกว่า 100,000 คนทั่วโลก และแนะนำให้ลิเวอร์พูลซื้อตัวนักเตะอย่างชาญฉลาด ตอนที่นักเตะราคาไม่แพงมาก
16) แต่ถึงแม้ข้อมูลจะเด็ดแค่ไหน หากผู้จัดการทีมไม่ใช้งานข้อมูล หรือเอาไปใช้ไม่เป็น การวิเคราะห์นั้นก็จะไม่มีความหมายใดๆ แต่คลอปป์ เป็นคนที่รับฟังคนรอบข้าง
และที่เหนือกว่านั้นยังสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนานักเตะในทีมได้อีกด้วย คือ ไม่ได้เอาข้อมูลการเล่นของนักเตะไปโทษว่าใครเล่นไม่ดี แต่เอาข้อมูลไปแปลงให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย และชี้แนะแนวทางในการพัฒนาฝีเท้า
17) ลิเวอร์พูล ค่อยๆ พัฒนาทีมทีละขั้น ทีละระดับ จนได้ทีมที่ลงตัว กล่าวได้ว่า ทีมลิเวอร์พูล “เติบโต” และนักเตะในทีมต่างมีความกระหายที่ในชัยชนะ
...แอดมินยังประทับใจประโยคหนึ่งของพี่วิศรุต วิเคราะห์บอลจริงจัง ที่บอกว่า “ถึงแม้จะนำอยู่ แต่นักเตะลิเวอร์พูล ยังวิ่งไล่แย่งบอลจากคู่แข่งอย่างกับลูกฟุตบอลมีลูกเดียวในโลกนี้”
18) จริงๆ แล้ว ลิเวอร์พูลเอง ก็มีตำนานคำสาปเหมือนกัน โดยเป็นคำสาป ที่อดีตนายทวารเบอร์หนึ่งของทีมชาวซิมบับเว ในช่วงปี ค.ศ.1980-1990 อย่าง บรูซ กร็อบเบลาร์ ซึ่งเคยสาปเอาก่อนหยุดค้าแข้ง
โดยนำหางแพะและจุ่มน้ำทาไปที่เสาประตูทั้ง 2 ฝั่ง และกล่าวว่า “ถ้าคุณไม่มี บรูซ กร็อบเบลาร์ ที่นี่ คุณคว้าแชมป์ไม่ได้หรอก”
…ซึ่งบรูซเองก็เคยพยายามทำลายล้างคำสาปหลาย และมาทำสำเร็จในฤดูกาลที่ผ่านมา...
บรูซ กร็อบเบลาร์
19) จนในที่สุด จอห์น เฮนรี่ ก็สามารถทำได้อีกครั้ง สร้างตำนาน “Merseyball” ขึ้นมาใหม่ โดยพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยทำให้เป้าหมายที่วางไว้สำเร็จได้ ก็คือ การตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลประกอบ
และที่สำคัญกว่านั้น คือ เมื่อเลือกองค์ประกอบที่ลงตัวมาแล้ว ก็ต้องหาคนที่จะผลักดันองค์กร ให้ก้าวไปข้างหน้าได้..
และนี่ก็เป็น บทสรุปความสำเร็จของลิเวอร์พูล ทีมฟุตบอลที่ทำให้โลกนี้ยังมีความหวัง
“ถึงจะพบความล้มเหลวสักกี่ครั้ง แต่คุณก็จะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย...”
หากบทความเป็นประโยชน์ กดไลค์ และแชร์ ได้เลย ^^
=====================
ผู้นำเข้า ส่งออก หาขนส่งมืออาชีพ
นึกถึง ZUPPORTS
=====================
❤️ อ่านบทความย้อนหลังได้ที่
นำเข้าส่งออก สุดขอบฟ้า marketplace
ความคิดเห็น

คุณหนูนักวางแผน : Financial Planner

จริงเลยครับ Liverpool เปลี่ยนไปเยอะมาก
3 ก.ค. เวลา 14:02

forest gums

อะไรหว่า Merseyball มันเกี่ยวกับ moneyball ยังไง นึกว่าพิมพ์ผิด พอเจอบรรทัดสุดท้ายถึงบางอ้อ Mer'sey' ball 😂
1 ก.ค. เวลา 15:00

ตามพลอยมา (Ariya ploy_)

เชียร์ลิเวอร์พูลด้วยก็ได้ค่ะ ไม่เข้าใจเลย อิอิ 😆
30 มิ.ย. เวลา 18:53
1
1 ก.ค. เวลา 01:54
1