11 ส.ค. 2020 เวลา 00:34 • หุ้น & เศรษฐกิจ
INSIGHT : การแบน TikTok และ WeChat อาจมีความสำคัญและสามารถเพิ่มความตึงเครียดให้กับสหรัฐฯ และจีนได้มากกว่าที่เราคิด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งแบนแอปพลิเคชั่น TikTok ซึ่งจีนเป็นเจ้าของอยู่ โดยอ้างอิงเหตุผลด้านความปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่ Microsoft Corp. ได้เร่งความพยายามของพวกเขาที่จะเข้าซื้อ TikTok ได้ 4 ประเทศคือ สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
คำถามก็คือจริง ๆ แล้วมีปัจจัยอย่างอื่นนอกจากความกังวลที่กล่าวอ้างอีกหรือไม่
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดยิ่งขึ้นสำหรับจีน โดยการลงลายเซ็นในคำสั่งใหม่อีก 2 คำสั่งเพื่อสั่งห้ามไม่ให้บริษัทหรือบุคคลใด ๆ ภายในสหรัฐฯ ร่วมธุรกิจกับ TikTok และ WeChat ซึ่งเป็นแอปฯ ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดของ ByteDance Ltd. และ Tencent Holdings Ltd.
คำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายใน 45 วัน และประกาศภายใต้ข้อพิพาทเรื่องความเสี่ยงเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ เนื่องจากการส่งออกข้อมูลของชาวอเมริกันสู่ประเทศภายนอก
รายละเอียดสำคัญในแง่ของตัวเลขก็คือ
1. TikTok คือแอปฯ พลิเคชั่นที่มียอดดาวน์โหลดกว่า 2 พันล้านครั้ง
2. Microsoft อาจต้องจ่ายมากถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อซื้อ TikTok
3. ByteDance Ltd มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปีนี้
ทำไมการแบน TikTok ถึงสำคัญนัก ?
เริ่มต้นด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของ TikTok ในสหรัฐฯ และหลังจากนั้นแอปจึงได้รับการจับตามองและตรวจสอบมากขึ้นเรื่อย ๆ
นับตั้งแต่ TikTok เปิดตัวเข้ามาสู่วงการ Social-Media ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แอปดังกล่าวได้รับประสบการณ์ในการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาศตร์
จากแอปวิดีโอที่แทบไม่เป็นที่สนใจเลย แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นแอปที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะคนดังและผู้มีอิทธิพลคนอื่น ๆ ที่หันมาใช้งาน TikTok ซึ่งทำให้แอปมีส่วนร่วมในตลาดโลกมากขึ้นอย่างน่าตกใจ
การเพิ่มขึ้นออกอิทธิพลในการเก็บข้อมูลอันมหาศาลของ TikTok ได้ทำให้อิทธิพลของบริษัทจีนซึ่งเป็นเจ้าของอยู่เพิ่มขึ้นเช่นกัน และเมื่อเป็นเช่นนี้ นักการเมืองและหน่วยงานด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ จึงเริ่มจับตามองแอปฯ ดังกล่าว
ข้อกังวลก็คือ ByteDance Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok อาจถูกบังคับให้แบ่งปันข้อมูลที่มีค่ากับรัฐบาลจีน และแม้ว่า TikTok จะปฏิเสธเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่นั้นก็ไม่สามารถหยุดการบริหารของทรัมป์ที่จะสั่งแบนพวกเขา เพื่อบีบบังคับให้ ByteDance ยอมขายกิจการภายในสหรัฐฯ ให้กับบริษัทสัญชาติอเมริกัน
การสั่งแบนแอปฯ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างเช่น TikTok นั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่สหรัฐฯ ก่อตั้งประเทศขึ้นมาเมื่อกว่า 200 ปีก่อน เนื่องจากตลาดดิจิตอลนั้นเปิดกว้างมากในอเมริกา และยังมียักษ์ใหญ่ที่สุดหลายแห่งอยู่ในนั้นก็คือ Google, Facebook และ Amazon
ในทำนองเดียวกัน จีนได้สั่งแบนบริษัททางด้านอินเตอร์เน็ตของสหรัฐฯ ไม่ได้ดำเนินธุรกิจภายในประเทศ และหากทรัมป์ยังทำแบบเดิมกับ TikTok หรือบังคับให้พวกเขาขายกิจการ จีนกล่าวว่าอาจเกิดความขัดแย้งจนทำให้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตโลกหดตัวลงและแยกเป็น 2 สายหลัก ๆ คือฝั่งเอเชียและยุโรป ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก
หาก ByteDance ยอมขาย TikTok ให้กับ Microsoft นั่นจะช่วยให้บริษัท Software ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ สามารถขยายกิจการของตัวเองไปสู่ธุรกิจ Social-Media และยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่มีอายุน้อยได้โดยตรง
นอกจากนี้ Microsoft จะกลายเป็นคู่แข่งขันคนสำคัญคนใหม่สำหรับบัลลังก์จ้าวแห่ง Social-Media ในสหรัฐฯ ที่ตอนนี้มีตัวเต็งคือ Facebook (Instagram), Snap Inc. และ Twitter Inc.
ประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับ TikTok มีดังนี้
1. TikTok เริ่มมาจากอะไร ?
TikTok คือแอพที่อนุญาตให้โพสต์วิดีโอสั้น ๆ ซึ่งมีความยาวไม่เกิน 1 นาที ซึ่งมียอดดาว์โหลดกว่า 2 พันล้านครั้งหลังจากเปิดตัวในปี 2016 ในนามของแอปฯ ที่มีชื่อว่า "Douyin" ในประเทศจีน
โดยเริ่มแลก Platform นี้คือการอัดวิดิโอแบบลิปซิ้ง (lip-syncing) ซึ่งจะให้ผู้ใช้งานอัดคลิปเลียนแบบเสียงจากหนังหรือคลิปวิดีโออื่น ๆ ที่มีอยู่ภายในแอปฯ และสามารถแชร์วิดีโอของตัวเองออกไปสู่ Social ได้ทันที
Feature หลักของแอปฯ นี้เรียกว่า "ForYou Page" ซึ่งจะเป็นหน้าต่างที่จัดทำ Algorithms ให้แสดงผลวีดีโอต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานโพสต์ลงในแอปฯ โดย A.I. จะพิจารณาการแสดงผลจากพฤติกรรมของผู้ใช้งานรายนั้น ๆ
ยกตัวอย่างเช่น หากนาย A ชอบดูคลิปประเภท ก. บ่อยกว่าคลิปประเภท ข. ระบบของ TikTok ก็จะเลือกแสดงคลิปประเภท ก. ให้แก่นาย A มากขึ้นไปเรื่อย ๆ
2. TikTok ใหญ่แค่ไหน ?
หากจะพูดถึงในปัจจุบัน ก็คงจะถือได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีการเติบโตเร็วอย่างมาก ด้วยยอดดาวน์โหลดจำนวนมหาศาลตามที่ได้กล่าวไป โดยในไตรมาสแรกของปี 2020 TikTok คือแอปพลิเคชั่นที่มียอดดาวน์โหลดสูงที่สุดในโลกตลอด 3 เดือน และมีการติดตั้งลงใน iOS/Android มากกว่า 315 ล้านครั้ง
จีน อินเดีย และสหรัฐฯ คือ 3 ประเทศที่มีการดาวน์โหลด TikTok มากที่สุด โดยคิดเป็น 9.7%, 8.2% และ 8.2% ของยอดดาวน์โหลดทั่วโลกตามลำดับ (อินเดียนำสหรัฐฯ อยู่นิดหน่อย)
3. ทำไมอินเดียถึงแบน TikTok ?
TikTok เป็น 1 ในแอปฯ ที่อินเดียสั่งแบนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากรัฐมนตรีของอินเดียกล่าวว่ารูปแบบการให้บริการของแอปฯ ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการปะทะกันระหว่างอินเดียและจีนบริเวณชายแดนของเทือกเขาหิมาไล ซึ่งทำให้ทหารของอินเดียเสียชีวิต 20 นาย
4. ทำไมทรัมป์ถึงไม่พอใจ TikTok ?
ก่อนจะออกคำสั่งของเขา ทรัมป์ได้อ้างถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อแบน TikTok ภายในสหรัฐฯ อเมริกา ขณะที่ฝ่ายบริหารคนอื่น ๆ มีความกังวลว่าแอปฯ จะมีการเก็บข้อมูลขนาดมหาศาลเกี่ยวกับประชากรของสหรัฐฯ โดยที่รัฐบาลจีนอาจจะบังคับให้ ByteDance Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทของจีนส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการแสดงหลักฐานใด ๆ ว่า TikTok กำลังแบ่งปันข้อมูลกับรัฐบาลจีนจริงตามที่หลายคนกล่าวอ้าง และ ByteDance ก็ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ซ้ำอยู่หลายครั้ง
5. ความจริงคืออะไร ?
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยกล่าวว่าแอปฯ Social Media เกือบทั้งหมดมีการเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลของผู้ใช้งานและผู้ติดต่อของพวกเขาอยู่แล้วเป็นปกติ และไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใด ๆ ว่า TikTok ได้กระทำการใด ๆ นอกเหนือไปจากคู่แข่งของพวกเขาเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทของจีนทุกแห่งกล่าวว่าพวกเขาจำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูลให้รัฐบาล หากมีคำสั่งให้ทำ
6. มีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ ?
ผู้ใช้งานในกลุ่มวัยรุ่นของ TikTok ไม่พอใจอย่างมากกับคำสั่งของทรัมป์ โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาพวกเขาได้จัดการประท้วงผ่านแอปฯ เพื่อขัดขวางการรณรงค์หาเสียงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยการร่วมมือกันลงทะเบียนหลายแสนที่นั่งในงานปราศรัยที่เมือง Tulsa รัฐ Oklahoma ซึ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคำนวณจำนวนผู้เข้าชมที่สูงเกินจริงไปอย่างมาก
ทรัมป์ที่เตรียมรับมือกับฝูงชนหลายแสนคน ซึ่งเขาคิดว่าจะล้นออกมานอกเวที แต่พอถึงเวลางานจริง ๆ กลับมีเพียงไม่กี่พันคนเท่านั้นที่ปรากฏตัว และปล่อยให้ทรัมป์ปราศรัยในเวทีที่เต็มไปด้วยที่นั่งว่างเปล่าเสียเป็นส่วนใหญ่
7. แล้ว WeChat ล่ะ ?
WeChat เป็นเจ้าของโดย Tencent Holdings Ltd. ซึ่งเป็น Platform สำหรับส่งข้อความผ่านอินเตอร์เน็ต พร้อมกับระบบชำระเงินต่าง ๆ รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่จำเป็น
แม้ WeChat จะไม่ได้รับความนิยมมากมายในสหรัฐฯ แต่แอปฯ ดังกล่าวมีผู้ใช้งานกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก และถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันในปรัเทศจีน
คำสั่งของทรัมป์จะเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจใด ๆ ก็ตามในเขตหรือประเทศที่สหรัฐฯ มีอำนาจศาล เพื่อห้ามบริษัทอื่นทำธุรกรรมร่วมกับ ByteDance และ WeChat ของ Tencent Holding Ltd.
(แตกต่างกันตรงที่ TikTok นั้นโดนแบนบริษัทแม่ด้วย แต่ WeChat นั้นโดนแบนแค่บริษัทเดียว ไม่รวม Tencent Holding Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทแม่)
8. ทำไมเรื่องนี้ถึงทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ?
ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวได้เพิ่ม Huawei Technologies Co. ซึ่งเป็นบริษัททางด้านโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีนสู่รายชื่อบัญชีดำ โดยอ้างถึงข้อมูลที่คล้ายกันและความกังวลด้านความมั่นคงของประเทศ ขณะที่ Huawei ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าพวกเขาได้แบ่งปันข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนให้แก่รัฐบาลจีน
เพียง 1 วันก่อนที่ทรัมป์จะสั่งแบน TikTok นั้น Michael Pompeo ได้กระตุ้นให้บริษัทสัญชาติอเมริกันลบแอปพลิเคชั่นของจีนออกจากร้านค้าออนไลน์ของพวกเขา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามที่จะขับไล่เทคโนโลยีของจีนออกจากสหรัฐฯ เพื่อสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตขึ้นมาใหม่ที่ปลอดภัยจากการแทรกแซงของจีน
ดังนั้นแน่นอนว่าการ TikTok และ WeChat ก็ถือเป็นอีกสัญญาณสำคัญล่าสุด ที่ทำให้ความขัดแย้งทางด้านเทคโนโลยีระหว่าง 2 มหาอำนาจของโลกชัดเจนยิ่งขึ้น
9. เกิดอะไรขึ้นกับ TikTok ?
Microsoft Corp. กำลังต้องการเข้าซื้อ TikTok ใน 4 ประเทศคือสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งจะทำให้พวกเขาที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้าน Software ได้รับทรัพยากรสำคัญทาง Social-Media มาอย่างรวดเร็ว และจะสามารถขยายขอบเขตธุรกิจของบริษัทไปได้อีกมากมาย
ขณะเดียวกัน ByteDance นั้นมีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์เมื่อต้นปี 2020 โดยนักวิเคราะห์และนายแบงค์ทั้งหลายได้ประเมินมูลค่าของ TikTok ภายในสหรัฐฯ ไว้ที่ประมาณ 2-5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่า Microsoft จะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนใด ๆ ก็ตามในช่วงดังกล่าว หากการเข้าซื้อครั้งประสบความสำเร็จ
10. ทรัมป์มีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องนี้ ?
ในตอนแรก เขากล่าวว่าเขาจะแบน TikTok ออกจากประเทศโดยไม่เปิดให้มีการซื้อขายกิจการเลย แต่ภายหลังได้เปลี่ยนใจโดยการอนุญาตให้บริษัทสัญชาติอเมริกันสามารถขอซื้อกิจการของ TikTok ได้แบบ 100% เท่านั้น (หมายถึงซื้อหุ้นของ TikTok ทั้งหมดภายในประเทศ)
นอกจากนี้ยังกล่าวว่ากระทรวงการคลังสหรัฐควรได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ แม้จะไม่มีความชัดเจนใด ๆ ว่าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจในการเก็บภาษีมากเพียงใด
11. ทรัมป์เคยบังคับให้ขายแอปฯ มาก่อนหรือไม่ ?
เคย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คล้ายกันซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้กับ Grindr ซึ่งเป็นแอปฯ นัดเดทที่ได้รับความนิยมที่สุดในสังคมเพศหลากหลาย (LGBT) ซึ่งเป็นเจ้าของโดย Beijing Kunlun Tech Co. และเริ่มเปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2018
โดยคณะกรรมาธิการเพื่อการลงทุนต่างประเทศในสหรัฐฯ กำหนดให้บริษัทขายธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ข้ออ้างเกี่ยวกับความกังวลเรื่องการส่งออกข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนไปยังประเทศจีน ได้ทำให้เทคโนโลยีของจีนถูกแบนออกจากสหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
Beijing Kunlun Tech Co. ตกลงที่จะขาย Grindr ให้กับ San Vincente Acquisition LLC เป็นมูลค่า 608.5 ล้านดอลลาร์
12. ทำไม Tencent และ WeChat ถึงเป็น Deal ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับจีน ?
Tencent Holdings Ltd. เป็น 1 ในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของทวีปเอเชีย โดย WeChat ที่เป็นแอปฯ ของพวกเขามีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก
เปิดตัวตั้งแต่ปี 1998 เมื่อกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ได้ลอกเลียนแบบบริการส่งข้อความด่วนของประเทศอิสราเอลและปรับให้เข้ากับตลาดของจีนจนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนในจีน ทั้งการชอปปิ้ง ดูวิดีโอ เล่นเกม หาคู่ สั่งอาหาร เรียกแท็กซี่ และอื่น ๆ
และตอนนี้แอปฯ ดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งไม่ใช่ข่าวดีสำหรับ Tencent Holding อย่างแน่นอน
13. บทบาทของ Tencent ในเวทีโลกเป็นอย่างไร ?
หากจะเปรียบ Tencent ก็คงเหมือนกับ WhatsApp, Facebook, Paypal, Spotify, Netflix และ Marvel ผสมผสานกันเป็นบริษัทเดียว เนื่องจาก 2 ใน 3 ของคนจีนใช้ WeChat เป็นแอปฯ ในการติดต่อสื่อสารและทำธุรกรรมอื่น ๆ
Mary Meeker ผู้ร่วมทุนของบริษัทได้ประมาณว่ามีผู้คนใช้เวลากับ WeChat มากถึง 1.7 พันล้านชั่วโมงต่อวัน โดยมากกว่าแอปฯ อื่น ๆ ทั้งหมดในประเทศรวมกันเสียอีก
จุดแข็งของ WeChat ก็คือการพัฒนาตนเองให้เป็นแอปพลิเคชั่นอเนกประสงค์ ทำให้ผู้คนสามารถใช้จ่าย ชอปปิ้ง (e-commerce) และบริการอื่น ๆ โดยบริษัทของสหรัฐฯ อย่างเช่น Starbuck และ KFC ก็ได้ไว้วางใจที่จะใช้บริการของ WeChat ในการขายกาฟและไก่ทอดของพวกเขาให้แก่ลูกค้า
นอกจากนี้ Tencent ยังเป็นแหล่งโฆษณาออนไลน์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริการเกม, ระบบ Cloud computing และ Fintech
14. Tencent เริ่มมาจากไหน ?
Pony Ma Huateng ผู้ซึ่งเป็น CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Tencent Holdings Ltd. เมื่อปี 1998 ในออฟฟิศเล็ก ๆ ที่เมือง Shenzhen ประเทศจีน โดยเริ่มแรกมีเพียงเพื่อนร่วมห้องในมหาวิทยาลัย 3 คนเท่านั้น
บริษัทได้เติบโตขึ้นเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติ โดยสำนักงานใหญ่มีเพียงแห่งเดียวและยังคงตั้งอยู่ในเซินเจิ้น ขณะที่มีสำนักงานย่อยอยู่ทั่วโลก และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงตั้งแต่ปี 2004
Pony Ma ตอนนี้กลายเป็นเศรษฐีพันล้าน และยังคงเป็นผู้นำวิสัยทัศน์ของ Tencent ขณะที่ Martin Lau ซึ่งเป็นประธานของบริษัทคือนักเล่นเกมตัวยง และเป็นอดีตนายธนาคารของ Goldman Sachs ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำด้านกลยุทธ์และผู้ดูแลการดำเนินกิจการประจำวัน
15. การดำเนินงานในจีนเป็นอย่างไรบ้าง
บริษัทได้มีการบูรณาการอย่างลึกซึ้ง ด้วยการผสานบริการมากมายเข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียวอย่างชาญฉลาด ทำให้ WeChat ไม่เพียงแต่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ยังสร้างเครื่องมือเฝ้าระวังที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา ทำให้รัฐบาลจีนมีความได้เปรียบในการรวบรวมข้อมูลที่ช่วยให้อัลกอริทึมของโปรแกรมสามารถสแกน, สังเกตการณ์, ระบุชื่อ และอื่น ๆ
WeChat ได้บล็อกผู้ใช้ที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีน และรวบรวมข้อความแชทส่วนตัวเพื่อเป็นหลักฐานในการสืบสวนของตำรวจ โดย Citizen Lab ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยของมหาวิทยาลัย Toronto กล่าวในรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า WeChat ได้ตรวจสอบคำสำคัญ (Keyword) ที่ละเอียดอ่อนสำหรับภาษาอื่น ๆ ในต่างประเทศ เพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่ดีขึ้นในการบล็อกเนื้อหาไม่ให้เข้ามาสู่ประเทศจีน
16. การมีอยู่ของ Tencent ในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างไร ?
WeChat ไม่ได้ติดต่อกับผู้บริโภคในสหรัฐฯ มากมายนัก แต่ Tencent ก็ยังควบคุม Riot Games Inc. ซึ่งเป็น 1 ในผู้ผลิตเกมที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลกอย่างเช่น League of Legends
นอกจากนี้บริษัทยังถือหุ้นรายใหญ่ของ Epic Games Inc. และยังได้ลงทุนใน Snap, Tesla, Reddit และ Universal Music รวมถึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การสตรีมสดสำหรับบาสเกตบอล NBA และยังซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ฮอลลีวูดอีกหลายเรื่องรวมทั้งลงทุนในภาพยนตร์เรื่องดังอย่างเช่น "Kong : Skull Island"
17. อะไรคือผลกระทบ ?
หุ้นของ Tencent ลดลงไปมากที่สุดในรอบเกือบ 9 ปีหลังจากการแบนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทำให้บริษัทมีรายได้นอกประเทศจีนตลอด 6 เดือนของปีนี้เพียง 5% จากรายได้ตลอดปีก่อน
ผลกระทบต่อธุรกิจข้ามชาติอาจรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากในประเทศจีนนั้น WeChat ถูกใช้โดยธุรกิจเป็นหลัก แทนอีเมลและการส่งข้อความผ่านแอปฯ อื่น ๆ แม้แต่การชำระค่าใช้จ่ายเกือบทุกอย่างก็ทำผ่าน WeChat ทั้งหมด
นั่นหมายความว่าธุรกิจใด ๆ ทั้งในสหรัฐฯ และจีนที่มีการติดต่อผ่าน WeChat จะได้รับผลกระทบทั้งหมด
หุ้นของ Tencent ลดลง 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ภายใน 2 วันหลังจากทรัมป์ประกาศแบน WeChat ภายในสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดฮ่องกง ได้ลดลงเช่นกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยดัชนี Hang Seng Tech ร่วงลงมากถึง 3.6% ขณะที่ ChiNext Index ร่วงลงถึง 2%
World Maker's ViewPoint : โดยสรุปก็คือ การแบนครั้งที่ถือเป็นการกระทำต่อ 2 แอปพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดของจีน ณ ปัจจุบันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าจีนเองก็เตรียมปรับใช้มาตรการตอบโต้เช่นกัน
เรื่องนี้คงไม่มีมุมมองอื่นที่มีน้ำหนักเพียงพอ นอกจากมุมมองที่ว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ก้าวขึ้นมาสู่อีกระดับแล้วอย่างชัดเจน และคาดว่าต่อจากนี้ไปจะมีการตอบโต้กันมากขึ้นไปอีกอย่างต่อเนื่อง
การกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม และการติชมในเชิงสร้างสรรค์ของคุณ เป็นกำลังใจให้เราและเหล่าอาชีพนักเขียนทุกคนในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ขอเชิญทุกท่านร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้ที่ดีด้วยกันกับเรา
World Maker
สามารถติดตาม World Maker ผ่านทาง Facebook ได้แล้ววันนี้ที่
อยากลงทุน อยากมีเงินเก็บอย่างจริงจัง แต่ไม่มีพื้นฐาน World Maker มีคอร์สเรียนดี ๆ มาแนะนำให้ครับ รายละเอียดคลิกเลย !!
โฆษณา