กรณีศึกษา ทองสมิทธ์ ก๋วยเตี๋ยวเรือชามละ 200 แต่ขายดี
2
ปกติแล้ว ก๋วยเตี๋ยวเรือ ราคาทั่วไป จะอยู่ที่ชามละประมาณ 40-60 บาท
และบางร้านอาจขายในราคาต่ำมากๆ เช่น ชามละ 9-12 บาท
6
แต่รู้ไหมว่า มีร้านหนึ่ง ที่ขายก๋วยเตี๋ยวเรือชามละประมาณ 200 บาท แต่ยังขายดี
จนสามารถทำรายได้ ได้ถึงหลักร้อยล้านบาท
ร้านนั้นชื่อ “ทองสมิทธ์”
มีอะไรเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ร้านนี้ประสบความสำเร็จ เรามาดูกัน
ในช่วง 1-2 ปีมานี้
หลายๆ คน โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ
อาจเคยได้ยินชื่อ ทองสมิทธ์ กันมาบ้าง
และหลายคนคงสงสัย ว่าชื่อ ทองสมิทธ์ มีความหมายว่าอะไร
แล้วร้านนี้ทำอย่างไร ที่ทำให้ก๋วยเตี๋ยวราคานี้ ขายดี จนต้องต่อคิวรอเข้าร้าน
1
ก่อนอื่น เรามาดูกันก่อนว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือของ ทองสมิทธ์ ขายดีแค่ไหน..
2
บริษัท ทองสมิทธิ์ สยาม จำกัด
ปี 2561 รายได้ 14.9 ล้านบาท กำไร 1.1 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 153.5 ล้านบาท กำไร 34.6 ล้านบาท
2
เพียงแค่ 2 ปี ทองสมิทธ์ ก็ทำรายได้ทะลุหลักร้อยล้านบาทไปแล้ว
คุณกานต์ กิตติเวช หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ทองสมิทธ์ เปิดเผยว่า
ทองสมิทธ์ เกิดจากตัวคุณกานต์เอง และผู้ก่อตั้งอีก 3 คน คือ
คุณอัจฉรา บุรารักษ์, คุณโรจนินทร์ อรรถยุกติ และคุณอินทิรา แดงจำรูญ
2
ทั้ง 4 คน มีความคิดตรงกันว่า อยากจะเปิดร้านอาหาร
โดยต้องเป็นอาหารที่เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม และทานได้ง่าย
และ “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” ก็คือคำตอบนั้น
ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องก๋วยเตี๋ยวของ ทองสมิทธ์
หลายคนคงกำลังสงสัยว่า ทำไมต้องชื่อว่า ทองสมิทธ์?
2
ทองสมิทธ์ มาจากคำว่า “ทอง” กับคำว่า “สมิทธ์”
โดยคำว่า ทอง เป็นคำที่คุณปลา อัจฉรา บุรารักษ์ ชื่นชอบ
ส่วนคำว่า สมิทธ์ ในภาษาบาลีที่พ้องกับคำว่า สัมฤทธิ์ ที่แปลว่า การเดินทางไปสู่ความสำเร็จ
และยังเป็นคำที่นำเสนอได้ทั้งภาษาอังกฤษและไทย
ซึ่งทุกคนมองว่า ชื่อนี้มีทั้งความเป็นไทยและทันสมัย ซึ่งตรงกับสิ่งที่ทางร้านต้องการนำเสนอ
4
พอได้มาซึ่งชื่อ ทองสมิทธ์ แล้ว
ก็กลายเป็นว่า คอนเซ็ปต์การตกแต่ง และสิ่งต่างๆ ภายในร้าน
ก็ถูกปรับให้ล้อไปกับชื่อของร้านได้อย่างลงตัว
2
โดยตัวร้านถูกออกแบบให้เป็นบ้านไทยสีเข้ม สไตล์อบอุ่น
ไม่มีการวางตัวเรือไว้หน้าร้านเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวเรือร้านอื่น แต่เปลี่ยนไปเป็นลายกราฟิกบนผนังแทน
และมีการตกแต่งด้วยเส้นสีทอง เพื่อให้ดีไซน์สอดคล้องกับชื่อร้าน และดูทันสมัย
แม้กระทั่งช้อนในชาม ก็ยังเป็นสีทอง..
1
แล้วก๋วยเตี๋ยวเรือของ ทองสมิทธ์ พิเศษ และแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร?
1
คุณกานต์บอกว่า
หลังจากทั้ง 4 คน ตกลงกันว่าจะขายก๋วยเตี๋ยวเรือ
ก็เริ่มออกตระเวนทานก๋วยเตี๋ยวเรือหลายๆ ร้าน
2
ด้วยความที่ คุณกานต์ เป็นเชฟอยู่แล้ว
จึงทำให้สามารถนำรสชาติที่ชื่นชอบของหลายๆ ร้าน
มาลงลึกในเรื่องของรสชาติ วัตถุดิบ และปรับให้เป็นสูตรเฉพาะของ ทองสมิทธ์ ได้อย่างลงตัว
1
เรื่องที่ ทองสมิทธ์ ให้ความสำคัญมาก คือเรื่องของ “วัตถุดิบ”
7
ทางร้านจะมีการกำหนดระดับคุณภาพของวัตถุดิบต่างๆ
และเข้มงวดกับการสรรหาวัตถุดิบเพื่อให้ได้คุณภาพตามที่กำหนด
1
ยกตัวอย่างเช่น
เนื้อวากิวในชามก๋วยเตี๋ยว จะต้องเป็นเนื้อวากิวจากออสเตรเลีย
และคัดมาเฉพาะส่วน เพื่อให้เนื้อทุกชิ้นในแต่ละชาม อร่อยเหมือนๆ กัน
1
เครื่องปรุงทั้งหมดจะผลิตเองจากครัวกลาง
ทั้งการคั่วพริก ทอดกระเทียม เพื่อให้มีความสดใหม่
และเพื่อให้ในแต่ละชามมีความลงตัวและกลมกล่อมเหมือนๆ กัน
1
ทองสมิทธ์ วางคอนเซ็ปต์ของตัวเองไว้ว่า
เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่อร่อยโดยไม่ต้องปรุง
แต่ยังให้ลูกค้าสามารถปรับรสชาติให้เข้ากับตัวเองได้
โดยมีความเผ็ดให้เลือก 4 ระดับ ตามความชื่นชอบของแต่ละคน
3
เมนูที่ได้รับความนิยมของ ทองสมิทธ์
เช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อวากิว, แซ่บแห้ง, ข้าวต้มแห้ง
และนอกจากนั้นยังมีเมนูทานเล่นยอดนิยม เช่น เกี๊ยวกรอบ และ ขนมถ้วย
แล้ว ทองสมิทธ์ เปิดมานานหรือยัง?
ทองสมิทธ์ เปิดบริการมาได้เพียง 2 ปีเท่านั้น
โดยเปิดสาขาแรก ในเดือนกันยายน ปี 2561 ที่ เซ็นทรัล เอมบาสซี
ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีตั้งแต่วันแรกๆ
โดยใช้การตลาดแบบ “ปากต่อปาก”
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ให้คุณภาพของอาหาร ทำงานด้วยตัวเองอย่างเต็มที่
4
หลังจากนั้น ทองสมิทธ์ จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก และขยายสาขาต่อไปอย่างรวดเร็ว
โดยเน้นเปิดสาขาในพื้นที่ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั้งนักศึกษา และคนทำงาน
จนในปัจจุบัน มีทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล เอมบาสซี, เอ็มควอเทียร์, สยาม พารากอน, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัลเวิลด์ และ อารีย์
2
แล้วในช่วงแรกที่ COVID-19 ระบาด ทองสมิทธ์ ได้รับผลกระทบมากแค่ไหน?
คุณกานต์บอกว่า ในช่วง COVID-19 ระบาด
ทองสมิทธ์ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างจากธุรกิจอาหารที่มีหน้าร้านเจ้าอื่นๆ
ยอดขายที่เคยทำได้ดี ลดลง เหลือ 1 ใน 10 จากเดิม
ทำให้ต้องปรับตัวเข้าหาธุรกิจดิลิเวอรีมากขึ้น
มีการปรับเมนูให้เป็นชุด D.I.Y.
เพื่อให้ลูกค้าสนุกกับการทำเมนูของทองสมิทธ์ทานเองที่บ้าน
แต่ยังคงความอร่อยเหมือนกับทานที่ร้าน
1
หลังเปิดเมือง ทองสมิทธ์ฟื้นตัวกลับมาได้ค่อนข้างเร็ว
เพราะแม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังไม่กลับมา
แต่ลูกค้าเดิม ส่วนใหญ่แล้ว เป็นคนไทยประมาณ 70%
แต่บทเรียนสำคัญที่คุณกานต์ได้รับจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ
การทำธุรกิจต้องมีแผนสำรอง มีความยืดหยุ่น และพร้อมปรับตัวตลอดเวลา
เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า การปิดเมืองรอบที่ 2 จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร
2
แล้วทิศทางของธุรกิจร้านอาหารในไทยต่อจากนี้ จะเป็นอย่างไร?
คุณกานต์ ได้ให้มุมมองไว้ 3 ข้อหลักๆ คือ
1. ร้านที่มีเมนูหลากหลาย อาจจะไม่ใช่คำตอบเสมอไป
และร้านที่มีความเฉพาะ สร้างตัวตนได้ชัด จะเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น
1
2. สตรีตฟู้ด จะถูกดึงมาเล่นในตลาดได้อีกมาก แต่ต้องนำมาเล่าเรื่องใหม่ และลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น
1
3. ฟู้ด ดิลิเวอรี จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
1
สรุปแล้ว สิ่งที่เราน่าจะได้เห็นจากการสัมภาษณ์ คุณกานต์
หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ทองสมิทธ์
คือการใส่ใจในทุกรายละเอียด และเข้าใจในสิ่งที่กำลังทำ
และนี่เอง ที่เป็นเคล็ดลับในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ที่ทำให้ทองสมิทธ์ ขายก๋วยเตี๋ยวเรือได้ในราคาหลักร้อย แต่ยังขายดี
จนลบภาพก๋วยเตี๋ยวเรือแบบเดิมที่เราเคยทาน..
2
ความคิดเห็น
Suhaimin Saleh
อยากรู้จัง ว่าจุดขายอยู่ที่ตรงไหน
17 ม.ค. เวลา 07:46
9 ม.ค. เวลา 09:46
Phoutthaseng Salivongkhamsay
ขอบคุณสำหรับความรู้
8 ม.ค. เวลา 01:43