โพสต์

ความขัดแย้งและข้อพิพาทเหนือดินแดน ระหว่างจีน-อินเดีย ยังไม่จบง่ายๆ
1. จากที่ผมได้เขียนไปเมื่อวันก่อนว่ารัฐบาลอินเดียในช่วง 2 เดือนนี้มองว่าจีนนั้นมีสถานะเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นพิเศษ จากกรณีที่รัฐบาลจีนได้พยายามส่งทหารเข้ามาประชิดชายแดนอินเดียเมื่อเดือนก่อน
2. บวกกับเหตุการทะเลาะวิวาทระหว่างทหารจากกองทัพของจีน และกองทัพของอินเดียที่ยกพวกมาตะลุมบอนตีกันด้วยไม้และเหล็กฝังตะปู จนทำให้ทหารฝั่งอินเดียเสียชีวิตไปกว่า 20 คน (ส่วนฝั่งจีนนั้นไม่ได้มีการประกาศตัวเลขที่แน่ชัด)
3. เพราะต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้ล้ำเส้นเขตแดนของตนเองเข้ามา ความขัดแย้งและการวิวาทมันจึงเกิดขึ้น ถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากที่สุดในรอบหลาย 10 ปี (จริงๆทหารอินเดียกับทหารจีนต่อยกันหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยถึงขั้นมีคนตายสักทีในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้)
4. พอมีทหารฝั่งอินเดียตาย ทางฝั่งอินเดียก็เลยเดินหน้าใช้นโยบายการกดดันประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสั่งแบนแอพจีนไป 40-50 แอพทีเดียว ทั้ง Tiktok, WeChat, ShareIt อะไรต่างๆที่เป็นแอพสัญชาติจีนโดนหมด
5. โดยอินเดียอ้างเรื่องเหตุผลทางด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน ซึ่งอินเดียกังวลว่ารัฐบาลจีนจะแอบดักฟังและขโมยข้อมูลของชาวอินเดียก็เลยตัดสินใจเดินหน้าแบนแอพจีน ในฐานะส่วนหนึ่งของมาตรการบอยคอตสินค้าจีนไปเลย
6. อีกทั้งในหลายๆสัปดาห์ที่ผ่านมานี้สมาคมผู้ประกอบการโรงแรมภายในอินเดียหลายๆแห่งยังออกมาประกาศแบนนักท่องเที่ยวจีน ไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนให้เข้ามาพักที่โรงแรมอีกด้วย
7. ล่าสุดเมื่อวานก่อนนี้ รัฐบาลอินเดียยังออกมาประกาศเพิ่มด้วยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการสั่งแบนแอพสัญชาติจีนอีกเกือบ 300 รายการ ที่รัฐบาลอินเดียเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของอินเดีย
8. ประเด็นมันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะในตอนบ่ายของวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ ทางอินเดียได้ออกประกาศฉบับใหม่ขึ้นมาว่านายกรัฐมนตรี Narendra Modi เนี่ย จะส่งกำลังทหารเข้าไปประจำการ ณ ชายแดนที่เป็นข้อพิพาทกับจีนเพิ่มอีก 35,000 กว่าคน
9. เนื่องจากทั้งสองฝ่าย จีนและอินเดียนั้นไม่สามารถที่จะหาข้อยุติในความขัดแย้งระหว่างดินแดนดังกล่าวได้ (เส้นเขตแดนที่เอาไว้ใช้แบ่งปักปันเขตแดนมันไม่ชัดเจนด้วยแหละ เพราะมันใช้ลำธาร แม่น้ำอะไรพวกนี้เป็นตัวขีดเส้น บางทีแค่น้ำขึ้นน้ำลงเส้นก็เปลี่ยนได้แล้ว)
10. โดยกำลังทหารจากกองทัพอินเดียจำนวนกว่า 35,000 คนนี้ จะถูกส่งไปสมทบกับกองกำลังชุดเดิมที่เข้าไปตั้งค่ายอยู่ ณ บริเวณชายแดนในช่วงก่อนหน้านี้ (ในข่าวระบุว่ารัฐบาลอินเดียได้นำปืนใหญ่ รถถัง และกองกำลังจำนวนหนึ่งไปตั้งค่ายรอไว้หลายวันแล้ว)
11. การเคลื่อนไหวของฝั่งอินเดียนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทีมเจรจา และผู้แทนทางการทูต-ทหารทั้งหลายที่ทั้งฝ่ายอินเดียและจีนได้ส่งเข้าไปคุยกันนั้นถือว่าประสบความล้มเหลว ไม่มีความคืบหน้าที่น่าพอใจเท่าที่ควร
12. ตอนนี้เท่าที่ปรากฏออกมาในสื่อ ทั้ง 2 ฝ่ายถือว่าได้เจรจาอย่างเป็นทางการกันไปแล้วเป็นจำนวน 4 รอบ (อันนี้หมายถึงการเจรจาระหว่างผู้แทนทางทหารเท่านั้นนะ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายการเมือง)
13. ซึ่งทางฝั่งจีนเขาก็ออกมาประกาศว่า ทางฝั่งจีนนั้นหวังเป็นอย่างมากว่าฝั่งอินเดียจะยอมถอนทหารออกไป และร่วมมือกันสร้างสันติภาพ ณ บริเวณชายแดนที่ทั้งอินเดียและจีนมีร่วมกันนี้
14. จริงๆก็ทั้งสองฝ่ายนั้นแหละที่ส่งทหารไปประชิดชายแดนกัน ของจีนนั้นส่งมาตั้งแต่ช่วงหลายวันที่ผ่านมาแล้ว มีภาพถ่ายจากดาวเทียมแถวนั้น ถูกเผยออกมาว่าจีนก็เข้ามาตั้งค่าย และส่งทหาร ส่งรถถังมาวางไว้บริเวณรอบๆเส้นเขตแดนเหมือนกัน
15. มีการคาดการณ์ว่าการส่งทหารจำนวนมากเข้าไปประชิดชายแดนกันในช่วงนี้เป็นเพียงมาตรการข่มขู่ในเชิงจิตวิทยาระหว่างกัน เพราะมันกำลังจะเข้าฤดูหนาวแล้ว แล้วบรรยากาศในบริเวณรอบๆก็จะหนาวกันอย่างมาก (ติดลบ 30 องศาเซลเซียส)
16. การรบกันจึงแทบมีความเป็นไปได้น้อยมากๆ จนถึงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะถ้ารบกันจริงๆ ปัญหาที่จะตามมาคือ เส้นทางการส่งเสบียงจะทำกันได้ลำบากมากขึ้นในช่วงที่พายุหิมะพัดกระหน่ำ
17. และถ้าเสบียงถูกส่งมาไม่ได้ อาหาร น้ำมัน เชื้อเพลิง ยา เครื่องมือ อุปกรณ์จำเป็นต่างๆก็จะไม่สามารถถูกลำเลียงส่งมาได้ตามปกติ ทำให้ต้องมีการสต็อคของไว้เท่ที่จำเป็นล่วงหน้าเท่านั้นในขณะนี้
18. เกร็ดน่ารู้** กองทัพอินเดียนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่เทคโนโลยี และอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้งานภายในกองทัพ ทั้งกองทัพ กองทัพอากาศ และกองทัพเรือนั้นยังคงล้าสมัยอยู่มาก
19. เพราะกว่า 60% ของงบประมาณทางการทหารของอินเดียนั้น ต้องถูกกระจายไปเป็นค่าจ้าง และเงินเดือนของทหารประจำการทั้งหลายที่มีไม่ต่ำกว่า 1,000,000 กว่านาย
20. ทำให้กองทัพอินเดียนั้นไม่ค่อยมีเงินเพียงพอที่จะเอาไปซื้อหาอาวุธ ยุทโธปกรณ์ใหม่ๆล้ำสมัยมาใช้งาน (รวมถึงไม่มีตังค์ซื้อกระสุน และคลังอาวุธสำรองได้มากเพียงพอด้วย)
References
1. บทความจาก South China Morning Post ชื่อ "India moving 35,000 more troops to disputed China border in Himalayas amid heightened tensions"
2. บทความจาก Bloomberg ชื่อ "India adds 35,000 troops on China border as tensions simmer"
3. บทความจาก The Times of India ชื่อ "LAC face-off: India to add 35,000 troops along China border as tensions simmer"
4. บทความจาก The Express ชื่อ "India v China: Modi deploys 35,000 troops to China border as tensions erupt"
5. บทความจาก The Economic Times ชื่อ "India may add 35,000 troops along China border as tensions simmer, changing the status quo forever"
6. บทความจาก The Indian Express ชื่อ "Explained: Why it is a challenge maintaining troops on LAC"
7. บทความจาก The Print ชื่อ "If India wants to tire China out on LAC, it must build fortresses at these pressure points"
8. บทความจาก The Hindu ชื่อ "LAC standoff | India expects China to work sincerely on disengagement plan"
9. บทความจาก The Indian Express ชื่อ "It is no longer Pakistan seeking Chinese support for its adventurism as much as it is the other way around. India must prepare"
10. บทความจาก Voice of America ชื่อ "India, China Begin Pulling Back Troops from Disputed Border "
ความคิดเห็น

ผู้พันซีโร้

เค้าคิดอะไรของเค้า อยู่นะ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เดาไม่ออกเลย พักหลังๆ ขัดแย้งกับ ระแวกข้างบ้านตลอดเลย
5 ส.ค. เวลา 14:29

Mr.Anupong Thamdee

ไหนๆก็ยอมกันไม่ได้ใช่ไหม ทั้งที่ โควิด-19 ยังระบาดหนัก ก็เอาศพที่ตายด้วยโควิด ใส่เครื่องยิง ใข้แทนกระสุน เท่านี้ก็จะได้บรรลัยกันไปทุกฝ่ายให้หมด แต่ผมก็ไม่เชื่อว่า...แค่เรื่อง ทหารตีกัน แล้วมีการตาย 20 คน. ยอดความเสียหาย ที่มีแต่ตัวเลขผู้เสียชีวิต...ดูเพิ่มเติม
30 ก.ค. เวลา 16:41
1