โพสต์

“วลาดิเมียร์ ปูติน” Ep.2 ชายผู้อยู่ในเงามืด
“คนที่จะมีอำนาจใหญ่โตในอนาคต ส่วนใหญ่ก็เริ่มด้วยชีวิตของการเป็นสายลับกันทั้งนั้น ซึ่งผมและคุณก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น” เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ กล่าวกับ วลาดิเมียร์ ปูติน
ทุกท่านครับ นี่คือเรื่องราวภาคต่อของชายผู้ในตอนนี้เป็นอดีตสายลับแห่ง KGB
พร้อมกับเรื่องราวของประเทศมหาอำนาจที่ล่มสลายลงไปอย่าง “สหภาพโซเวียต”
เรื่องราวความวุ่นวายจากการล่มสลายและก่อกำเนิดขึ้นใหม่ในชื่อของ “รัสเซีย”
ความอ่อนแอของประเทศที่เคยยิ่งใหญ่...
รัสเซียภายใต้ทุนนิยมของบอริส เยลต์ซิน...
กำเนิดกลุ่มโอลิกา (Oligarch)...
การก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนเชชเนีย...
การเข้าสู่เส้นทางการเมืองของอดีตสายลับ...
และนี่ คือเรื่องราว “วลาดิเมียร์ ปูติน” Ep.2 ชายผู้อยู่ในเงามืด
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง...
ภาพจาก New Statements
อย่างที่ผมเคยได้เล่าไปแล้วใน Ep.ก่อน มิคาอิล กอร์บาชอฟ นั้นได้ขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโซเวียตให้หลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงได้ใช้นโยบายกลาสนอสต์และเปเรทรอยก้า
แต่ทว่า เปเรสทรอยก้า ที่เป็นการฏิรูปเศรษฐกิจก็ไม่สามารถพยุงเศรษฐกิจของโซเวียตให้ดีขึ้นได้ ตรงกันข้ามกับกลาสนอสต์ ที่เป็นการปฏิรูปการเมืองกลับสำเร็จ
เมื่อเศรษฐกิจแย่แต่การเมืองกลับเปิดเสรีมากขึ้น ประชาชนก็พากันออกมาด่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ อีกทั้งก็เกิดแนวคิดชาตินิยมในประเทศบริวาร ที่ต่างคิดว่า “รัฐบาลโซเวียตบริหารห่วยแตกขนาดนี้ ตูขอแยกตัวไปบริหารเองยังจะดีกว่า!”
ภายในโซเวียตเอง ประชาชนก็พากันประท้วงรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน
ความล้มเหลวและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ความนิยมกอร์บาชอฟดิ่งลงเหว จนเกิดความแตกแยกในพรรคคอมมิวนิสต์เอง
และใน ค.ศ.1991 เกนเนดี ยาเนเยฟ ได้พยายามนำกองกำลังเข้ายึดอำนาจกอร์บาชอฟ เพื่อรักษาความสงบของประเทศ มีการประกาศห้ามเดินขบวน ห้ามนัดหยุดงานและชุมนุมประท้วง
แต่ทว่า บอริส เยลต์ซินที่เป็นผู้มีอำนาจในรัฐบาลของกอร์บาชอฟ หนีออกมาได้ แล้วทำการต่อต้านการยึดอำนาจ ปลุกระดมประชาชนให้ประท้วงใหม่ พร้อมให้มีการนัดหยุดงาน
จากการต่อต้านการยึดอำนาจนี่แหละครับ ทำให้เยลต์ซินกลายเป็นขวัญใจมหาชนไปอย่างรวดเร็ว และจากการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของแรงงาน ทำให้ระบอบคอมมิวนิสต์ในโซเวียตพังทลายลง ดังนั้นการยึดอำนาจของเกนเนดี ยาเนเยฟก็ล้มเหลวไปในที่สุด!
เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ในโซเวียตเริ่มพังทลาย เหล่าประเทศบริวารก็ปฏิวัติแยกตัวกันออกไปทีละประเทศ
เมื่อสถานการณ์เลยเถิดไปถึงขนาดนี้ กอร์บาชอฟก็ตัดสินใจลาออกและยุบพรรคคอมมิวนิสต์
และถือเป็นจุดจบของสหภาพโซเวียต
ขั้วอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่เคียงคู่กับสหรัฐอเมริกามากว่า 40 ปี
ภาพจาก BBC (มิคาอิล กอร์บาชอฟ)
ภาพจาก The Times (บอริส เยลต์ซิน)
เมื่อโซเวียตล่มสลายจากการยุบพรรคคอมมิวนิสต์และการแยกตัวของประเทศบริวาร
ดินแดนแห่งนี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่ในนาม “รัสเซีย” และแน่นอนครับว่าบอริส เยลต์ซินที่เป็นทั้งฮีไร่และขวัญใจมหาชนในช่วงความวุ่นวาย ก็ได้ถูกเลือกให้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนแรก
เยลต์ซินได้เห็นความล้มเหลวของระบอบคอมมิวนิสต์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง จึงทำการเปลี่ยนรัสเซียให้ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมอย่างเต็มสูบ! พร้อมกับเข้าสู่การเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย
รัสเซียภายใต้ทุนนิยมนี่แหละครับ ก็ทำให้เกิดกลุ่มที่เรียกว่า “โอลิกา (Oligarch)”
โดยโอลิกาที่ว่า คือ กลุ่มนักธุรกิจรัสเซียที่เกิดรวยมหาศาลขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากการกอบโกยและแปรรูปทรัพย์สินของรัฐในช่วงที่โซเวียตล่มสลาย
กลุ่มโอลิกาจึงจัดเป็นพวกที่กระเป๋าหนัก จนกลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงมากในการเมืองของรัสเซีย
โอลิกาอยู่เบื้องหลังการเมือง...
โอลิกามีการล๊อบบี้นักการเมือง หรือกระทั่งเข้าไปเล่นการเมืองซะเอง...
โอลิกาที่มีทุนหนาก็จ่ายเงินสนับสนุนนักการเมืองเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้ตัวเอง...
โดยโอลิกามีหัวหอกสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางการเมืองในรัสเซีย คือ ชายที่ชื่อว่า บอริส บีรีซอฟสกี้
ดังนั้น รัสเซียภายใต้ทุนนิยมของเยลต์ซิน จึงเกิดความไม่โปร่งใส มีการคอร์รัปชั่นกันกระจาย จากการเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มโอลิกาและบอริส บีรีซอฟสกี้นี่แหละครับ
อีกทั้งในยุคของเยลต์ซิน ยังมีปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การเกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนเชชเนีย
เชชเนีย ก็เป็นอีกดินแดนที่เมื่อโซเวียตล่มสลาย ก็ปราถนาที่จะปลดแอกตัวเอง จึงทำการปฏิวัติต่อต้านเพื่อแบ่งแยกดินแดนโดยได้รับการสนับสนุนจากตะวันออกกลาง (ประชากรเชชเนียส่วนใหญ่เป็นมุสลิม นิกายซุนหนี่)
แต่เผอิญว่า เชชเนียเป็นดินแดนที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก แต่กลับมีน้ำมันมหาศาล!
รัฐบาลเยลต์ซินและกลุ่มโอลิกา มีหรือจะยอมปล่อยขุมทรัพย์มหาศาลที่อยู่ตรงหน้าให้หลุดลอยไป ดังนั้น ใน ค.ศ.1994 รัฐบาลรัสเซียก็ส่งกองทัพเต็มรูปแบบ พร้อมทหาร 40,000 คน เข้าไปถล่มพวกที่จะแบ่งแยกดินแดน เกิดเป็นสงครามเชชเนียครั้งที่ 1 ขึ้นนั่นเองครับ
จากสงครามเชชเนียนี่แหละครับ ทำให้รัสเซียต้องเสียทั้งเงินทั้งคนไปมหาศาล แต่ก็ยังไม่สามารถปราบพวกกบฏได้อย่างราบคาบ อีกทั้งยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกต่างหาก! เพราะทางนั้นเล่นสงครามแบบกองโจร
อีกทั้งความเป็นอยู่ของชาวรัสเซียก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าตอนเป็นโซเวียตซักเท่าไหร่ (เผลอๆแย่กว่าตอนเป็นโซเวียตซะอีก)
การคอร์รัปชั่น...
สงครามต่อต้านกบฎ...
และการไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจจากการล่มสลายของโซเวียตได้...
ทั้งหมดนี้ คือสภาพและปัญหาที่เกิดขึ้นในรัสเซียภายใต้ยุคของเยลต์ซิน...
ซึ่งในอนาคตจะมีชายคนหนึ่งขึ้นมากอบกู้และแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้...
ชายที่ตอนนั้นแทบจะไม่มีใครรู้จัก...
เพราะเขาอยู่ในเงามืดมาโดยตลอด...
ภาพจาก The New York Times (บอริส บีรีซอฟสกี้)
ภาพจาก The New York Times (สงครามเชชเนีย)
เอาล่ะครับ เมื่อเราเข้าใจถึงสภาพของรัสเซียหลังการล่มสลายของโซเวียตแล้ว เรากลับมาที่เรื่องราวของพระเอกในเรื่องนี้กันดีกว่า นั่นคือ “วลาดิเมียร์ ปูติน” หรือ “โววา”
หลังจากที่โซเวียตล่มสลาย โววาก็ได้กลับมาที่รัสเซีย ซึ่งในตอนนั้น KGB ยังคงอยู่ แต่เรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่ไร้ประโยชน์ แทบไม่มีใครต้องการอีกแล้ว
โดยส่วนตัวนั้นโววาอยากจะลาออก แต่ติดที่ว่าถ้าออกแล้วลูกเมียจะเอาอะไรกิน! จึงต้องจำใจทำงานที่ไม่มีเกียรตินี้ต่อไป
โววาได้หาทางสำรองเผื่อไว้ โดยการไปทำงานที่มหาวิทยาลัยเลนินกราด พร้อมกับเรียนต่อ ป.เอกไปด้วย
และจากการทำงานที่มหาวิทยาลัยเลนินกราด ทำให้โววาก็ได้พบกับอนาโตลี ซับชาค ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงมากในเลนินกราด
โดยเพื่อนของโววาได้แนะนำให้โววาไปเป็นผู้ช่วยของซับชาค โววาจึงได้เข้าไปคุยกับซับชาคเพื่อขอเป็นผู้ช่วย ปรากฏว่า ซับชาครับโววาเข้าทำงานโดยไม่ติดว่าตัวของโววายังเป็นเจ้าหน้าที่ KGB อยู่ และเมื่อเข้าทำงานกับซับชาค โววาก็ลาออกจาก KGB ซึ่งถูกยุบหลังจากนั้นไม่นาน
จากประสบการณ์ที่โชกโชนใน KGB ทำให้งานที่ทำกับซับซาค ถือว่าเป็นเรื่องกล้วยๆไปเลยสำหรับโววา ซับชาคจึงเริ่มไว้ใจและเชื่อใจโววามากขึ้นเรื่อยๆ (เพราะความซื่อสัตย์ของโววาด้วย)
แล้วในที่สุด ซับชาคก็ได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีของเลนินกราด (ซึ่งในตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแล้ว)
ความก้าวหน้าของซับซาค ก็คือความก้าวหน้าของโววา ซับชาคแต่งตั้งให้โววาเป็นรองนายกเทศมนตรี ฝ่ายการต่างประเทศ
ซับชาคและโววาได้ทำการเปลี่ยนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กให้กลายเป็นมหานครแห่งยุโรปเหนือเลยล่ะครับ! มีการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้การค้าในเมืองดีขึ้นผิดหูผิดตา
ทั้งสองคนได้สร้างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กให้เป็นเมืองที่ทันสมัยอย่างแท้จริง
แต่ทว่า โววาก็ได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างหนึ่ง และข้อผิดพลาดนี้นำมาสู่จุดจบของอนาโตลี ซับชาค...
ภาพจาก greatcharlie (วลาดิเมียร์ ปูติน และอนาโตลี ซับชาค)
ความผิดพลาดที่ว่า คือ โววาได้พยายามเข้าไปจัดระเบียบธุรกิจการพนัน ซึ่งธุรกิจนี้ผู้มีอิทธิพลควบคุมอยู่ โววาคิดที่จะทำลายกลุ่มอิทธิพลและให้ประชาชนเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ผลประโยชน์จากธุรกิจนี้ด้วย
แต่โววาประเมินผู้มีอิทธิพลต่ำเกินไป! เพราะเมื่อโววาได้ส่งเจ้าหน้าที่ให้ไปจัดการดูแล ผู้มีอิทธิพลก็ทำการซื้อตัวเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไป ทำให้ทั้งโววาและซับชาคต่างโดนเหมารวมไปด้วยว่าอยู่ใต้ผู้มีอิทธิพลเพราะอำนาจเงิน
ฝ่ายตรงข้ามซับชาคก็ทำการโจมตีอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน! ว่าซับชาคมีการก่อตั้งบ่อนและยักยอกเงินปันผลเข้าคลังเทศบาล จนในที่สุด ซับชาคก็แพ้การเลือกตั้งในสมัยที่ 2 พร้อมชื่อเสียงที่ถูกทำลายอย่างป่นปี้! ส่งผลให้โววาต้องตกงานตามไปด้วย
โววาต้องว่างงานอยู่หลายเดือนเลยล่ะครับ เขากลายเป็นคนที่ล้มเหลวในชีวิต เคราะห์ซ้ำกรรมซ้อนบ้านและรถก็ถูกไฟไหม้อีกต่างหาก! โววาจึงจำเป็นต้องหางานอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะไม่มีอะไรกิน...
แต่ด้วยชื่อเสียงและความสามารถที่เคยทำให้กับเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก็ได้มีการติดต่อมาจากปาเวล บาโลดิน เพื่อทาบทามให้โววาเข้าไปทำงานในสำนักประธานาธิบดีของบอริส เยลต์ซิน
และนี่ คือจุดเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่การเมืองระดับประเทศของโววา
งานใหม่ที่โววาได้รับก็คือเป็นพนักงานบริหารกฎหมายและสินทรัพย์ของประเทศ ซึ่งทำไปได้ไม่กี่ปี โววาก็ไต่เต้าจนขึ้นไปเป็นหัวหน้า
และเมื่อสถานการณ์ในรัสเซียเริ่มวุ่นวายจากสงครามเชชเนีย บอริส เยลต์ซิน จึงได้ตั้งหน่วยข่าวกรองลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า FSB
แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า เยลต์ซิน ต้องการผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้อย่างโชกโชน มีความฉลาด และซื่อสัตย์เพื่อมาเป็นผู้นำองค์กร
แล้วหวยก็มาล็อกที่โววานั่นเองครับ...
ภาพจาก The Moscow Times (บอริส เยลต์ซิน และวลาดิเมียร์ ปูติน)
เยลต์ซินได้แต่งตั้วโววาให้เป็นหัวหน้าองค์กร FSB โดยไม่ได้ถามหรือบอกโววาก่อนซักนิด! (แสดงให้เห็นว่าเยลต์ซินไว้ใจโววามาก)
ซึ่งโววาก็ไม่ค่อยพอใจซักเท่าไหร่ครับ พร้อมพูดว่า “การทำงานในหน่วยสืบราชการลับเป็นงานหนัก เพราะใช้ชีวิตโดยการรักษาความลับ ซึ่งผมลาออกจาก KGB มาตั้งนานแล้ว ทำให้คุ้นเคยกับชีวิตที่หลากหลายและน่าสนใจมากกว่าการเป็นสายลับ”
แต่โววาก็ได้เพียงแค่บ่นอุบอิบเท่านั้น เพราะเมื่อนายสั่ง ก็ต้องทำ!
แล้วอาชีพในฝันตอนเด็กของโววาก็กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มาในรูปแบบของการเป็นหัวหน้าองค์กรเลยทีเดียว
เมื่อเป็นหัวหน้า โววานั้นทำหน้าที่ได้ดีเช่นเคย FSB ของโววานั้นไม่เดินตามรอย KGB แต่โววาได้ปรับระเบียบองค์กรขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังวางฐานอำนาจของตัวเองเอาไว้ในองค์กร โดยการแต่งตั้งคนที่ไว้ใจให้เข้ามาทำงาน
และ FSB จะเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมของโววาในช่วงที่เป็นผู้นำรัสเซียในอนาคต...
อีกทั้ง โววาเป็นผู้ที่มาช่วยเยลต์ซินแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของรัสเซีย เรียกได้ว่าทำงานหนักจนหลังแอ่น โดยไม่ปริปากบ่นซักคำ
จุดนี้จึงทำให้เยลต์ซินยิ่งไว้ใจโววามากขึ้น
ทำให้อำนาจของโววาไม่ใช่เพียงอยู่ใน FSB เท่านั้น แต่อำนาจของโววาเริ่มคลอบคลุมไปถึงคณะรัฐบาลของเยลต์ซิน
ความเก่งกาจ...
ความเงียบเชียบ...
ความขยัน...
และความซื่อสัตย์...
คุณสมบัติเหล่านี้ของโววาก็ไปถูกใจบอริส บีรีซอฟสกี้และกลุ่มโอลิกาเข้าอย่างจัง
โอลิกาจึงตั้งเป้าไว้อย่างแน่วแน่ว่า “หมอนี่แหละทายาททางการเมืองคนต่อไปของเยลต์ซิน!”
ภาพจาก Voice of America (ทายาททางการเมืองของบอริส เยลต์ซิน)
ทำไมเยลต์ซินถึงต้องเลือกทายาททางการเมืองของตัวเอง?
นั่นก็เพราะว่าเยลต์ซินคิดว่าตัวเองแก่แล้ว อีกทั้งยังป่วยหนัก ไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง ดังนั้นเยลต์ซินและกลุ่มโอลิกาต้องรีบเลือกทายาททางการเมืองที่เหมาะสมขึ้นมา
เยลต์ซินก็คิดว่า “ต้องเลือกคนที่จะทำให้ตัวของเยลต์ซินลงจากตำแหน่งได้อย่างปลอดภัย”
กลุ่มโอลิกาก็คิดว่า “ต้องเลือกคนที่เชื่อฟังและอยู่ใต้อิทธิพลของโอลิกา”
แล้วโววาที่อยู่ดีๆก็โผล่มา แถมมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงกับความต้องการของเยลต์ซินและโอลิกาได้แบบพอดิบพอดี! กลุ่มโอลิกาจึงทำการดันโววาอย่างสุดตัว
จนในที่สุดเยลต์ซินก็ได้แต่งตั้งให้โววาเป็นนายกรัฐมนตรี!
และเรื่องนี้ได้สร้างความตกใจให้กับคณะรัฐบาล สภาดูมา รวมถึงประชาชนรัสเซียไปทั่วประเทศ ทั้งยังพร้อมใจกันตั้งคำถามว่า
“ไอ้คนที่เยลต์ซินเลือกให้เป็นนายกนี่มันเป็นใคร?”
หรือ “ใครคือปูติน?”
หรือ “นี่จะเป็นทายาททางการเมืองของเยลต์ซินหรือเปล่า?”
ประชาชนต่างงงกันไปเป็นแถวเพราะไม่รู้จักเลยว่าโววาเป็นใคร ทำไมอยู่ดีๆถึงได้เป็นนายก หรือพูดไปในทำนองว่า “หมอนี่คงเป็นหุ่นเชิดของพวกโอลิกาอีกคนล่ะสิ”
ทางด้านโววาก็ออกมาพูด “เป็นการตัดสินใจของประธานาธิบดี ผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง และเยลต์ซินไม่เคยพูดว่าผมเป็นทายาททางการเมือง เขาพูดเพียงว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอนาคต ซึ่งถ้าทุกอย่างไปได้ด้วยดี ผมก็คงจะมีโอกาสนั้น”
จากการพูดและลักษณะนิสัยแบบ “ดีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน” ของโววา ทำให้บีรีซอฟสกี้และกลุ่มโอลิกาคิดว่า “หมอนี่มันไก่อ่อนจริงจริ๊ง! ควบคุมได้ง่ายๆอยู่แล้ว”
แต่ทว่าการตัดสินใจเลือกโววาเป็นหุ่นเชิดครั้งนี้ กลับทำให้บีรีซอฟสกี้และกลุ่มโอลิกาจดจำไปจนวันตาย! ว่าพวกเขาได้ทำผิดพลาดอย่างมหันต์
พวกเขาโดนเมฆหมอกจากความมืดบดบังการมองเห็นชายคนนี้อย่างชัดเจน...
พวกเขาเห็นชายคนนี้เป็นเพียงสุนัขที่ซื่อสัตย์ ควบคุมได้ง่าย...
จึงทำให้พวกเขาประเมินชายที่ชื่อ “วลาดิเมียร์ ปูติน” ต่ำจนเกินไป...
และทำให้มองไม่เห็นถึงธาตุแท้ของชายคนนี้...
ชายผู้อยู่ในเงามืดมาโดยตลอด
ภาพจาก History
ใน Ep. ต่อไป ผมจะนำพาทุกท่านไปพบกับเรื่องราวการขึ้นเป็นผู้นำของวลาดิเมียร์ ปูติน...
เรื่องราวการไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างหรือหุ่นเชิดของผู้มีอิทธิพลใดๆ...
เรื่องราวการกำจัดกลุ่มโอลิกา...
เรื่องราวการจัดการกลุ่มกบฎในเชชเนียอย่างเด็ดขาด...
เรื่องราวการตัดสินใจอย่างเลือดเย็นในการสยบผู้ก่อการร้าย...
เรื่องราวการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองอย่างไร้ปรานี...
และเรื่องราวการสร้างรัสเซียให้ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกอีกครั้ง...
ใน Ep.3 ขาวและดำ
ภาพจาก Fair Observer
อ้างอิง
Gessen, Masha. The Man Without a Face: The Unlikely Rise of Vladimir Putin, Riverhead Books, 2013.
Putin, Vladimir. First Person: An Astonishingly Frank Self-Portrait by Russia's President, 2000.
University Press. Vladimir Putin : The Biography, University Press 2019.
ความคิดเห็น
7 ส.ค. เวลา 02:43

ดี​ ยาตราเทวะ

น่าติดตามมาก ขอบคุณครับ
25 ก.ค. เวลา 15:16

Me & My Sis

อ่านสนุกมากค่ะ👍👍
25 ก.ค. เวลา 14:40