ย้อนไปในเกมพรีเมียร์ลีกคู่บิ๊กแมตช์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นั่นคือเกมที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครบ 100 นัดรวมทุกรายการพอดิบพอดี ซึ่งสุดท้ายแฟนผีต้องเซ็งกันเป็นแถบ เมื่อแพ้ต่อ อาร์เซน่อล คาบ้านไป 0-1
บทความนี้ ผมไม่ขอพูดถึงผลงานนัดที่ 101 ของโซลชาร์ ที่ยังแย่ไม่เลิก เมื่อบุกไปโดน อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ เปิดบ้านชนะ 2-1 ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นะครับ แต่จะวิเคราะห์กันที่สิ่งที่เกิดขึ้นในการคุมผีแดง 100 เกมแรกของน้าลูกอมล้วนๆ
สถิติเผยว่า จากทั้งหมด 100 นัดที่คุมทีมปีศาจแดงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2018 จนถึงเกมแพ้ทีมปืนใหญ่คาบ้าน โซลชาร์พาทีมชนะไปทั้งหมด 56 นัด เสมอ 20 นัด และแพ้ไป 24 นัด โดยไม่นับเกมอุ่นเครื่องแต่อย่างใด
สำหรับสถิติดังกล่าว จะนับว่าเกมไหนที่คว้าชัยในช่วงการต่อเวลา หรือการดวลจุดโทษ ถือเป็นการชนะ ไม่ใช่ผลเสมอ
ทีมปีศาจแดงในยุคของกุนซือชาวนอร์เวย์ เคยชนะช่วงดวลจุดโทษเพียงครั้งเดียว ในการเปิดบ้านพบ รอชเดล ในศึก คาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อเดือนกันยายน 2019 และเคยชนะช่วงต่อเวลาพิเศษอีก 2 ครั้งเมื่อซีซั่นก่อน ประกอบด้วยศึก เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้ายที่บุกอัด นอริช ซิตี้ 2-1 และศึก ยูโรปา ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ ที่เฉือน เอฟซี โคเปนเฮเก้น 1-0
5
นั่นทำให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ คือผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีเปอร์เซ็นต์ชนะในช่วง 100 เกมแรกสูงเป็นอันดับ 2 ในยุคหลังสงครามโลก นั่นคือ 56% เป็นรองแค่ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่พาทีมชนะ 62% คนเดียวเท่านั้น
1
เขาออกสตาร์ทได้ดีกว่าตำนานบรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ 100 เกมแรก พาทีมปีศาจแดงชนะได้เพียง 48 นัด รวมถึง เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ ที่ทำได้ 52 นัดเสียอีก
จากโอกาสที่ โซลชาร์ คุม แมนฯ ยูไนเต็ด ผ่านหลัก 100 นัดมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงมีการนำสถิติไปเปรียบเทียบกับช่วง 100 นัดแรกที่ ลิเวอร์พูล มี เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นกุนซือ ว่าใครสามารถทำผลงานในช่วงแรกได้ดีกว่ากัน
สถิติที่ออกมา ถือว่าน่าแปลกใจไม่น้อย เพราะตัวเลขมันบอกว่า โซลชาร์ ทำได้ดีกว่า
จำนวนชัยชนะ โซลชาร์ ทำได้ 56 นัด ส่วน เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำได้ 50 นัด
จำนวนประตูที่ยิงได้ ผีแดงในยุคของกุนซือชาวนอร์เวย์กดไป 186 ประตู ส่วนหงส์แดงภายใต้ยอดโค้ชชาวเยอรมันในช่วงแรกๆ ยิงได้ 182 ลูก
จำนวนประตูที่เสีย แมนฯ ยูไนเต็ด ก็โดนยิงน้อยกว่าเพราะเสียไป 104 ประตู ขณะที่ลิเวอร์พูลโดนส่องตาข่ายไป 108 ลูก
อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ พาหงส์แดงพบกับความพ่ายแพ้ในช่วง 100 เกมแรกน้อยกว่า เพราะปราชัยให้คู่แข่งแค่ 21 นัด ขณะที่ผีแดงยุคโซลชาร์แพ้ไปแล้ว 24 นัดด้วยกัน
แต่ในเมื่อ โซลชาร์ พาทีมชนะบ่อยกว่า เราจึงต้องถือว่าเขาคุมทัพ เร้ด เดวิลส์ ในช่วง 100 เกมแรก เก็บผลการแข่งขันได้ดีกว่า 100 เกมแรกของ คล็อปป์ ในการคุมทีม เร้ด แมชีน
2
ด้วยเหตุนี้ บรรดาเด็กผีที่สนับสนุนให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เป็นผู้จัดการทีมต่อไปยาวๆ จึงนำสถิติดังกล่าวมาอ้างได้ว่า “เห็นไหมล่ะ ถ้าให้เวลาโอเล่ทำทีม ต่อไป แมนฯ ยูฯ ก็จะดีเหมือน ลิเวอร์พูล ตอนนี้ได้เหมือนกัน”
ผมเลยไปไล่ดูข้อมูลเบื้องลึก แบบเก็บทุกรายละเอียดมาอีกครั้ง เพื่อวิเคราะห์ว่าสถิติของ โซลชาร์ ในการคุมทีมปัจจุบัน 100 นัดแรก เหนือกว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ จริงหรือไม่
1
เพราะต้องไม่ลืมด้วยว่า มันมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ต่างกันมาก…
1
เจอร์เก้น คล็อปป์ คุม ลิเวอร์พูล ลงสนามเป็นนัดแรก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2015 โดยบุกไปเสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-0
นั่นถือเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ 2015 ปิดลงไปแล้ว และปฏิเสธไม่ได้ว่าขุมกำลังของหงส์แดงเมื่อ 5 ปีก่อน แทบไม่ได้มีความแข็งแกร่งอะไรเลย
เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ไม่สามารถพาทีมกลับไปเล่นได้ดีเหมือนเดิมอีก ตั้งแต่เสีย หลุยส์ ซัวเรซ ออกไปให้ บาร์เซโลน่า ในปี 2014 แถมดาวยิงตัวเก่งอีกคนอย่าง แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ก็เจออาการบาดเจ็บเล่นงานอย่างต่อเนื่อง จนไม่ใช่กองหน้าที่ไว้ใจได้แบบที่เคย
หลังจบฤดูกาล 2014-15 ถึงแม้ ร็อดเจอร์ส จะยังไม่โดนไล่ออก แต่กองกลางกัปตันทีมอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก็โยกไปค้าแข้งที่สหรัฐอเมริกากับ แอลเอ แกแล็กซี่ ขณะที่ปีกดาวรุ่งอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ก็ถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูดไปร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงถึง 49 ล้านปอนด์
ตัวอย่างของการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวของ ร็อดเจอร์ส นับตั้งแต่อกหักพลาดแชมป์ลีกในฤดูกาล 2013-14 ที่ชัดๆ เลยก็คือการซื้อกองหน้าไปแทนที่ ซัวเรซ รวมถึง สเตอร์ริดจ์
1
เพราะ ริคกี้ แลมเบิร์ต, มาริโอ บาโลเตลลี่ และ คริสติย็อง เบนเตเก้ ล้วนกลายเป็นส่วนเกินของทีมในเวลาต่อมา
1
โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ก็ยังไม่ได้เล่นตำแหน่งศูนย์หน้าในตอนที่เพิ่งย้ายจาก ฮอฟเฟ่นไฮม์ เข้ามาใหม่ๆ แต่ออกแนวเป็นหน้าต่ำตัวสนับสนุนซะมากกว่า
1
นั่นทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคุมทีมช่วงแรกๆ ไปกับการรับช่วงขุมกำลังที่ขาดๆ เกินๆ ของกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ
สถิติบอกว่า จากทั้งหมด 100 นัดแรกที่ คล็อปป์ เข้าไปเป็นนายใหญ่ในถิ่นแอนฟิลด์ มีถึง 52 นัดที่เกิดขึ้นในฤดูกาล 2015-16 ซึ่งเป็นซีซั่นที่อดีตยอดโค้ช โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยังไม่ได้ซื้อตัวใครเข้าไปเสริมมากนัก
นักเตะคนแรกที่ คล็อปป์ เซ็นสัญญาเข้าสู่ลิเวอร์พูลคือ มาร์โค กรูยิช ในเดือนมกราคม 2016 ด้วยค่าตัว 5.1 ล้านปอนด์จาก เร้ด สตาร์ เบลเกรด แต่เขาก็ยังไม่ได้เอามาใช้ทันที เพราะปล่อยให้ทีมเก่ายืมตัวกลับไปใช้ก่อนจนกระทั่งถึงช่วงซัมเมอร์ปีนั้น
2
กองหลังอย่าง สตีเว่น คอลเกอร์ คืออีกคนที่ คล็อปป์ ดึงตัวไปเป็นลูกทีมในช่วง 7 เดือนแรกที่คุมหงส์แดง แต่ก็ไม่น่าจะนับว่าเอามาใช้จริงๆ จังๆ เท่าไร เพราะดึงมาเพื่อนั่งสำรองซะมากกว่า แล้วก็ได้ลงสนามรวมทุกรายการให้ ลิเวอร์พูล แค่ 4 นัดเท่านั้น
1
เท่ากับว่าเกินครึ่งจาก 100 เกมแรกที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ คุมลิเวอร์พูล เขายังไม่ได้ปรับแต่งขุมกำลังให้ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไรเลย
2
แต่จำนวนเกมในซีซั่นแรกที่มันมากถึง 52 นัด เป็นเพราะเขาพาทีมชุดที่ดูเต็มไปด้วยจุดอ่อนชุดนั้น เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศทั้ง ลีก คัพ และ ยูโรปา ลีก
3
การที่ยังไม่ได้ทีมที่ต้องการ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จาก 52 เกมแรกของ คล็อปป์ เขาพาทีมชนะได้เพียง 23 นัด เสมอถึง 16 ครั้ง และแพ้ไปถึง 13 นัด ซึ่งต้องไม่ลืมด้วยว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงท้ายฤดูกาล 2015-16 เขาให้น้ำหนักไปที่ศึก ยูโรปา ลีก รอบน็อคเอาต์มากกว่า
ทีนี้มาดูทางฝั่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กันบ้าง ว่าจากทั้งหมด 100 นัดที่รับงานในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มีกี่เกมที่เกิดขึ้นในฤดูกาล 2018-19 ตอนที่เพิ่งไปรับช่วงต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ โดยไม่ได้เสริมใครเข้าไปใหม่เลย
หลังจากที่ไปนับดูอย่างละเอียด พบว่า โซลชาร์ คุมทีมโดยที่ยังไม่ได้ตัวผู้เล่นใหม่เข้าไปเสริมสักคนเพียงแค่ 29 นัดเท่านั้น
1
จากทั้งหมด 29 นัด มีถึง 19 เกมที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะได้สัญญาคุมทีมถาวร
ซึ่งใครๆ ก็รู้กันดีว่าผลงานสุดยอดของ โซลชาร์ ในการคุม แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง คือตอนที่เขายังอยู่ในสัญญาคุมทีมแบบชั่วคราว
ช่วงที่ โซลชาร์ เพิ่งเข้าไปเปลี่ยนบรรยากาศทีมใหม่ๆ อะไรมันก็ดีไปหมด ตามสไตล์ “บอลเปลี่ยนโค้ช” เมื่อสามารถพาทีมชนะไปถึง 14 นัด เสมอ 2 แพ้ 3 ตอนที่สัญญายังเป็นแบบพาร์ทไทม์
โดย 8 นัดแรกรวมทุกรายการ คือการออกสตาร์ทด้วยชัยชนะ 100% ชนิดที่ โซลชาร์ คือโค้ชที่ภาพลักษณ์ดูดีที่สุดในโลก ณ ช่วงเวลานั้นเลยก็ว่าได้
1
2 นัดที่เสมอก่อนได้คุมทีมถาวร ก็ถือว่าน่าพอใจ เมื่อเปิดบ้านไล่เจ๊า เบิร์นลี่ย์ 2-2 ทั้งที่โดนนำก่อน 2 ประตู และสามารถยันเสมอ ลิเวอร์พูล ที่กำลังลุ้นแชมป์ได้ 0-0 ทั้งที่เสียโควตาเปลี่ยนตัวครบ 3 คนตั้งแต่ครึ่งแรก จากปัญหานักเตะบาดเจ็บ
3 เกมที่แพ้ นัดแรกก็ถือว่าไม่มีผล เพราะหลังจากโดน เปแอสเช บุกอัดคารัง 0-2 ก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์บุกไปเอาคืนที่ปารีส 3-1 จนเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างเหลือเชื่อ
แต่ 2 นัดสุดท้ายก่อนที่จะได้สัญญาคุมทีมระยะยาวเนี่ยสิ ที่กลายเป็นการ “หมดโปรโมชั่น” อย่างชัดเจน
การพ่ายต่อ อาร์เซน่อล 2-0 ซึ่งสำคัญยิ่งต่อการลุ้นอันดับท็อปโฟร์ในพรีเมียร์ลีก ต่อด้วยโดน วูล์ฟแฮมป์ตัน เขี่ยตกรอบ เอฟเอ คัพ ด้วยการชนะ 2-1 คือ 2 เกมที่ทำลายโมเมนตัมที่กำลังมาดีๆ อย่างชัดเจน
แต่ด้วยบุญเก่าก่อนหน้านั้นหลายนัด บวกกับการเป็นโค้ชที่เข้ากับลูกทีมได้เป็นอย่างดี และมีความเป็นอดีตตำนานของสโมสร ทำให้บอร์ดบริหารของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจมอบสัญญาถาวรให้กับ โซลชาร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2019
แต่หลังจากได้งานที่ต้องการ ไม่น่าเชื่อว่าผลงานของ แมนฯ ยูไนเต็ด 10 นัดรวมทุกรายการของซีซั่น 2018-19 จะย่ำแย่แบบเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เมื่อชนะได้แค่ 2 นัด แพ้ไปถึง 8 เกม
ทั้งที่ เชลซี, อาร์เซน่อล และ สเปอร์ส ก็สะดุดให้เห็นตั้งหลายนัด แต่ผลงานแย่แบบนั้น ทำให้ โซลชาร์ ไม่สามารถพาทีมทำอันดับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อย่างน่าเจ็บใจ
ทีนี้เรามาดูที่การลงตลาดซัมเมอร์แรกของทั้งคู่กันบ้าง...
เริ่มที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เขาคว้านักเตะใหม่เข้าสู่ทีม 6 คนในช่วงซัมเมอร์ปี 2016
6 คนที่ว่าประกอบด้วย โฌแอล มาติป, ลอริส คาริอุส, ซาดิโอ มาเน่, รักนาร์ คลาวาน, อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ และ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม
ในรายของ แมนนิงเกอร์ แทบจะไม่ควรนับด้วยซ้ำ เพราะเป็นการดึงตัวเข้ามาเพื่อให้อดีตนายด่านทีมชาติออสเตรียได้เรียกความฟิตในช่วงบั้นปลายอาชีพ โดยไม่ส่งลงสนามเลยแม้แต่นัดเดียว
เบื้องหลังการคว้านักเตะอีก 5 คนที่เหลือ ที่ใช้เงินรวมกันแค่ 61.9 ล้านปอนด์ มาจากการขายนักเตะที่ คล็อปป์ ไม่ต้องการใช้ออกไปได้เงินรวมกันมาถึง 76.5 ล้านปอนด์ จึงถือว่า คล็อปป์ ยังไม่ได้เบิกงบประมาณเพิ่มเติมจากสโมสรมาใช้แต่อย่างใด
ต้องชมการทำงานของทีมซื้อขายหงส์แดงด้วย ที่สามารถขายผู้เล่นอย่าง คริสติย็อง เบนเตเก้, จอร์ดอน ไอบ์ และ โจ อัลเลน ออกไปด้วยราคางามๆ ขณะที่นักเตะใหม่ที่มีค่าตัวแพงกว่า 20 ล้านปอนด์อย่าง ซาดิโอ มาเน่ และ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ก็เข้ามายกระดับขุมกำลังอย่างเห็นได้ชัด
1
การที่ ลิเวอร์พูล ไม่มีโปรแกรมแข่งฟุตบอลยุโรปในฤดูกาล 2016-17 จากการที่ชวดแชมป์ ยูโรปา ลีก และได้แค่อันดับ 8 พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลก่อนหน้า ทำให้ คล็อปป์ ไม่จำเป็นต้องเสริมทัพมากมายในเดือนมกราคม เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดทีมที่ใหญ่อะไร แถมไม่เจอปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บมากนักด้วย
2
ซีซั่น 2016-17 คล็อปป์ พาทีมลงเล่นทั้งหมด 47 นัดรวมทุกถ้วย สามารถเก็บชัยชนะได้ 27 นัด (เสมอ 11 แพ้ 9) โดยเป็นการชนะในลีกถึง 22 นัด ก่อนคว้าตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ
1
การตกรอบทั้ง ลีก คัพ และ เอฟเอ คัพ ในเดือนมกราคม เกิดขึ้นในช่วงที่ ซาดิโอ มาเน่ ต้องไปรับใช้ทีมชาติเซเนกัลในศึก แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ ไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจไปได้ไกลกว่านี้ในบอลถ้วยก็เป็นได้
1
เกมนัดที่ 100 ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ คุมลิเวอร์พูล คือนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีกซีซั่น 2017-18 ที่บุกเสมอ วัตฟอร์ด 3-3 ซึ่ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงสนามเกมอย่างเป็นทางการให้หงส์แดงครั้งแรก
1
เท่ากับว่าตอนที่กุนซือจอมแอคชั่นคุมหงส์แดงแตะหลักร้อย เขายังไม่เคยใช้งานนักเตะอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และในตอนนั้น ผู้เล่นที่เป็นกำลังสำคัญในเวลาต่อมาอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, อลีสซง เบ็คเกอร์, ฟาบินโญ่ หรืออาจรวมถึง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ นาบี เกอิต้า ยังไม่ได้เซ็นสัญญาเข้าสู่ทีมเลยด้วยซ้ำ
ตัดภาพไปที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เขาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ปีแรกด้วยนักเตะใหม่ 3 คนคือ แดเนียล เจมส์, อารอน วาน-บิสซาก้า และ แฮร์รี่ แม็กไกวร์
พวกเขาขาย โรเมลู ลูกากู ที่ไม่ต้องการอยู่กับทีมต่อไปให้ อินเตอร์ มิลาน ขณะที่ อเล็กซิส ซานเชซ ก็โดนปล่อยไปให้ทีมงูใหญ่ยืมตัวอีกคน เช่นเดียวกับ คริส สมอลลิ่ง ที่ถูกส่งไปให้ โรม่า ยืมใช้งาน
การที่เสียกองกลางตัวสำคัญอย่าง อันเดร์ เอร์เรร่า ที่ไม่ต่อสัญญาใหม่ แล้วย้ายไป เปแอสเช แบบไม่มีค่าตัว โดยไม่มีการซื้อเพลย์เมกเกอร์ตัวใหม่เข้ามาเพิ่ม ส่งผลให้ผลงานในพรีเมียร์ลีกช่วงครึ่งฤดูกาลแรกของซีซั่น 2019-20 ย่ำแย่สุดๆ โดยชนะแค่ 7 นัดจาก 19 เกม
ยังดีที่ฟอร์มในศึก ยูโรปา ลีก รอบแบ่งกลุ่ม และบอลถ้วยอย่าง คาราบาว คัพ ถือว่าน่าพอใจ ทำให้เก้าอี้ของ โซลชาร์ ยังแข็งแรงขึ้นบ้าง
ผลงานในลีกที่ย่ำแย่ในเดือนมกราคม (แพ้ถึง 3 นัดในเดือนนั้น) บวกกับอาการบาดเจ็บยาวของ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ ปอล ป็อกบา ทำให้บอร์ดบริหารต้องยอมกัดฟันทุ่มซื้อ บรูโน่ แฟร์นันเดส เข้ามาแก้ปัญหาการเดินเกมรุกสุดฝืด และยืมตัว โอเดียน อิกาโล่ เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกตำแหน่งหน้าเป้า
การเข้ามาของ บรูโน่ ช่วยให้ทีมดีขึ้นผิดหูผิดตาอย่างที่ทุกคนเห็นกัน เพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเร่งฟอร์มจนจบอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีก และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ และ ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ หลังจากจอดป้ายรอบตัดเชือก คาราบาว คัพ ก่อนหน้านั้นแล้ว
1
นับตั้งแต่ย้ายมาจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน สตาร์ดังทีมชาติโปรตุเกสช่วยให้ทีมเก็บชัยชนะในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 11 นัด จากการถูกส่งลงสนามทั้งหมด 20 นัด โดยมีส่วนร่วมกับประตูถึง 20 ลูก (ยิง 11 แอสซิสต์ 9) ถือเป็นนักเตะที่ช่วยพลิกฟอร์มให้ทีมของ โซลชาร์ อย่างปฏิเสธไม่ได้
2
หลายคนอาจบอกว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ยังไม่ได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมมากนัก แถมทีมเจรจาซื้อขายนักเตะของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ทำงานได้ไม่ดีเท่ากับ ลิเวอร์พูล นั่นทำให้ โซลชาร์ ทำงานได้ยากกว่า แถมด้วยโปรไฟล์ที่ไม่ใช่ยอดโค้ช จึงไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจจากแฟนบอล
1
แต่เราก็ต้องให้ความยุติธรรมกับ คล็อปป์ ด้วย เพราะตอนที่เขาคุมทีม 100 เกมแรก ก็ยังสร้างทีมได้ไม่สมบูรณ์เช่นเดียวกัน
1
ข้อมูลที่รวบรวมตัวเลขจากเว็บไซต์ transfermarkt เผยว่า โซลชาร์ ใช้เงินเสริมทัพไปแล้ว 249.55 ล้านปอนด์ ส่วน คล็อปป์ ใช้เงินในช่วงคุมลิเวอร์พูล 100 นัดแรกไปแค่ 124.1 ล้านปอนด์เท่านั้น
โอเคว่า ราคานักเตะในช่วงหลังมันพุ่งสูงขึ้นมาก แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นักเตะที่ คล็อปป์ เลือก สามารถยกระดับทีมได้ดีกว่าผู้เล่นที่ย้ายไปโรงละครแห่งความฝันในยุคของกุนซือชาวนอร์เวย์
ผู้เล่นค่าตัวแพงที่สุด 4 อันดับแรกที่ คล็อปป์ ซื้อในช่วงคุมลิเวอร์พูล 100 เกมแรก ได้แก่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน
1
ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่มีใครมีค่าตัวเกิน 35 ล้านปอนด์ แต่กลายเป็นตัวหลักของทีมมาจนถึงปัจจุบันทั้งหมด และได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก กับพรีเมียร์ลีกกันไปแล้ว
1
ขณะที่นักเตะค่าตัวแพงที่สุดของ โซลชาร์ 4 อันดับแรก อย่างน้อยๆ ต้องมีค่าตัว 40 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค นอกนั้น อารอน วาน-บิสซาก้า, บรูโน่ แฟร์นันเดส และ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ มีมูลค่าดีลระดับ 50 ล้านปอนด์ขึ้นไปทั้งสิ้น
1
ใน 4 คนนี้ มีเพียง บรูโน่ คนเดียวที่บอกได้เต็มปากว่าเป็นการซื้อตัวที่ประสบความสำเร็จ เพราะ แม็กไกวร์ กับ วาน-บิสซาก้า แค่เข้ามายึดตัวจริงได้ แต่ยังไม่อาจบอกได้ว่าทำผลงานคุ้มค่าตัว
2
สำหรับนักเตะคนอื่นๆ ที่ โซลชาร์ ดึงเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น แดเนียล เจมส์, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค, อเล็กซ์ เตลลิส และ เอดินสัน คาวานี่ ยังไม่มีใครที่จะการันตีตำแหน่งตัวหลักได้เลยสักคน
2
อีกจุดที่เรายังไม่ได้จำแนกแยกย่อยก็คือ 100 นัดแรกของ คล็อปป์กับลิเวอร์พูล และ 100 นัดแรกของ โซลชาร์ กับแมนฯ ยูไนเต็ด คือการลงเล่นในรายการไหนบ้าง
จากข้อมูลที่สรุปมา 100 นัดแรกของ คล็อปป์ กับทีมหงส์แดง คือการลงเตะในพรีเมียร์ลีกทั้งหมด 69 นัด, ยูโรปา ลีก 13 นัด, เอฟเอ คัพ 7 นัด และ ลีก คัพ 11 นัด โดยยังไม่มีการแข่งขันระดับ แชมเปี้ยนส์ ลีก
ขณะที่ 100 นัดของ โซลชาร์ ประกอบด้วยการลงเล่นเกมลีกทั้งหมด 65 นัด (น้อยกว่า คล็อปป์ 4 นัด) นอกนั้นคือ แชมเปี้ยนส์ ลีก 6 นัด, ยูโรปา ลีก 12 นัด, คาราบาว คัพ 7 นัด และ เอฟเอ คัพ อีก 10 นัด
ถ้าใครติดตามดูการทำทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะรู้ดีว่า เขามักโรเตชั่นนักเตะหลายคนในเกมบอลถ้วยในประเทศ ผิดกับ โซลชาร์ ที่มักส่งตัวหลักลงเล่นหลายคน เพื่อหวังพาทีมเข้ารอบลึกอยู่เสมอ
นี่อาจจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผลการแข่งขันรวมทุกรายการของ โซลชาร์ 100 เกมแรก ดูดีกว่า คล็อปป์ ตอนมาคุมลิเวอร์พูลใหม่ๆ เพราะได้ชัยชนะในถ้วย เอฟเอ คัพ และ คาราบาว คัพ รวมกัน 13 นัด ขณะที่กุนซือชาวเยอรมันทำได้เพียง 10 นัดเท่านั้น
แต่หากนับเฉพาะพรีเมียร์ลีก คล็อปป์ พาทีมชนะได้ถึง 35 นัด ส่วน โซลชาร์ ทำได้น้อยกว่า คือ 32 เกม
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 100 เกมแรกที่ทั้ง 2 กุนซือคุมต้นสังกัดปัจจุบัน เฮดโค้ชชาวเยอรมันมีโอกาสคุมทีมลงเตะเกมลีกมากกว่า (69 นัด ส่วน โซลชาร์ คุมไป 65 นัด)
นั่นหมายความว่า ถ้าหาก โซลชาร์ สามารถพา แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะรวดในเกมลีก 4 นัดข้างหน้าในลีกที่พบ เอฟเวอร์ตัน (เยือน), เวสต์บรอมวิช (เหย้า), เซาธ์แฮมป์ตัน (เยือน) และ เวสต์แฮม (เยือน) เขาจะพาทีมเก็บแต้มในพรีเมียร์ลีก 69 นัดแรกได้มากกว่า คล็อปป์
ถ้าจะให้มีอะไรที่มันเหมือนกัน ระหว่างการคุมทีม 100 นัดแรกของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล นั่นก็คือทั้งคู่ไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์รายการใดๆ ได้ ด้วยจำนวนเกมที่ได้คุมทีมเพียงแค่นั้น
2
ด้วยเหตุนั้น มันก็อาจไม่ใช่เรื่องยุติธรรมสำหรับโซลชาร์ ถ้าต้องมาถูกตัดสินว่าล้มเหลวซะตั้งแต่ตอนนี้
กว่าที่ คล็อปป์ จะได้แชมป์แรกกับหงส์แดง นั่นก็คือถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2019 เขาก็คุมทีมไปแล้วนานเกือบ 4 ฤดูกาล โดยเกมที่เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-0 ที่กรุงมาดริด คือการคุมพลพรรค เร้ด แมชีน นัดที่ 207
2
แต่คำถามก็คือ ถ้าหาก โซลชาร์ ได้โอกาสคุมทีมเพิ่มอีก 107 เกม เขาจะพาทีมพัฒนาไปถึงขั้นลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้หรือไม่?
และคำถามที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เขาจะได้คุมทีมนานเกิน 3 ปีหรือเปล่า?
เพราะถ้าหากบทสรุปตอนจบของฤดูกาลนี้ ผลงานโดยรวมยังลูกผีลูกคน และไร้แชมป์ติดมืออีกครั้ง มันก็ฟ้องชัดเจนว่า เขาไม่ใช่คนที่พาทีมพัฒนาไปข้างหน้า แต่คือคนที่เสียเวลากับการทำให้ทีมวนลูปอยู่ที่เดิม
สิ่งที่แฟนบอลมักเปรียบเทียบกันเสมอ ระหว่างการคุมทีมของ โซลชาร์ กับ คล็อปป์ คือเรื่องของ “ทรงบอล”, คาแรกเตอร์การเป็นผู้นำทีมที่ข้างสนาม และพัฒนาการในแต่ละปี
คงไม่ต้องตอบคำถามนี้นะครับ ว่า 3 เรื่องนั้น ใครกันที่ทำได้ดีกว่า
ตั้งแต่ลิเวอร์พูลได้ เจอร์เก้น คล็อปป์ มาเป็นกุนซือ อันดับของพวกเขาตอนจบซีซั่น ไม่เคยแย่ลงเลยนะครับ แถมยกระดับมาตรฐานการเก็บแต้มในลีกให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนการเก็บชัยชนะไม่ใช่เรื่องยากเย็นแบบในอดีต
ความแตกต่างระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คือบอร์ดบริหารของหงส์แดง และบรรดา “เดอะ ค็อป” รู้จักรอคอยอย่างอดทน แล้วก็ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เมื่อศรัทธาและยอมให้เวลากับกุนซือที่ใช่อย่างเต็มหัวใจ
แต่สำหรับฝั่งผีแดง ณ เวลานี้ แฟนบอลยังเสียงแตกกันอยู่เลย ว่าถ้าหาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ จะได้คุมทีมยาวๆ ต่อไป มันคือเรื่องที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ?
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ โซลชาร์ ต้องเอาชนะให้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันกับ เจอร์เก้น คล็อปป์
1
แต่เป็น “หัวใจ” ของแฟนบอลทีมตัวเองต่างหาก...
#เสียบสามเหลี่ยม #Solskjaer #ManchesterUnited #ManUnited #MUFC #Klopp #Liverpool #LFC #PremierLeague #ChampionsLeague
ชอบกดไลค์ ถูกใจกดแชร์ และเพื่อไม่พลาดบทความคุณภาพจากเรา อย่าลืมกดไลค์เพจ และติดตามเพจแบบ See First ไว้เลยนะครับ
..สนใจติดต่อลงโฆษณา, สนับสนุนเพจ ติดต่อจ้างงานเขียนบทความฟุตบอล งานแปลข่าว เขียนสคริปต์สำหรับ Content ฟุตบอล หรือแปลหนังสือฟุตบอล ทักอินบ็อกซ์ สอบถามได้ตลอดเวลาครับ
ความคิดเห็น
จิรันธนิน
อยากเสริม 2 เรื่องครับ 1.เรื่องราคานักเตะนี่ผมว่าถ้าลองคิดเล่นๆ ให้เห็นภาพ คือให้บอร์ดของแมนยูซื้อนักเตะตัวหลักที่ลิเวอร์พูลซื้อ กับให้บอร์ดของลิเวอร์พูลซื้อนักเตะที่แมนยูซื้อ ราคานักเตะแมนยูก็จะสูงกว่าลิเวอร์พูลอยู่ดี เพราะลิเวอร์พูลให้คนที่อยู่ในวงการฟุตบอลไปคุย แต่แมนยูให้ทนายถือเงินไปคุย 2.ในช่วงที่โซลชาคุมชั่วคราว เสียงแฟนบอลแมนยูเป็นเสียงเดียวเหมือนคลอปป์แน่นอนครับ...ดูเพิ่มเติม
26 พ.ย. 2020 เวลา 15:24
boons
ขอบคุณกับบทความดีๆแบบนี้ด้วยครับ
5 พ.ย. 2020 เวลา 02:11