โคนันทวิสาล ...
วาจาสุภาษิต หมายถึง คำพูดที่ดี ซึ่งคำพูดนั้นต้องเป็น คำจริง สุภาพ ถูกกาลเทศะ พูดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์และต้องพูดด้วยจิตเมตตา มีความปรารถนาดี อยากให้คนฟังมีความสุข มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
คำพูดที่ไพเราะเสนาะโสต ใครๆ ก็อยากฟัง ถ้าพูดดีเป็นศรีแก่ตัว และเป็นทางมาแห่งความเลื่อมใสของผู้ฟัง ผู้รู้กล่าวว่า วาจาเป็นเช่นเดียวกับใจ คำพูดของมนุษย์สามารถยกใจผู้ฟังให้สูงขึ้นได้ พวกเรานักสร้างบารมี ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตรของชาวโลก ควรกล่าวแต่ถ้อยคำที่ไพเราะ เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน พูดยกใจให้ทุกคนอยากทำความดี คำพูดที่ดีที่สุดจะออกมาจากแหล่งที่บริสุทธิ์ ที่เกิดจากการทำใจหยุดนิ่งในกลางกาย มิใช่แต่มนุษย์เท่านั้นที่ปรารถนาจะฟังถ้อยคำอันไพเราะ แม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน ก็ยังปรารถนาจะฟังถ้อยคำที่ไพเราะเช่นกัน
ดังเรื่องในอดีตกาล ครั้งที่พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นโค เมื่อเติบโตเป็นลูกโคหนุ่ม พราหมณ์คนหนึ่งได้นำไปเลี้ยงดู และตั้งชื่อให้ว่า นันทิวิสาล พราหมณ์มีความรักใคร่โคนันทิวิสาลมาก เลี้ยงดูด้วยความทะนุถนอมดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ราวกับเป็นลูกของตน
โคนันทิวิสาลเติบใหญ่ขึ้น มีรูปร่างล่ำสัน แข็งแรง ก็คิดจะตอบแทนคุณของพราหมณ์ที่เลี้ยงดูตนเองมาด้วยความเมตตา วันหนึ่งจึงกล่าวกับพราหมณ์ว่า "พราหมณ์ ท่านจงเข้าไปหา โควินทกเศรษฐี แล้วเดิมพันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ โดยบอกเขาว่า โคของท่านสามารถลากเกวียนที่บรรทุกของจนเต็ม แล้วผูกติดๆ กัน ๑๐๐ เล่ม ให้เคลื่อนที่ไปได้"
พราหมณ์ฟังดังนั้นก็ดีใจ รีบไปที่บ้านของเศรษฐี แล้วถามว่า "ในเมืองนี้ โคของใครมีเรี่ยวแรงมากที่สุด"
เศรษฐีตอบพราหมณ์ว่า "ทั่วทั้งนคร ไม่มีโคตัวใด ที่มีเรี่ยวแรงมากเท่าโคของเรา"
พราหมณ์กล่าวว่า "แต่โคของเราตัวหนึ่ง สามารถลาก เกวียน ๑๐๐ เล่ม ที่ผูกติดๆ กันให้เคลื่อนที่ไปได้" เศรษฐีไม่เชื่อ เลยมีการเดิมพันกันด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ
เมื่อถึงวันกำหนดนัดประลองกำลัง พราหมณ์ได้เอาเกวียน ๑๐๐ เล่ม ซึ่งเต็มไปด้วยทราย กรวดและหิน เป็นต้น ผูกให้ติดกัน แล้วอาบน้ำให้โคนันทิวิสาล เจิมด้วยของหอม เอาพวงดอกไม้คล้องคอ แล้วพามาเทียมเกวียน
ด้วยความตื่นเต้น จนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ทันทีที่ได้ยินเสียงสัญญาณ พราหมณ์เงื้อปฏักขึ้นพร้อมกับตะโกนว่า "เจ้าโคโกง จงลากไป เจ้าโคโกง รีบลากไปเร็วๆ"
 
โคนันทิวิสาลได้ยินคำพูดที่แข็งกระด้าง ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ก็สะเทือนใจ คิดว่า "พราหมณ์เรียกเราผู้ไม่โกงว่าเป็นโคโกง" จึงยืนนิ่งอยู่กับที่ตรงนั้นเอง ไม่ยอมออกแรงลากเกวียน ทำให้พราหมณ์แพ้พนันแก่เศรษฐี ต้องเสียทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ พราหมณ์ทั้งอับอายทั้งเสียดายทรัพย์ ได้แต่กลับไปนอนซมอยู่ที่บ้านด้วยความเสียใจ
ฝ่ายโคนันทิวิสาล เห็นพราหมณ์มีความโศกเศร้า ก็สงสารจึงเข้าไปถามว่า "พราหมณ์ ท่านนอนหลับหรือ"
พราหมณ์ ตอบว่า "เราแพ้พนันต้องเสียทรัพย์ถึง ๑,๐๐๐ กหาปณะ จะนอน หลับได้ยังไง"
โคนันทิวิสาลถามว่า "ท่านพราหมณ์ ตั้งแต่ฉันอยู่ในเรือนของท่านมา ฉันเคยคดโกง เกะกะเกเร หรือทำอะไรให้ท่านเดือดเนื้อร้อนใจบ้างหรือ"
พราหมณ์ตอบว่า "ไม่เคยเลย"
โคนันทิวิสาลบอกว่า "ถ้าอย่างนั้น ทำไมท่านถึงเรียกฉันว่า เจ้าโคโกงล่ะ ฟังแล้วบั่นทอนกำลังใจเหลือเกิน ท่านแพ้พนันเพราะคำพูดของท่านเอง ไม่ใช่เพราะฉันไม่มีกำลังที่จะลากเกวียนหรอก"
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น ก็สำนึกได้ และรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง โคนันทิวิสาลจึงบอกให้พราหมณ์ไปเดิมพันกับเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเงินเดิมพันเป็น ๒ เท่า แต่ขอร้องพราหมณ์ว่า อย่าเรียกตนเองว่าเป็นโคโกง พราหมณ์ได้ฟังคำของโคนันทวิสาลแล้ว รู้สึกดีใจเหมือนได้ชีวิตใหม่ รีบไปเดิมพันกับเศรษฐีอีกครั้งหนึ่งด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐ กหาปณะ โดยผูกเกวียน ๑๐๐ เล่ม ที่เต็มไปด้วยทราย กรวดและหินให้ติดกัน ดังเช่นคราวก่อน
เมื่อสัญญาณดังขึ้น พราหมณ์ลูบหลังโคนันทิวิสาล พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "โคผู้เจริญ พ่อจงลากไปเถอะ โคผู้เจริญ พ่อจงลากไป"
โคนันทิวิสาลได้ลากเกวียนทั้ง ๑๐๐ เล่ม ที่ผูกติดกัน ให้เคลื่อนที่ไปได้ เศรษฐีเห็นดังนั้น จึงมอบทรัพย์ ๒,๐๐๐ กหาปณะ ให้แก่พราหมณ์ แม้พวกชาวบ้านต่างชื่นชม พากันให้ทรัพย์แก่โคนันทิวิสาลเป็นอันมาก ทรัพย์ทั้งหมดนั้นก็ได้ตกเป็นของพราหมณ์
จะเห็นได้ว่า.... การกล่าววาจาทุพภาษิต เช่น คำหยาบ คำด่านั้น ไม่ดีเลย เหมือนที่พราหมณ์พูดกับโคนันทิวิสาล ในการเดิมพันครั้งแรก ทำให้ต้องเสียทรัพย์แก่เศรษฐีและอับอายขายหน้า
แต่ครั้นพราหมณ์กล่าวถ้อยคำที่ไพเราะเสนาะหู และเสริมสร้างกำลังใจให้แก่กัน ก็สามารถกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ และยังได้ทรัพย์สินอีกมากมาย เพราะคำพูดที่ไพเราะนั้นมีฤทธิ์ มีอานุภาพ จะทำให้ผู้ฟังสบายใจและเกิดกำลังใจ ที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
เพราะฉะนั้น เราจึงควรกล่าวแต่ถ้อยคำที่ไพเราะ เป็นคำพูดที่กลั่นออกมาจากใจที่ใสสะอาด และเป็นคำจริง เป็นคำพูดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เกิดผลดี ทั้งแก่ผู้พูดและผู้ฟัง พูดด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตา และมีความปรารถนาดีต่อผู้ฟัง ที่สำคัญจะต้องพูดให้ถูกกาลเทศะ คือรู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนไม่ควรพูด
คนที่จะมีวาจาสุภาษิตได้นั้น ต้องมีความคิดที่บริสุทธิ์ เป็นความคิดในทางสร้างสรรค์ จะมองใครก็มองด้วยจิตที่ประกอบไปด้วยเมตตา อยากจะให้ทุกคนมีความสุข ไม่เบียดเบียนกัน เมื่อความคิดบริสุทธิ์ คำพูดย่อมบริสุทธิ์ ไม่เร่าร้อน เป็นวาจาสุภาษิต แต่ความคิดจะบริสุทธิ์ได้ ใจต้องหยุดนิ่งอยู่ ณ ต้นกำเนิดแห่งความบริสุทธิ์ ซึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยการหมั่นเจริญสมาธิภาวนา ฝึกทำใจหยุดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกายอย่างสม่ำเสมอทุกๆ วัน
คัดบางส่วนมาจากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับมงคลชีวิต ๒
หน้า ๔๗๓-๔๘๐
อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
นันทิวิสาลชาดก เล่ม ๕๕ หน้า ๓๐๘
ความคิดเห็น
Pairin Hongsuwan
สาธุคะ
24 พ.ย. 2020 เวลา 10:25
สมพร จิตจันทึก
สาธุๆๆค่ะ
24 พ.ย. 2020 เวลา 10:07
24 พ.ย. 2020 เวลา 03:17