Blockdit Logo (Mobile)
ในฐานะราชินีแห่งฝรั่งเศสในเวลาไม่ถึง 2 ปี พระนางมารี อ็องตัวแน็ตถูกกล่าวหาว่าคนฟุ่มเฟือยและไร้สาระ และผู้คนมักจดจำกันว่าพระนางเป็นเจ้าของคำพูดอมตะที่ว่า "ไม่มีขนมปัง ก็ให้พวกเขากินเค้ก" จนนำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส และจุดจบของพระนางเอง ในวันที่ 16 ตุลาคม 1793
เมื่อพระนาง มีพระชนมายุ 37 พรรษา ชีวิตของพระนางก็สิ้นสุดลงด้วยคมกิโยตินที่บั่นพระศอ หนึ่งปีหลังจากที่ราชวงศ์บูร์บองถูกโค่นล้มโดยการปฏิวัติฝรั่งเศส
แต่มีบางแนวคิดที่ว่าท่านทรงตกเป็นเหยื่อของการเหยียดสตรี และเหยื่อความเกลียดกลัวชาวต่างชาติเพียงเพราะพระนางเป็นเจ้าหญิงชาวออสเตรีย ในมุมมองใหม่ มองพระนางเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะและเจ้าหญิงที่ทันสมัย
พระราชินี มารี อองตัวเน็ตต์ ได้ชื่อว่ารักสนุก รักอิสระ และวัน ๆ อยู่แต่กับเรื่องไร้สาระอย่างการเที่ยวใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ชอบเล่นการพนันขันต่อ แต่งตัวแฟชั่นใหม่ ๆ และจัดงานเลี้ยงหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะพระนางต้องการระบายความเครียดจากเรื่องราวต่าง ๆ ในพระราชวัง ไม่ว่าจะเรื่องการที่พระสวามีไม่ค่อยสนใจตนเองเท่าที่ควร เรื่องอื้อฉาวในราชสำนัก และข่าวลือไม่มีมูลต่าง ๆ มากมาย
พระราชินี มารี อองตัวเน็ตต์
นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่เชื่อว่าพระนางได้สั่งแต่งตั้ง โยกย้าย และปลดขุนนางตามอำเภอใจเป็นว่าเล่น ทว่าในข้อมูลบางแหล่งกลับบอกว่า บทบาททางการเมืองของพระนางค่อนข้างจำกัดมาก และแทบไม่มีอำนาจจัดการใด ๆ เองเลย
ไม่ว่าจะจริงเท็จมากน้อยก็ตาม แต่มีสิ่งหนึ่งได้ถูกบันทึกเอาไว้ ในวาระสุดท้ายที่พระนางกำลังเดินขึ้นสู่แท่นประหาร พระนางเผลอสะดุดเท้าของเพชฌฆาต (เฮนรี แซนสัน บุตรชายของเพชฌฆาตชื่อก้องอย่างชาร์ล-เฮนรี แซนสัน ผู้ที่เป็นคนลงดาบพระเจ้าหลุยส์และรอแบ็สปีแยร์กับพวกคณะปฏิวัติในภายหลัง) และนั่น้คือคำพูดสุดท้ายของพระนางที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า
“"Pardon me, sir, I meant not to do it",” (ขอโทษด้วย ฉันไม่ได้ตั้งใจ)
พระนางเสด็จขึ้นแท่นประหาร พระนางปฏิเสธที่จะสารภาพบาปกับบาทหลวงที่ทางคณะปฏิวัติจัดหาให้ และทรงน้อมรับวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างมิเกรงกลัว
มารี อองตัวเน็ตต์ขณะเดินทางไปยัง Place de la Révolution สถานที่ประหารชีวิต
ก่อนหน้านั้น พระนางได้เขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงพระขนิษฐภคินี(น้องสะใภ้)คือ พระนางเอลิซาเบธแห่งฝรั่งเศส ใจความสรุปโดยย่อคือพระนางให้อภัยทุกคนที่กระทำเรื่องเลวร้ายต่อพระองค์ และไม่ต้องการให้ลูก ๆ ของพระนางแก้แค้นให้ตนเองหรือพระสวามีแต่อย่างใด และฝากถึงเหล่ามิตรสหายว่าจะระลึกถึงพวกเขาเสมอแม้ในวินาทีสุดท้าย
เขาจับพระนางมัดกับกระดาน เสร็จแล้วกระดกให้นอนหงายขึ้นมองมีดกิโยตินตัดพระศอพระนางเอง อันเป็นท่าที่น่าเจ็บ ทารุณมากที่สุด
เล่ากันว่าเมื่อตัดพระเศียรแล้วทุกคนมองเห็นว่า พระเศียรนั้นมีการขยับพระเนตร น้ำพระเนตรไหล
ต่อมาพระศพของพระนางถูกฝังในหลุมฝังศพลา มาเดอเลน บนถนนอ็องฌู-ซังต์-ตอนอเร ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1815 พระศพของพระนางถูกขุดขึ้นมา และถูกย้ายไปฝังไว้ที่มหาวิหารแซ็ง-เดอนี
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้