อะโวคาโด กำลังทำให้ เม็กซิโก เกิดแผ่นดินไหว
อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และมีโปรตีนมากกว่าผลไม้อื่นๆ
แม้อะโวคาโด จะเป็นผลไม้ที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยนัก
แต่ผลไม้ชนิดนี้เป็นที่นิยมของผู้คนในอเมริกาเหนือและยุโรป
จนทำให้มีการบริโภคสูงถึงปีละ 5 ล้านตัน
ซึ่งประเทศที่ส่งออกอะโวคาโดมากที่สุดในโลกก็คือ เม็กซิโก
การบริโภคอะโวคาโดที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับภาคการเกษตรของเม็กซิโก
จนทำให้อะโวคาโด ได้รับฉายาว่า “ทองคำสีเขียว” ของชาวเม็กซิโก
แต่ความจริงแล้ว ผลของการปลูกอะโวคาโดกำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติครั้งสำคัญของประเทศนี้..
เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ถึงแม้อะโวคาโดจะเป็นผลไม้ที่แปลกตาสำหรับคนไทย แต่รู้หรือไม่ว่าผลไม้รูปร่างคล้ายหลอดไฟนี้ เป็นญาติกับต้นอบเชย เพราะจัดอยู่ในวงศ์ Lauraceae เช่นเดียวกัน
Cr. faydalarine
พืชในวงศ์นี้ส่วนใหญ่แล้วจะเติบโตได้ดีในเขตร้อน
อะโวคาโดจึงมีถิ่นกําเนิดอยู่ในแถบอเมริกากลาง โดยเฉพาะในประเทศเม็กซิโก และกัวเตมาลา
อะโวคาโด เป็นพืชที่ชอบแสงแดดและน้ำมาก
และจะเจริญเติบโตได้ดีที่ระดับความสูงมากกว่า 400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล
ซึ่งประเทศเม็กซิโกก็มีสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศเช่นนั้น
เม็กซิโกเป็นประเทศที่ส่งออกอะโวคาโดมากที่สุดในโลกในปี 2019
คิดเป็นมูลค่าถึง 90,000 ล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วน 43% ของทั้งโลก
โดยเขตที่ปลูกอะโวคาโดมากที่สุดในเม็กซิโก คือรัฐ Michoacán ใจกลางของประเทศ
ไม่ไกลจากเมืองหลวง กรุงเม็กซิโกซิตี
รัฐ Michoacán หรือที่อ่านว่า มิโชอากัง มีพื้นที่ราวๆ 59,000 ตารางกิโลเมตร ใกล้เคียงกับภาคใต้ของประเทศไทย ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง
ทางตอนเหนือของรัฐมีแนว Trans-Mexican Volcanic Belt หรือ เขตภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นพาดผ่าน และเขตนี้เองเป็นเขตที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งที่สุดแห่งหนึ่งของเม็กซิโก
ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากเส้นศูนย์สูตร อยู่บนที่สูง และมีดินอุดมสมบูรณ์จากภูเขาไฟ
ทุกอย่างเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นอะโวคาโด รัฐแห่งนี้จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็นเกือบ 80% ของทั้งประเทศ
Cr. Los Angeles Times
อะโวคาโดมีส่วนสำคัญในวัฒนธรรมเม็กซิโกโดยเฉพาะเรื่องอาหาร เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญของ “กัวคาโมเล” หรือ น้ำพริกประจำชาติ ที่สามารถจิ้มกับอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ทาโกหรือเบอร์ริโต ซึ่งถือได้ว่าเป็นน้ำพริกที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารสำหรับชาวเม็กซิโก
Cr. California Avocados
แต่อะโวคาโดไม่ได้สำคัญสำหรับชาวเม็กซิโกเท่านั้น เพราะอีกประเทศหนึ่งที่นำเข้าผลไม้ชนิดนี้มากที่สุดก็คือ “สหรัฐอเมริกา”
แต่เดิมสหรัฐอเมริกาไม่ได้นำเข้าผลไม้จากเม็กซิโกมากนัก
จนเมื่อเริ่มมี ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA ในปี ค.ศ. 1994
ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่าง 3 ประเทศ คือ แคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก เพื่อลดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างกัน
ทำให้ในปี ค.ศ. 2005 อะโวคาโดจากเม็กซิโกก็เข้ามาตีตลาดจนเต็มซูเปอร์มาร์เก็ตของสหรัฐฯ และทำให้การบริโภคอะโวคาโดของคนในสหรัฐฯ เติบโตเกือบ 2 เท่าในอีก 10 ปีถัดมา
ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่นิยมบริโภคอะโวคาโดส่วนหนึ่งเป็นชาวเม็กซิโกที่อพยพเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา ผู้คนเหล่านี้อาศัยอยู่หนาแน่นในรัฐที่ติดชายแดนประเทศเม็กซิโก เช่น แคลิฟอร์เนีย แอริโซนา และเท็กซัส
อุปสงค์ที่เติบโตขึ้นอย่างมากตลอดเวลาหลายสิบปี จึงทำให้เกษตรกรในรัฐมิโชอากังเลือกที่จะถางป่า โดยเฉพาะป่าดิบเขาซึ่งเป็นลักษณะของพืชพรรณธรรมชาติในรัฐแห่งนี้เพื่อทำสวนอะโวคาโดเพิ่มมากขึ้น
เรื่องนี้ ทำให้พื้นที่ปลูกอะโวคาโดในเม็กซิโกที่เพิ่มจนมีขนาดเกือบ 1 ล้านไร่ เริ่มส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ
นักวิจัยจาก National Autonomous University of Mexico วิทยาเขต Morelia ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐมิโชอากัง ระบุว่าการทำสวนอะโวคาโดที่ทำให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่ามากขึ้น ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น เกิดมรสุมถี่ขึ้น รวมไปจนถึงรบกวนการขยายพันธุ์ของผีเสื้อ Monarch ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในป่าของรัฐแห่งนี้
Cr. The New York Times
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปลูกอะโวคาโดก็คือ “น้ำ”
ในแต่ละวัน รัฐมิโชอากังต้องใช้น้ำปริมาณมากถึง 9,500 ล้านลิตร ในการดูแลต้นอะโวคาโด ซึ่งปริมาณนี้เทียบได้กับน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกถึง 3,800 สระ
เมื่อปริมาณแหล่งน้ำธรรมชาติลดลง ทางออกของเกษตรกรคือการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทรุดตัวของชั้นดิน
รัฐมิโชอากัง ที่อยู่ในเขตแผ่นดินไหวของเม็กซิโกอยู่แล้ว
เมื่อมีการขุดน้ำบาดาลที่ส่งผลกระทบต่อชั้นหินอุ้มน้ำ จึงกลายเป็นสาเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กหลายต่อหลายครั้ง
มีรายงานว่า ในช่วงวันที่ 5 มกราคม ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2020 ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กในรัฐแห่งนี้มากถึง 3,247 ครั้ง
ปัญหาเหล่านี้จึงกำลังเป็นปัญหาสำคัญของภาคการเกษตรในเม็กซิโก
เพราะหากเลือกที่จะควบคุมการเพาะปลูก ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัฐมิโชอากังอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่หากเลือกที่จะขยายพื้นที่เพาะปลูก สิ่งที่ตามมาก็คือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบที่น่ากลัวกว่านั้นมาก
สำหรับประเทศไทย ด้วยความนิยมของอะโวคาโดที่แพร่หลายมากขึ้น
จึงทำให้เริ่มมีการปลูกอะโวคาโดในจังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงรายและเชียงใหม่
ซึ่งทั้ง 2 จังหวัดนี้ อยู่ในแนวละติจูดใกล้เคียงกับรัฐมิโชอากังของเม็กซิโก อีกทั้งยังมีสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาเหมือนกัน
โดยในปี 2016 เชียงราย เป็นจังหวัดที่มีการปลูกอะโวคาโดมากที่สุดในไทย
แต่ก็มีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 850 ไร่ ซึ่งยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเม็กซิโก
Cr. เส้นทางเศรษฐี
ความต้องการอะโวคาโดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก จึงอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเกษตรกรไทยในอนาคต
ทั้งเพื่อเพิ่มรายได้ และเพิ่มความหลากหลายของผลิตผลทางการเกษตร
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า หากการปลูกอะโวคาโดในไทยเพิ่มมากจนเกินไป
ผลที่ตามมา ก็อาจนำมาสู่ภัยธรรมชาติเช่นเดียวกัน
เพราะทั้งเชียงรายและเชียงใหม่ ก็อยู่ในเขตแผ่นดินไหว ไม่ต่างไปจากเม็กซิโก..
References
ความคิดเห็น
Daody
ความรู้ใหม่ ขอบคุณค่ะ
14 พ.ย. เวลา 13:14
RQ3
คล้ายๆกับการถางป่าจนโล้นแล้วมาปลูกไร่ข้าวโพดในหลายๆพื้นที่ภาคเหนือบ้านเรา อันมาจากความเห็นแก่ได้ของของนายทุนและเกษตรกร ยิ่งไปกว่านั้นยังยังกำจัดซังข้าวโพดโดยการเผา ให้เกิดหมอกควันมหาศาล ตอนนี้เริ่มประสบภัยแล้ง ดินเสื่อม คอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก
10 พ.ย. เวลา 06:48
2
forest gums
อันนี้มันเล็กน้อยไปเลย และส่งผลกระทบต่อคนในพท.มากกว่า แต่สารเคมีที่ใช้ในการปลูกข้าวโพดสิ น่ากลัวกว่าและกระจายวงกว้าง ขนาดน้ำปูยังเยอะขนาดนี้ แล้วพวก กุ้ง หอย ปู ปลาละ https://news.thaipbs.or.th/content/272293 ช่วงนี้ของปีที่แล้ว รมว.เกษตรและสหกรณ์ จากปชป. คัดค้านมาก
15 พ.ย. เวลา 09:13
2
Rungarun Pholphadung
เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว
9 พ.ย. เวลา 01:30
1