มนุษย์ดัดแปลงจากรัสเซีย : ความจริงแสนน่ารักของ "นิโคลาย วาลูเยฟ" มวยยักษ์ 310 ปอนด์ | MAIN STAND
เฮฟวี่เวต คือรุ่นน้ำหนักที่ถูกกำหนดไว้สำหรับเหล่านักมวยร่างยักษ์ขึ้นมาซัดกันบนเวที จุดเด่นของมวยรุ่นนี้คือความหนักของหมัดที่รุนแรงตามน้ำหนักตัวของแต่ละคน และพระเอกของเราในวันนี้สูง 210 เซนติเมตร และหนักกว่า 140 กิโลกรัม ...
ไม่มีนักมวยเฮฟวี่เวตคนไหนจะตัวใหญ่กว่านี้อีกแล้วในประวัติศาสตร์ ชื่อของเขาคือ นิโคลาย วาลูเยฟ ยักษ์จากรัสเซีย ที่ดูเหมือนตัวร้ายจากภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ 007 ... จนโดนล้อเลียนว่าเขาคือการทดลองของประเทศรัสเซีย ที่ส่งยักษ์มาพิชิตวงการมวยโลก
แพ้เพียง 2 ครั้งตลอดอาชีพนักมวย แต่เกิดอะไรขึ้น ทำไมยักษ์ใหญ่ในตำนานจึงหายไปจากวงการแบบเงียบ ๆ ... ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่
เด็กยักษ์แห่งเลนินการ์ด
ย้อนกลับไปปี 1973 ครอบครัว วาลูเยฟ ได้ให้กำเนิดทารกที่ชื่อว่า นิโคลาย และเด็กคนนี้มาพร้อมกับความมหัศจรรย์มากมายที่เขาแสดงออกในภายหลัง
ความมหัศจรรย์แรกคือพ่อและแม่ของเขามีความสูงไม่เกิน 5.5 ฟุต (167 เซนติเมตร) แต่เมื่อโตในแต่ละปี ตัวของเขาก็ใหญ่ขึ้นแบบก้าวกระโดด เด็กธรรมดาสูงขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 4.5-5 เซนติเมตร ตอนอายุ 10-13 ปี ทว่าสำหรับเด็กชายนิโคลาย ต้องจับคูณ 2 เพราะเขาโตขึ้นปีละ 10 กว่าเซนติเมตร แค่อายุ 10 ขวบ เขาก็ตัวใหญ่กว่าพ่อและแม่ไปหลายเซนติเมตร และพออายุได้ 12 ปี ส่วนสูงของเขาอยู่ที่ 192 เซนติเมตร
Photo : swordsofreh.proboards.com
ทุกคนแปลกใจเกี่ยวกับความสูงที่แหวกจากพ่อและแม่ไปไกลสิ้นเชิง จนกระทั่งตาของเขามาเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟัง และลองสันนิษฐานว่า นิโคลาย อาจจะเกิดมาจากสายเลือดนักรบที่หายไป ซึ่งก่อนหน้านี้เคยปรากฎในยุคตาทวดของเขา ที่เป็นนักรบของชาวตาตาร์ (พวกมองโกลอยพ) หรือบรรพบุรุษของชาวคาซัคสถานอีกด้วย ตามบันทึก ว่ากันว่าปู่ทวดชาวตาตาร์ของเขา "ตัวใหญ่เท่าภูเขา" และมีชื่อเรียกว่า "นักรบยักษ์ในตำนานแห่งรัสเซีย"
เมื่อโตขึ้น นิโคลาย เล่นกีฬาแทบทุกชนิดทั้ง โปโลน้ำ, บาสเกตบอล และแน่นอนว่าด้วยร่างกายใหญ่โตขนาดนี้จะมีอะไรเหมาะกับเขาไปมากกว่าการชกมวย กีฬาที่พึ่งพาตัวเองมากที่สุด ไม่มีเรื่องของทีมมาเกี่ยวข้อง ... และเมื่อเขาได้ลองฝึก ก็ยิ่งตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเมื่อจะต้องเลือกอะไรเพียงอย่างเดียวสำหรับการเอาจริงเอาจัง เขาตัดสินใจเลือกการชกมวยโดยไม่ลังเล และเริ่มฝึกพร้อม ๆ กับต่อยระดับสมัครเล่นเรื่อยมา
ด้วยความหนักของหมัดและขนาดตัวที่ใหญ่ ช่วงยาว ทำให้ นิโคลาย วาลูเยฟ ได้เปรียบคู่ชกคนอื่น ๆ ไปหลายช่วงตัว น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถเทิร์นโปรในประเทศรัสเซียได้ เนื่องจากยังมีกฎหมายบางข้อที่ไม่รับรองอาชีพนักมวย ว่ากันว่า ณ เวลานั้นสำหรับคนตัวโตอย่าง นิโคลาย หากเป็นนักมวยไม่ได้นั้น ทางเดียวที่จะมีงานมีเงินทำจากร่างกายที่ใหญ่ผิดมนุษย์มนา คือการเข้าไปอยู่ในคณะละครสัตว์ ในฐานะนักแสดงโชว์คนยักษ์อะไรเทือกนั้นเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงด้านหมัดมวยของเขานั้นดีพอจะพาเขาเดินไปไกลกว่าการแสดงละครสัตว์ ข่าวสารด้านการชกของเขาดังไปถึงหูค่ายมวยที่ชื่อว่า Sauerland Promotions ซึ่งอยู่ในประเทศเยอรมนี เขาจึงได้ย้ายมาอยู่ในค่ายนี้ และสามารถเทิร์นโปรได้ภายในเวลาแค่ปีเดียวเท่านั้น ซึ่งด้วยความยักษ์ของร่างกาย กลายป็นความสนใจของทุกที่ที่เขาไป ยิ่งไปกว่านั้นสถิติการชก ส่วนใหญ่จบลงด้วยการเอาชนะน็อคคู่ต่อสู้ทั้งสิ้น
Photo : www.skysports.com
การไต่ไล่ระดับของ นิโคลาย นั้นโหดขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปชั่วโมงบินของเขาก็สูงขึ้น ๆ จนกระทั่งในปี 1999 เขาสามารถน็อค อเล็กเซย์ โอโซคิน เพื่อนร่วมชาติ คว้าแชมป์ของรัสเซียในรุ่นเฮฟวี่เวตได้สำเร็จ ...
การพิชิตทั้งหมดจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ตรงนี้ หลังจากเก่งที่สุดในรัสเซีย บันไดขั้นต่อไปของเด็กยักษ์จากเลนินการ์ด (เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในปัจจุบัน) คือการออกไปสู้ในระดับโลก ซึ่งเป็นเวทีที่เขาจะต้องรู้สึกเซอร์ไพรส์กับหลายสิ่งแน่นอน ... โลกแห่งของจริง "แค่ตัวใหญ่ไม่ได้แปลว่าไร้เทียมทาน" และเขากำลังจะได้เจอมันทันทีที่หน้าปฎิทินปี 2000 ถูกเริ่มฉีกขึ้น
โลกกว้างของยักษ์ใหญ่
การออกโลกกว้างของ นิโคลาย เริ่มจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เคยได้ชกแต่กับนักมวยเยอรมันและรัสเซีย เขาเริ่มได้เจอกับนักสู้จากต่างสัญชาติมากขึ้น ได้ไปในเวทีที่แตกต่างทั้ง ญี่ปุ่น, สาธารณรัฐเช็ก, เกาหลีใต้ และที่สำคัญคือ สหรัฐอเมริกา ดินแดนที่ว่ากันว่าต้องดังจริงถึงจะได้มาขึ้นชกที่นี่
เรื่องความเก่งไม่มีใครสงสัยอะไรมากมายนัก แต่ปัญหาหลัก ๆ คือภาพลักษณ์ของเขานั้นแปลกเกินกว่าที่โลกแห่งหมัดมวยเคยเจอ สื่ออเมริกันชอบเขามาก และด้วยความที่เขาเป็นชาวรัสเซีย ชาติที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอเมริกา ดูเหมือนว่าเรื่องขนาดตัวของ นิโคลาย จะกลายเป็นของเล่นสนุกปากสำหรับสื่อกระทั่งทุกวันนี้
Photo : www.skysports.com
Bleacher Report เคยพูดถึง นิโคลาย วาลูเยฟ ว่า "ยักษ์จากรัสเซีย (Russian Giant) เหรอ ? ไม่หรอกนั่นไม่พอจะอธิบายถึงตัวเขา เขาเหมือนพวกมนุษย์ทดลองของรัสเซียที่ผิดพลาดต่างหากล่ะ" พวกเขาเขียนมันในบทความที่ชื่อว่า 10 อันดับนักมวยที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก (Strangest Boxers in History) ซึ่งนั่นก็พอจะบอกได้ว่า มุมมองที่หลายคนมีต่อ นิโคลาย ไม่ได้ชื่นชมในเรื่องฝีไม้ลายมือมากนัก มีพียงร่างกายใหญ่โตเท่านั้นที่เป็นไฮไลต์ของเขาตลอดมา
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะสเตอริโอไทป์ของชาวรัสเซียสำหรับชาวอเมริกันนั้น มักจะออกมาในรูปแบบของคนที่ไม่มีชีวิตจิตใจ เย็นชา ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกถ่ายทอดลงในภาพยนตร์เกี่ยวกับมวยอย่าง Rocky IV ที่ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน เป็นผู้เริ่มโปรเจกต์นี้
โดยในเรื่องนั้น สตอลโลน วางบทให้นักมวยที่ชื่อว่า อีวาน ดราโก้ แชมป์เฮฟวี่เวตชาวโซเวียต (รัสเซีย ณ ปัจจุบัน) ให้เป็นคนที่ฆ่า อพอลโล่ ครีด นักมวยอเมริกัน คู่ปรับและเพื่อนซี้ของ ร็อคกี้ บัลบัว พระเอกของเรื่องด้วยการชกจนตายคาเวที ... "สไล" พระเอกและโต้โผใหญ่ของหนังเคยบอกว่า คนที่จะมาแสดงเป็นนักมวยของฝั่งโซเวียตนั้น ต้องโกงให้เห็นตั้งแต่รูปลักษณ์หน้าตาแล้ว ซึ่งบทดังกล่าวเขาได้เลือก ดอล์ฟ ลุนด์เกรน นักแสดงโนเนมชาวสวีเดนมารับตำแหน่งไป
Photo : www.indiewire.com
"ผมนัดเจอกับเขา (ลุนด์เกรน) และเมื่อเขาเดินเข้ามาในห้องเท่านั้นแหละ ผมรู้ทันทีเลยว่าผมเกลียดเขาตั้งแต่วินาทีแรก ผมบอกว่า 'นี่แหละนักสู้เหนือมนุษย์ที่จะมารับบทคู่ต่อสู้ของร็อคกี้' เขาคนนั้นจะต้องเป็นคนที่แค่เห็นหน้าก็เข้าไปอยู่ในจิตใจคนดูแล้ว"
“ผมวางบทบาทของ อีวาน ดราโก้ เขาจะเป็นตัวร้ายที่เหมือนพวกเครื่องจักร ไม่มีความกลัว ไร้หัวใจ และชั่วร้าย เขาเพิ่งฆ่า อพอลโล่ ครีด ไปสด ๆ ร้อน ๆ" สตอลโลน กล่าว ซึ่งพอจะบอกได้คร่าว ๆ ว่านักมวยชาวรัสเซียมีภาพลักษณ์ที่ค่อนไปทางลบมากกว่าในทางบวก
เท่านั้นยังไม่พอ ในเรื่องยังเล่าถึงนักมวยโซเวียตในมุมที่แตกต่างกับนักมวยอเมริกันแบบคนละขั้ว เพราะในขณะที่ ร็อคกี้ นั้นล่าฝันแบบอเมริกันสู้ตายภายใต้อ้อมกอดของครอบครัวและคนที่รัก ดราโก้ กลับต่างกันคนละโลก สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงชัยชนะแบบไม่สนวิธีการ ซึ่งยังสะท้อนผ่านการฝึกซ้อมแบบไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวันราวกับเป็นเครื่องจักร แถมยังมีลูกเล่นสกปรกอย่างการใช้สเตียรอยด์อีกด้วย
ขณะที่ร็อคกี้ ซึ่งในเรื่องเขาต้องบินไปชกถึงดินแดนโซเวียต กลับเจอการปฏิบัติราวกับนักโทษ แคมป์ซ้อมของเขานอกจากหนาวเหน็บแล้ว ยังไม่มีแม้กระทั่งกระสอบทราย ต้องประยุกต์วิธีการชาวบ้านอย่างการเลื่อยไม้, ยกหิน, ใช้ตัวเองเทียมเลื่อน ในการฝึกซ้อม แถมยังมีเจ้าหน้าที่ทางการเฝ้าติดตามตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งหมดนี้ นิโคลาย ก็เจอไม่ต่างกันนัก แม้จะเบาบางกว่า แต่การโดนเรียกว่า "ตัวประหลาด" หรือ "มนุษย์ทดลอง" ก็คงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า โลกกว้างของวงการมวยนั้น เขาต้องสู้และพิสูจน์ตัวเองในหลายด้านไม่ใช่แค่บนเวทีเท่านั้น
และวันหนึ่งเขาก็ได้รับบทบาทนั้นด้วยตนเอง เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในปี 2004 ซึ่ง ณ เวลานั้นตลอดอาชีพนักชก นิโคลาย วาลูเยฟ แพ้เพียงหนเดียวเท่านั้น นั่นคือการแพ้ให้กับ รุสลาน ชากาเยฟ จาก อุซเบกิสถาน เมื่อปี 2003 ภาพจำความโหดความดุ และพลังหมัดที่เหลือเฟือของเขายังถูกจดจำไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เขาต้องรับบทตัวโกง ในการเป็น "บันได" ให้ อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ อดีตแชมป์โลกเฮฟวี่เวตขวัญใจชาวอเมริกัน ที่จะขึ้นชกเป็นครั้งแรกหลังโดนแบน 21 เดือน หาก โฮลีฟิลด์ ชนะ เขาจะกระชากเข็มขัดแชมป์โลกของ WBA ที่ วาลูเยฟ ครองอยู่ กลายเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 5 ของสถาบัน WBA ทันที
Photo : www.nytimes.com
ซึ่งในการชกครั้งนั้น อาจจะเป็นเพราะการร้างสนามของโฮลีฟิลด์ หรือการตัดสินที่ผิดพลาด (ตามความเห็นของแฟนมวยในไซต์ต่าง ๆ) ไฟต์นั้น โฮลีฟิลด์ แพ้คะแนน 2 เสียง เสมอ 1 เสียง ... ภายหลังจากการประกาศคะแนน นิค ชาร์ลส์ ผู้บรรยายถึงกับหลุดปากออกมาว่า "นี่คือการตัดสินที่ห่วยแตกที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย" ซึ่งเขาคิดว่า โฮลีฟิลด์ ต่อยได้ดีกว่าและควรจะเป็นผู้ชนะ นั่นทำให้ นิโคลาย ดูเป็นตัวโกงขึ้นมาอีก และเมื่อเป็นตัวโกง ก็ต้องโดนฮีโร่กำจัดในท้ายที่สุด ... เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว บทมันต้องจำเป็นจะต้องเป็นเช่นนั้น
และผู้รับบทปราบยักษ์จากรัสเซียคนต่อไปคือ เดวิด เฮย์ อดีตแชมป์รุ่นครุยเซอร์เวตจากสหราชอาณาจักร ที่ขนาดตัวของเขาเล็กกว่าตัวของ นิโคลาย วาลูเยฟ ตอนอายุ 12 ปีเสียอีก ...
ทันทีที่ได้วันเวลาชก พวกเขาก็ตั้งชื่อไฟต์ว่า David vs Goliath ซึ่งเป็นการตั้งชื่อศึกล้อกับนักรบยักษ์ในคัมภีร์ไบเบิลที่ชื่อว่า โกไลอัท ที่ไล่ปราบนักรบมาทั่วทุกสารทิศ ก่อนจะพลาดท่าให้กับเด็กหนุ่มตัวเล็กที่ชื่อว่า เดวิด พ้องกับชื่อของ เฮย์ พอดี ... แค่ชื่อของศึกก็รู้แล้วว่าใครเป็นตัวโกง
อย่างไรก็ตามพอก่อนขึ้นชกกันจริง ๆ คำพูดคำจาระหว่างพระเอกและตัวโกงดูจะสวนทางกันไปคนละทิศ นิโคลาย ที่รับบท โกไลอัท กลับไม่ได้มีคำพูดอะไรไปในเชิงหยามเหยียดข่มเหงอะไรนัก เขาตอบไปตามที่เขาคิด นั่นคือเรื่องการชกอย่างเดียวเท่านั้น
Photo : www.pound4pound.com
"ผมต้องการเอาชนะใจคนอเมริกัน ผมอยากให้พวกเขาต้องยอมรับผม และยอมรับผมด้วยฝีมือ ไม่ใช่เรื่องขนาดตัว" นี่คือสิ่งที่ นิโคลาย ให้สัมภาษณ์
ขณะที่ เดวิด เฮย์ นั้นแขวะ นิโคลาย แทบทุกประโยค มันเหมือนกับการเหยียดเรื่องรูปร่างอยู่กลาย ๆ และดูเหมือนว่าทุกคนดูจะชอบใจที่เขาล้อเลียนยักษ์รัสเซียได้อย่างเจ็บแสบ
"ผมเคยดู The Lord of The Rings นะ และผมรู้สึกว่าเขาเหมือนพวกตัวประหลาดในหนังพวกนั้น แค่เห็นหน้าตาก็ชวนผวาแล้วจริง ๆ" เฮย์ เริ่มเยาะเย้ย
"สิ่งหนึ่งที่ผมจะไม่ทำในไฟต์นั้นแน่นอน คือการเล่นวงในและไปกอดตัวเขา ดูสิคนอะไรขนยุบยับน่าเกลียดชะมัด ... มันง่ายจะตายไปที่ผมจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ในการเจอกับยักษ์จากรัสเซียในตอนนั้น"
Photo : www.telegraph.co.uk
น่าเสียดายที่ นิโคลาย ไม่ได้ตอบแทนคำพูดเหล่านั้นด้วยกำปั้นเท่าไรนัก แม้เขาจะตัวใหญ่ แต่ครั้งนี้ความตัวใหญ่ทำให้เขาเสียเปรียบ เพราะ เฮย์ ไวมาก ใช้ฟุตเวิร์กและการถอยฉาก ต่อยจิ้มทำคะแนนเร็วเกินเขาจะหยุดได้ ก่อนที่ เดวิด เฮย์ จะเอาชนะไปหลังครบ 12 ยกอย่างเป็นเอกฉันท์ และที่น่าเสียใจยิ่งกว่านั้น คือหลังจากความพ่ายแพ้ นิโคลาย ไม่เคยกลับมาชกอีกเลย
ให้มันตายไปอย่างนั้น
นิโคลาย วาลูเยฟ ไม่ได้ประกาศเลิกชกมวยอย่างเป็นทางการ และไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาหลังจากนั้นเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อถึงวันที่เหมาะสม เขาก็แสดงถึงอีกด้านหนึ่งให้คนทั้งโลกได้รู้ ...
สิ่งนั้นคือเขาเป็นยักษ์ใหญ่ใจดี เขาไม่ได้เป็นพวกชอบหักขาหักแขนคน สู้กับหมี หรือใช้ขวานสับฟืนได้เป็นพัน ๆ ซีกเหมือนที่ใครพยายามจะยัดเยียด ... ที่สำคัญ เขาอธิบายทั้งหมดด้วยการเขียนลงในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง ที่ได้รับรางวัลเป็นหนังสือยอดเยี่ยมประจำปีของเมือง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก อีกด้วย
Photo : uznayvse.ru
"ผมไม่ใช่เครื่องจักร, ไม่ใช่ก้อนเนื้อ และไม่ใช่พวกโชว์ละครสัตว์ ... ผมเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับพวกคุณนั่นแหละ ผมมีครอบครัวที่น่ารัก ผมมีเพื่อนมากมาย ผมชอบดนตรี ผมชอบอ่านหนังสือ น่าเสียดายที่หลายคนปฏิบัติกับผมเหมือนกับผมไม่ใช่คน เพราะว่าน้ำหนักตัวและส่วนสูงของผม"
เขาไม่ได้โศกเศร้ากับมุมมองของใคร ๆ เพียงแต่บางครั้งมันก็เจ็บอยู่ลึก ๆ ซึ่งเขารู้สึกว่าไม่อยากจะเปลี่ยนความคิดของใครมากนัก เพราะ 100 คนก็ 100 ความคิด เขาอยากโฟกัสตัวเองให้มีความสุขมากกว่า
"พวกเขาหลายคนยัดเยียดในสิ่งที่ผมไม่ได้เป็น แต่ผมไม่สนหรอก ผมไม่ได้เอามันมาเก็บมาคิดจนชีวิตส่วนตัวที่น่าปวดหัว แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งมันก็จี๊ดอยู่ข้างในเหมือนกัน"
ชีวิตส่วนตัวของ นิโคลาย นั้นธรรมดาจนน่าอัศจรรย์ เขาชอบเล่นหมากรุกจีน เขาจีบภรรยาที่ตัวสูง 158 เซนติเมตรด้วยการแต่งบทกวีด้วยตัวเอง นอกจากนี้เขายังเป็นพิธีกรรายการเด็กที่ได้รับความนิยมในประเทศรัสเซียอีกต่างหาก
ทุกวันนี้หลายคนยังจดจำภาพเขาในฐานะมนุษย์ทดลอง หรือยักษ์ไร้หัวใจอย่างไม่เปลี่ยนแปลง มันเป็นภาพจำที่สวนทางกับชีวิตของ นิโคลาย วาลูเยฟ อย่างสิ้นเชิง ซึ่งเรื่องราวของเขาพอจะชวนให้เรานึกถึงคำว่า "ไม่มีใครหนีพ้นการโดนนินทา" อย่างแท้จริง
เราไม่อาจจะเปลี่ยนใจใครได้ และการเก็บเอาคำติฉินนินทามาใส่ใจ ก็รังแต่จะทำให้บั่นทอนตัวเองกันไปเปล่าๆ
"จะหลบหนีให้พ้นการถูกนินทา ไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่เราคบหานั้นมีอัธยาศัยแตกต่างกันไป เหตุอย่างหนึ่งทำให้คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญ แต่เหตุอย่างเดียวกันนั่นแหละ กลับทำให้อีกคนหนึ่งถูกนินทา" คำสอนของท่าน พุทธทาสภิกขุ ดูจะเหมาะกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ นิโคลาย วาลูเยฟ อย่างแท้จริง
Photo : ruspekh.ru
เขาต่อยมวยเหมือนคนอื่น เอาชนะเหมือนคนอื่น และเป็นแชมป์เหมือนกับอีกหลาย ๆ คน แต่กลับถูกมองเป็นตัวร้าย และอีกหลาย ๆ คนกลับถูกมองว่าเป็นพระเอก ...
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดเพื่อให้ใครเปลี่ยนความคิด เขาปล่อยให้ฉายา "มนุษย์ยักษ์" และ "มนุษย์ทดลอง" ตายไปพร้อม ๆ กับอาชีพนักมวยของเขาได้สำเร็จ
สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นแชมป์และขนาดตัว คือวิธีคิดของเขาอย่างแท้จริง มันทำให้เรารู้ว่า "อย่าตัดสินหนังสือจากปก" สำหรับ นิโคลาย ปกหนังสือของเขาอาจจะดูโหดร้ายผิดมนุษย์ ทว่าเมื่อคุณได้เปิดเนื้อในแล้วมันกลายเป็นวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
บทความโดย ชยันธร ใจมูล
แหล่งอ้างอิง
ความคิดเห็น
boons
ขอบคุณบทความดีๆครับ
17 พ.ย. เวลา 15:16
1