โพสต์

เรื่องสั้น คั่นเวลา ลำดับที่ 9
"ย้ายบ้าน"
"สวัสดีครับ ผู้ใหญ่ข้าว"
"เออ สวัสดี ไอ้เฉื่อย
ว่าแต่ข้าเป็นกำนันมาเป็นสิบปีแล้วนะ
เอ็งจะเรียกข้าเป็นผู้ใหญ่ไปถึงไหนวะ
พูดไม่ถูกหูแบบนี้ เดี๋ยวข้ากลับดีกว่า"
กำนันข้าวตอกกลับด้วยท่าทีที่ขึงขัง ขณะรับไหว้
"ล้อเล่นน่า ผู้ใหญ่ เฮ้ย กำนันข้าว
ขอบใจนะที่มาช่วยข้าย้ายบ้านอีกรอบ
เรียกเอ็งมาทีไร ก็ไม่เคยปฏิเสธข้าเลย
ซึ้งน้ำใจเอ็งจริง ๆ"
ผมรีบพูดแก้ตัวพร้อมกับคำชมแบบตบหัวแล้วลูบหลัง
ก่อนที่กำนันข้าวแกจะพานกลับจริง ๆ
Cr: https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=friendlylaw27&month=11-2012&date=20&group=1&gblog=3
“ข้าวของของเอ็ง ทำไม ยิ่งย้าย ยิ่งเยอะวะ”
กำนันข้าวหันมาถามผมขณะเอาผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อบนใบหน้า
“ของมันจำเป็นต้องมีอะ ข้าว”
“จำเป็นต้องมี… นี่เอ็งเอาตรรกะสิ้นคิดแบบนี้มาดำเนินชีวิตได้ไงวะ”
“ไหง เอ็งมาพูดแบบนี้กับข้าวะ ข้าว”
ผมชักสีหน้าและตอบกลับแบบน้ำเสียงปนความไม่พอใจในคำพูดของกำนันข้าว
“เฮ้ย… เอ็งใจเย็น ๆ ก่อน
ข้าพูดเพราะความหวังดีกับเอ็งนะ
เอ็งดูสภาพให้ดี ๆ สิ
อายุเอ็งกับข้าก็ปูนนี้แล้ว
เอ็งคิดว่าจะมีแรงขนของพวกนี้ ย้ายไป ย้ายมา ไปจนเมื่อไหร่วะ”
“ก็ข้าหาเงินซื้อบ้านเป็นของตัวเองไม่ได้สักที
ก็เลยต้องเช่าเขาอยู่ พอหาเงินยากขึ้น
ข้าก็ต้องย้ายไปที่อื่นตามสภาพที่เป็นอยู่น่ะ”
ผมพูดขณะที่ต้องเรียกสติกลับมา และทำให้ใจเย็นลง
“เฮ้ย มันไม่ใช่ประเด็นที่ข้าพูดโว้ย
ข้าพูดว่า ของที่เอ็งขนไป ขนมา เนี่ย
เมื่อไหร่จะโละและละได้ซะที
เอ็งจะแบกของพวกนี้ไปถึงไหน
เอ็งไม่เหนื่อย ไม่ทุกข์หรือวะ”
ผมนี่อึ้งไปพักหนึ่ง
กำนันข้าวแกพูดเหมือนเรียกสติผมกลับมาให้ไวขึ้น
และมองอะไรเริ่มกระจ่างขึ้น
“นี่ เอ็งรู้ไหม ทุกวันนี้ เราเหนื่อย เราทุกข์ เพราะอะไร"
“เพราะเรามีปัญหาไง”
ผมตอบแบบส่ง ๆ แบบคนสิ้นคิด
“เอ็งตอบมาแบบนี้ ข้าว่า เอ็งไม่ต้องตอบมาก็ได้นะ
ข้าจะบอกสาเหตุให้เอ็งรู้ไว้ก็แล้วกัน
ทุกวันนี้ เราเหนื่อย เราทุกข์ เพราะเราแบกสิ่งที่เอ็งบอกว่า
ของมันจำเป็นต้องมีไงล่ะ”
“อ้าว ไม่มี ข้าก็ทุกข์เหมือนกันนะ”
“ใช่สิ เอ็งทุกข์ เพราะไม่ได้สนองความอยากได้ อยากมีของเอ็งไง
เคยคิดไหมว่ามันจำเป็นต้องใช้มันจริง ๆ ไหม”
"ตอบตรง ข้าก็ไม่รู้จริง ๆ ว่ะ ข้าว”
ผมตอบ
“เอ็งพอรู้อยู่แล้วใช่ไหม ว่าคนเราประทังชีวิตได้ด้วยปัจจัย 4 คือ
1. อาหารและน้ำ
2. ที่อยู่อาศัย
3. เครื่องนุ่งห่ม
4. ยารักษาโรค”
Cr: https://sites.google.com/site/sciencekids02/home/taw-rea-na-snci
“อืม…” ผมตอบพร้อมพยักหน้า
“ปัจจัยทั้ง 4 เอ็งก็ต้องแบกเป็นภาระ
คือต้องทำงานหาเงินมาซื้อมันใช่ไหม
ปัจจัยทั้งสี่เหล่านี้ มันคงไม่มาเอ็งแบบไม่ต้องซื้อต้องหาหรอกนะ
แล้วที่เอ็งแบกภาระนี่ เอ็งว่ามันหนักไหมล่ะ”
“เออ...ก็หนักอยู่ แต่มันก็จำเป็นต้องทำใช่ไหมล่ะ”
“อ้าว ไหงเอ็งบอกว่าไม่รู้ไง เอ็งก็ตอบได้นี่หว่า
เอ็งลองแยกแยะดูระหว่างสิ่งที่มันจำเป็นต้องใช้
และจำเป็นต้องมีดูนะว่าสิ่งไหนเอ็งแบกแล้วหายเหนื่อย
และสิ่งไหนเอ็งยิ่งแบกยิ่งเหนื่อย”
“ทั้งสองสิ่งที่ข้าพูดไป
ล้วนแล้วต่างก็เป็นวิบากกรรมทั้งสิ้น”
“อ้าว ฟังดูแล้วก็แย่ทั้งคู่นี่”
“ที่จริงคำว่า วิบาก มันหมายถึง ผลที่เกิดมาจากเหตุ
หาใช่ความลำบากไม่
คนเรามักเข้าใจกันผิด ๆ ชอบเอามาใช้แทนคำว่า
ความลำบากหรือทุกข์ยาก กันเองนะ”...
“สิ่งไหนที่เอ็งทำไปแล้วรู้สึกเหนื่อยในตอนแรก
แต่เมื่อทำแล้วหายเหนื่อย
สิ่งนั้นก็คือ กรรมที่มีวิบากเป็นสุข
ส่วนสิ่งไหนที่เอ็งทำไปแล้ว
ผลที่ออกมายังทำให้เอ็งต้องเหนื่อย ต้องทุกข์
สิ่งนั้นคือ กรรมที่มีวิบากเป็นทุกข์
เหมือนสิ่งของที่เอ็งบอกว่า มันจำเป็นต้องมีไง…
เอ็งรู้สึกสุขประเดี๋ยวประด๋าว แต่มีทุกข์ในระยะยาว
อย่างที่เอ็งเป็นอยู่ทุกวันนี้ไง”
“อ้าว ถ้าข้ามีปัญญาซื้อบ้านเป็นของตัวเอง
ก็ไม่ต้องย้ายบ้านอีกต่อไป ก็ไม่เหนื่อยแล้วนี่”
เออ..ยัง..ยัง...ผมนี่ยังแถกลับแบบบัวใต้น้ำอีกแน่ะ
“เอ็งนึกว่าซื้อบ้านเป็นของตัวเอง
แล้วทุกอย่างจะดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างงั้นหรือ…
เอาล่ะ ดูสภาพสังคมตอนนี้ให้ดี ๆ สิ
มีใครเคยคิดไหมว่า
โลกเราจะเกิดโรคระบาดขนาดเดินเข้าใกล้กันเฉย ๆ
แล้วติดโรคจนอาจถึงตายแบบที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ได้นะ”
“สภาพทุกอย่างแย่ลง
ถ้าเอ็งถึงคราวที่จะต้องขายบ้านตัวเองทิ้ง
เพื่อแลกกับปัจจัยทั้งสี่สำหรับประทังชีวิตตัวเอง
เอ็งจะต้องย้ายบ้านอีกไหมล่ะ”
“มันเหมือนคนเราคิดว่า ตัวกูเป็นของกู นั่นแหล่ะ
คิดว่ามันจะอยู่กับกูจนชั่วฟ้าดินสลาย
คนเราเกิดมา เหมือนได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านใหม่
และถึงเวลาที่ต้องตาย
ก็เหมือนเราถึงเวลาต้องย้ายบ้านแล้ว”
“แต่คนเรากลับชอบสะสมกรรม
ที่ทึกทักกันเอาเองว่า
มันจำเป็นต้องมี เอาไว้มากมาย
เวลาย้ายก็จะยังอุตส่าห์แบกวิบากกรรมพวกนี้ไปทั้งหมด
ถามหน่อยว่า เหนื่อยไหม ทุกข์ไหม"
“สิ่งเหล่านั้น มันส่งให้เกิด เจ้ากรรมนายเวร
ที่มาคอยรังควานคนเราให้เหนื่อย ให้ทุกข์อยู่เสมอ”
“ลองคิดง่าย ๆ ถ้าเอ็งย้ายบ้าน
โดยมีแค่สิ่งของที่จำเป็นต้องใช้แค่นั้น
เอ็งว่าย้ายสะดวกสบายและเร็วกว่านี้ไหม”
“เมื่อมันใช้เวลาน้อยลง เหนื่อยน้อยลง
เอ็งก็พอมีเวลาเหลือที่จะเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีก”
“เผลอ ๆ เอ็งอาจจะมีเวลาและกำลังพอที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเอง
โดยไม่ต้องย้ายไปไหนอีกเลยก็ได้
เพราะเอ็งก็จะมีทุนที่เป็นเงิน กำลัง และความคิดเหลือพอ
ที่จะเอาตัวและบ้านของเอ็งให้รอดได้ทุกสถานการณ์
ไม่ได้ถูกผลาญไปกับสิ่งที่เอ็งเรียกว่า ของมันจำเป็นต้องมี”
“ยิ่งเอ็งไม่ต้องแบกหรือขนย้ายอะไรเลย ยิ่งสบายใช่ไหม
เหมือนจิตที่ว่าง ไม่ต้องแบกอะไร”
กำนันข้าวพูดจบ พร้อมหลับตา…
และเอาผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อที่กำลังไหลเข้าตา
“งั้น ข้าทิ้งของไว้ ไปแต่ตัวเปล่า ๆ ดีไหมวะ ข้าว”
ผมไม่รู้ตัวเองว่าพูดอะไรออกไป ดูเหมือนจะปลง หรือประชด ก็ไม่รู้
“เอ็งไม่ต้องมาพูดแบบนี้ตอนนี้ก็ได้
พวกเราช่วย ๆ กันย้ายข้าวของพวกนี้ให้เสร็จก่อน
แล้วเอ็งค่อยเอาเวลาหลังจากนี้
ไปคิดทบทวนสิ่งที่ข้าพูดกับเอ็งก็แล้วกัน”
“ขอบใจนะ เพื่อน ที่เอ็งมาช่วยขนของแถมยังเตือนให้ข้าเริ่มคิดเป็นได้สักที…”
ตัดจบดื้อ ๆ...ซะงั้น
ขอขอบคุณ
ตัวละครรับเชิญ ระดับ VIP โดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้
คุณข้าวน้อย ฯ (ร้อยล้าน) แห่งเพจ Blockพูดได้byข้าวน้อยฯ
คิดอะไรอยู่ไม่รู้ ถึงเขียน
นายเฉื่อย
16 ก.ย. 63
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความคิดเห็น

♨ นกไดโนสคูล

สละทรัพย์ที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนเป็นเงินสดบ้างไรบ้าง รักษาความสุขในชีวิตที่เหลือฮับ 🙇🙏💐💐💐
26 ก.ย. เวลา 12:39
1

Sloth Holmes

ใช่ครับ บางครั้งเราไปยึดติดและหวงอะไรบ้างไป แค่เพราะความเสียดาย แต่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้เราเลยแม้แต่น้อยอะครับ
26 ก.ย. เวลา 14:37
1

Patt Photos Technique idea💕

เรื่องนี้ดีฮะ
24 ก.ย. เวลา 23:08
1

Sloth Holmes

ขอบคุณครับ ครูปัทท์😊
25 ก.ย. เวลา 00:44
1

สาวเมืองลิง 🐒

เป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว อ่านเพลิดเพลิน แฝงไปด้วยแง่คิดดีๆเลยจ้า
21 ก.ย. เวลา 06:33
1

Sloth Holmes

ขอบคุณครับ คุณเจี๊ยบ 😊
21 ก.ย. เวลา 06:36
1