Blockdit Logo (Mobile)
เมื่อถึงเวลาเป็นหมาก็ต้องเป็นหมา
ผมกับพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พี่เตา บรรยง พงษ์พานิชบนเวทีเอบีซี หลายคนคงรู้จักพี่เตาตามสื่อต่างๆในฐานะพหูสูตรผู้กล้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเศรษฐกิจและรัฐบาลแบบรู้ลึกรู้จริงและตรงไปตรงมา แต่ถ้าใครเคยทำงานในวงการการเงินแบบผมก็จะรู้ว่าความยอมรับนับถือพี่เตาในฐานะผู้นำที่เก่ง ตัดสินใจเฉียบขาด สามารถนำพาองค์กรผ่านวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่าจนเติบใหญ่และมีแต่คนรักนั้น เป็นตำนานหนึ่งของวงการการเงินไทยเลยทีเดียว
พี่เตามารอบนี้เล่าอะไรให้ฟังหลายอย่าง แต่มีสามบทเรียนที่ผมฟังแล้วโยงเข้ากับเหตุการณ์ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของตัวเองได้ดี บทเรียนแรกพี่เตาเล่าถึงการตัดสินใจของผู้นำที่จะนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้นั้นต้อง take risk แต่ต้องเป็น calculated risk คือต้องกล้าเสี่ยงแต่เสี่ยงบนผลที่พอคำนวณได้เท่านั้น บทเรียนที่สองเป็นเรื่องผู้นำที่พี่เตาสรุปไว้ว่าผู้นำที่ดีต้องมีใจรักในงานที่ทำ มีใจสู้ ใจถึงพึ่งได้ มีใจที่กว้างและมีใจที่สูง ส่วนเรื่องที่สาม พี่เตาบอกว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเป็นหมา ก็ต้องเป็นหมา
ความหมายของเมื่อถึงเวลาต้องเป็นหมาก็ต้องเป็นหมานั้น พี่เตาเล่าจากเหตุการณ์วิกฤติครั้งสำคัญที่ถ้าไม่แก้ให้ทันท่วงที บริษัทที่พี่เตารับผิดชอบอยู่นั้นอาจจะต้องถึงกับสูญสลายหมดสิ้นทุกอย่างได้ พี่เตาเล่าถึงเหตุการณ์ที่ต้องยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งเตรียมกราบเท้าเลขาเพื่อให้ได้เจอคนที่ต้องเจอเพื่อเร่งการตัดสินใจ ต้องทิ้งศักดิ์ศรี ทิ้งความทรนงทุกอย่างเพื่อคนที่เราต้องดูแล ต้องรับผิดชอบ
เรื่องราวของ calculated risk ผู้นำที่ต้องมีใจถึงใจกว้างใจสูง และเมื่อถึงเวลาเป็นหมาก็ต้องเป็นหมา ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวเล็กๆของตัวเองเรื่องหนึ่งขึ้นมา…
……
เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ทีมงานของผมได้จัดกิจกรรมภายใน มีการขายสินค้า เดินแฟชั่นกันตรงกลางโถงของธนาคารที่ผมทำงานอยู่ งานนั้นเป็นงานเล็กๆ ผมเองก็แทบไม่รู้รายละเอียดด้วยซ้ำเพราะเป็นทีมน้องในส่วนงานหนึ่งที่ผมดูแลเป็นคนจัดด้วยการจ้างออกาไนซ์แล้วออกาไนซ์ก็ไปจ้างใครอะไรกันต่อหลายๆทอดตามปกติ
เหตุการณ์เกิดจากมีน้องนักเต้นสองคนที่ถูกว่าจ้างมาเต้นเปิดให้บรรยากาศคึกคักตัดสินใจด้วยความไม่ได้เข้าใจบริบทของงานแต่คงอยากจะเอาใจเจ้าภาพในแนวจ้างร้อยเล่นล้าน ตอนซ้อมก็ไม่มีอะไรแต่พอเล่นจริงน้องเขาก็ถลกเสื้อขึ้นสูงแล้วเต้นแบบยั่วยวนเต็มที่อยู่กลางโถงธนาคาร บางคนก็ตะลึง บางคนก็ถ่ายคลิปกันสนุกสนาน หลังจากนั้นกิจกรรมก็ดำเนินต่อไปจนจบ
ผมกลับมาที่ธนาคารหลังจากงานจบ ช่วงบ่ายวันนั้นยังไม่มีอะไร แต่พออีกวันเป็นวันเสาร์ ตั้งแต่เช้าก็เริ่มได้รับข้อความ มีคนส่งคลิปมาให้ดู และเริ่มมีเสียงในทางลบว่าไม่เหมาะสมแล้วก็เริ่มบานปลายไปเรื่อยๆ เริ่มเป็นไวรัล มีคนติติง จนถึงเริ่มด่าว่าทำแบบนี้ได้อย่างไรต่อหน้าสถานที่แบบนั้น จนเรื่องไปถึงผู้ใหญ่มากๆหลายท่านที่รับไม่ได้กับคลิปที่เห็น และในที่สุดก็ถึงสื่อมวลชน กลายเป็นภาพลบที่กระทบต่อแบรนด์และเป็นวิกฤตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ภายในก็มีเสียงเรียกร้องให้ลากคนทำมาลงโทษ เสียงก่นด่าตามน้ำก็มากขึ้น แรงกดดันก็ถาโถมมาอย่างมหาศาล
ในฐานะหัวหน้าก็คงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อทำให้เรื่องจบ การเอาน้องๆสองสามคนที่เป็นคนทำงานมาประหารเป็นแพะไป แล้วแบนออกาไนช์ก็ดูจะเป็นทางออกที่ง่ายดี แต่เราควรจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวแบบนั้นหรือไม่ …
…….
จากประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานหลายสิบปี เคยถูกเจ้านายเฮงซวยโบ้ยความผิดให้มาก่อน ความคิดเบื้องต้นของผมในตอนนั้นก็ชัดเจนว่าเราทอดทิ้งแล้วตัดหางปล่อยวัดลูกน้องไปไม่ได้ เขาเป็นแค่พนักงานตัวเล็กๆ ตกงานไปลำบากมากแน่ๆ แถมเราเองจะมองหน้าลูกน้องคนอื่นอย่างสนิทใจได้อย่างไรถ้าเราไม่พยายามทำอะไรซักอย่าง
หลังจากนั้นผมก็คิดถึงความเสี่ยงที่คำนวณได้ (calculated risk) เอาจริงๆแล้วความเสี่ยงดูแทบจะน้อยมาก อย่างมากก็โดนด่า เสียชื่อบ้าง ซักพักก็จาง ถ้าจะโดนทำโทษจริงๆยังไงผมก็มั่นใจว่าผมก็คงไม่ถึงกับโดนไล่ออกเพราะไม่ได้เกิดจากเจตนาและการสั่งการของผมด้วยซ้ำ ผู้ใหญ่ที่ธนาคารที่ผมรู้จักก็เป็นผู้ที่มีเหตุมีผลกันทั้งนั้น
อย่างที่สามอย่างที่พี่เตาบอก เมื่อรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้แล้ว ถึงเวลาเป็นหมาก็ต้องเป็นหมา อย่าไปยื้อไปคิดอะไรมาก เอาลูกน้องให้รอด เอาเรื่องให้จบอย่าให้บานปลายมากกว่านี้นั้นดีที่สุด
……
ผมก็เลยเสนอแผนให้ซีอีโอแบบเบ็ดเสร็จ ก็คือผมจะออกจดหมายขอโทษ ยอมรับผิดทุกประการในฐานะหัวหน้าสูงสุดของกลุ่มงาน แล้วซีอีโอก็ออกแถลงการณ์ขอโทษสาธารณชน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยกับผม ซึ่งเพื่อให้เรื่องไม่ถึงลูกน้องตัวเล็กๆ ผมก็เลยชวนคุณสุธีรพันธ์หรือคุณตูนที่เป็นมือขวามาร่วมโดนวินัยกันด้วย ซึ่งคุณตูนก็รับปากด้วยสปิริตในทันที ซีอีโอก็เห็นด้วยแต่ยังเป็นห่วงผมว่าผมจะรับได้เหรอถ้าโดนลงโทษทางวินัย ซึ่งจะเป็นตราบาปติดตัว ผมซึ่งได้คำนวณความเสี่ยงไว้แล้วก็บอกว่ารับได้สบายมาก และขอให้รีบทำเพื่อเรื่องจะได้จบและชื่อเสียงของธนาคารไม่เสียหายไปมากกว่านี้ถ้าทอดเวลาเนิ่นนานเกินไป หลังจากนั้นเราก็ออกทั้งจดหมายขอโทษในนามผมและซีอีโอเองก็ขอจดหมายขอโทษพร้อมแถลงการณ์ตั้งกรรมการวินัย ผลจากการพิจารณาผมและคุณตูนก็ถูกตัดสินว่ามีความผิดทางวินัยและถูกหักเงินเดือนส่วนหนึ่งเป็นเวลาสามเดือน พอมีคนผิด มีคนขอโทษแบบไม่มีข้อแก้ตัว มีคนรับโทษ ไม่ได้แถต่อ วิกฤติครั้งนั้นก็จบลง..
วิกฤตครั้งนั้นทำให้ผมเรียนรู้อะไรหลายอย่างเหมือนที่พี่เตาสอนในคลาส ถ้าเรามีสติพอที่จะแยกแยะความเสี่ยง ใจกว้างพอที่จะคิดถึงน้องตัวเล็กๆ และยอมลดอีโก้และศักดิ์ศรีอะไรลงบ้าง เป็นหมาบ้างเมื่อจำเป็น เหตุการณ์ก็จะผ่านไปได้ แถมที่เกิดขึ้นอย่างที่ไม่คาดคิดก็คือ การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้ผมคิดว่าน้องๆคนอื่นๆก็เชื่อใจผมมากขึ้นว่าถึงเวลาลำบากก็จะไม่ทิ้งกัน authority to lead ก็ดูจะมีมากขึ้นในการทำงานหลังจากนั้น แถมน้องๆหลายคนเอาเคสนี้ไปเล่าไปอวดให้ฝ่ายอื่นด้วยว่า เวลามีเรื่องแบบนี้แล้วหัวหน้าไม่ทิ้งลูกน้อง เพราะเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ต่างกับเวลาลูกน้องตัวเล็กๆปล่อยหนี้แล้วกลายเป็นหนี้เสีย หัวหน้าก็ไม่เคยต้องรับผิดชอบอะไร พอมีหัวหน้าที่มารับผิดชอบแทนลูกน้องก็เป็นแรงกระเพื่อมทางความคิดเบาๆอยู่ช่วงหนึ่งเช่นกัน
แน่นอนว่าเวลาเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือเราก็จะเห็นธาตุแท้ของคนรอบตัวอีกด้วย ความเข้าอกเข้าใจของหัวหน้าเรา การเสียสละร่วมกันของมือขวาเรา ก็เป็นเรื่องดีๆที่ซ่อนอยู่ เพื่อนร่วมงานที่เข้าใจเหตุการณ์สุดวิสัยก็เข้ามาให้กำลังใจ คนที่ไม่ประสงค์ดีก็จะใช้คำพูดบาดใจเขียนว่าแรงๆก็มีบ้าง มีพี่คนหนึ่งที่ผมรู้จักมาสามสิบปีเพราะแกเคยเป็นนายก อบจ จุฬาตอนผมเรียนอยู่ก็เคยนับถือพี่เขามาตั้งแต่เด็กๆ มาเจออีกทีเพราะเขาเป็นผู้บริหารคนหนึ่งในธนาคาร เจอหน้าผมจากเหตุการณ์นั้นก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ไม่ฟังเหตุผล เดินเข้ามาต่อว่าอย่างรุนแรงเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็แปลกดีเหมือนกัน ถ้าไม่มีเหตุการณ์ก็คงไม่รู้ว่าแกคิดร้ายกับผมแบบนั้น
….
หลังจากนั้น ห้องทำงานผมซึ่งปกติไม่ได้มีกรอบรูปหรืออะไรประดับประดาเลย ก็จะมีกรอบรูปใส่กระดาษแผ่นหนึ่งไว้ที่ผมตั้งด้วยความภูมิใจเล็กๆ เป็นกรอบรูปที่เวลาคนมาประชุมก็จะมาอ่านด้วยความแปลกใจและก็กลายเป็นบทสนทนาของเรื่องราวที่เขียนในวันนี้ เพราะหลายห้องก็คงมีถ้วยรางวัลเกียรติยศ ความสำเร็จส่วนตัว ใบปริญญาบัตรกันเป็นเรื่องปกติ แต่คงไม่มีใครเอากรอบรูปใส่จดหมายลงโทษทางวินัยติดโชว์ไว้แน่ๆ ซึ่งผมก็น่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงคนแรกในรอบหลายสิบปีที่โดนลงโทษทางวินัยแบบนี้
ในจดหมายที่อยากอวดอยากตั้งโชว์นั้นเป็นเรื่องราวแทนเรื่อง calculated risk สภาวะผู้นำที่ต้องดูแลลูกน้อง และยอมเป็นหมาเมื่อต้องเป็นหมา ซึ่งเป็นความภูมิใจจิ๋วๆที่ทำให้ทั้งองค์กรและลูกน้องผ่านจากวิกฤตครั้งหนึ่งไปได้…
ความคิดเห็น
ภูเบศร์ ล้ำคุณากร
ผมนับถือ mindset แบบนี้มาก จะนำไปใช้กับทีมงานครับ
11 ต.ค. เวลา 13:18
พัฒนชัย ทุมพร
ขอบคุณครับ
18 ก.ย. เวลา 09:46
คิดถึงความคิดถึง_by ส้ม
ประทับใจ เก็บไว้เตือนใจตนค่ะ
16 ก.ย. เวลา 13:02