ในวันที่หนูพยายามปกปิดความผิดของตัวเอง
จริงๆ​ กำลังเขียนบทความเกี่ยวกับขยะกัมมันตภาพ​รังสีของญี่ปุ่นแต่เจอเรื่องนี้ซะก่อนเลยต้องขอปาดหน้าเล่าให้ฟังก่อนค่ะ
บ้านของเราอยู่ใกล้โรงเรียน​ลูกๆ​ มาก​ เรียกได้ว่าใช้เวลาไม่ถึง​ 5 นาทีก็ถึงโรงเรียนแล้ว​ และก็เป็นธรรมดาของคนบ้านใกล้..
ก็มักจะไปโรงเรียนสาย
ดังนั้นลูกสาวคนโตของเราก็ทุบสถิติไปสายสูงสุดของตัวเองภายในเทอมนี้มาเรียบร้อย​ค่ะ​
กฎของโรงเรียนมีอยู่ว่า​ ถ้าใครมาถึงโรงเรียนสายเกิน​ 8.05 น.​ จะต้องเดินไปรับใบสายก่อนเข้าห้องเรียน
ก่อนหน้านี้เราสองคนพ่อแม่ได้ออกกฎว่าถ้าวันไหนได้ใบสาย​ จะต้องงดเทปเลตเป็นเวลา​ 1 วัน
แต่ก็ดูเหมือนยังไม่ได้ผล​ ดังนั้นเราจึงเพิ่มโทษจาก​ 1 เป็น​ 3 วัน​และเธอก็โดนไปเรียบร้อยแล้ว​ 1 ครั้งถ้วน
ดังนั้นเช้านี้เจ้าลูกสาวจึงรีบดีดจากที่นอนตั้งแต่เช้า​และเราก็คิดว่าวันนี้ต้องไปโรงเรียนทันแน่ๆ​ ใช่มั้ยคะ​ วันนี้กฎของแม่ไม่ได้แอ้มเธอร้อกก ฮ่าๆ
ผิดค่ะ เพราะเธอมัวแต่หาปากกาที่ใช้วาดรูปเมื่อตอนก่อนนอนและไม่ยอมไปอาบน้ำแต่งตัว​ สุดท้ายเธอก็ไปสายอีกจนได้
เราทั้งสองคนรู้อยู่แล้วว่าวันนี้เธอโดนใบสาย​ และก็จะถูกทำโทษตามที่ตกลงกันไว้
แต่เรากลับเจอเรื่องระทึกกว่านั้นค่ะ
เนื่องจากช่วงโควิด​ ทางโรงเรียนจะค่อนข้างเข้มงวดกับการขาดเรียนของเด็กเป็นพิเศษ​ ดังนั้นประมาณสายๆ​ ฉันก็ได้รับอีเมลจากทางโรงเรียนแจ้งว่าลูกสาวขาดเรียน
จังหวะที่อ่านอีเมลนี่ยังกะซิทคอมเลยคุณขา​ กำลังอ่านตอนไฟแดง​ พออ่านจบปุ๊บไฟเขียวเลยค่ะ​ คนเป็นแม่อย่างฉันพออ่านว่าลูกไม่ได้ไปโรงเรียนทั้งๆ​ ที่พ่อไปส่งเมื่อเช้าก็ตัวชาวาบไปทั้งตัวเลยค่ะ
ลูกหายไปไหน​ หรือเกิดอะไรขึ้น
ตอนนั้นนี่แทบอยากจะหลบหาที่จอดรถเพื่อโทรหาสามี​ แต่ก็โชคดีที่ถนนเส้นนั้นไฟแดงถี่มาก(ปกติจะเกลียดในความถี่ของไฟแดง)​ พอถึงแยกถัดไปที่ติดไฟแดง​ ฉันก็รีบโทรเช็กกับสามีว่าไปส่งลูกถึงประตูทางเข้าโรงเรียนแน่ๆ​ ใช่มั้ย
ไม่มีคนรับ
ตอนนี้ใจฉันร้อนยังกับไฟเลยค่ะ​ รีบส่งอีเมลตอบว่าช่วยเช็คอีกรอบได้มั้ย​เผื่อมีอะไรผิดพลาด​ พร้อมโทรกลับหาโรงเรียนทันที
เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์​แล้วก็บอกว่า
"คุณแม่คะ​ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ​ น้องอยู่ที่ห้องเรียนค่ะ​ แต่เมื่อเช้าเพราะว่าน้องมาสายและไม่และเข้ามาเอาใบสาย​ที่ออฟฟิต และคุณครูที่ห้องก็เช็คชื่อไปเรียบร้อยก่อนน้องมาถึงห้อง น้องจึงถูกลงในระบบว่าขาดเรียนค่ะ"
เหมือนภูเขาถูกยกออกจากอก​ ฉันหาที่จอดรถ​ และโทรหาสามีอีกรอบ​ สามีเล่าให้ฟังว่าคุยกับโรงเรียนเรื่องลูกสาวเรียบร้อยแล้วไม่ต้องเป็นห่วง​เราสองคนจึงคิดปรึกษากันแล้วคิดได้ว่าเหตุการณ์​นี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าลูกสาวคิดว่าถ้าเธอไปสายแต่ไม่ได้แวะไปเอาใบสาย เธอก็จะไม่ถูกนับว่าสายนั่นเอง​ และประจวบเหมาะกับวันนี้สายมากๆ​ จนเลยเวลาเช็คชื่อของคุณครูไปแล้ว
เย็นนี้คงต้องคุยกันยาว
อาจจะเพราะเราต้องรอจนลูกกลับจากโรงเรียน​ เราจึงได้คิดทบทวนและคุยกันว่าจะมีขั้นตอนการคุยกับลูกยังไง​ แต่ฉันมั่นใจว่าถ้าลูกอยู่ใกล้ๆ​ ในตอนนั้น​ ฉันคงปรี้ด​ตกใส่ลูกด้วยอารมณ์​แย่ๆ​ แน่นอนช
ตกเย็นเราก็คุยกันตามปกติว่าเรียนเป็นยังไงบ้างวันนี้เล่นอะไรบ้าง​ เล่นกับใคร จนกระทั่งเธอพูดขึ้นมาว่า
"แม่คะ​ วันนี้หนูไปสายค่ะ"
ฉันยิ้มแล้วบอกว่า​ "ขอบคุณ​นะคะที่บอกแม่​ แล้ววันนี้ได้แวะไปเอาใบสายที่ออฟฟิตมั้ยคะ"
เธอยิ้มแบบกร่อยๆ​ แล้วบอกว่า​ "ไม่ค่ะ" ฉันเลยถามต่อว่าเพราะอะไร​ "ก็เพราะว่าหนูไม่อยากได้ใบสายค่ะ​ เดี๋ยว​แม่จะไม่ให้หนูเล่นแทปเลต​ 3 วัน"
ฉันเลยถามต่อว่า​ "แล้วหนูรู้มั้ยว่าการที่หนูไม่แวะเข้าไปเอาใบสาย​ มันเกิดอะไรหลังจากนั้น" เธอทำหน้างงแล้วส่ายหัว​ "วันนี้คุณพ่อได้รับโทรศัพท์​จากโรงเรียนว่าหนูไม่ได้ไปโรงเรียน" แล้วฉันก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังพร้อมทั้งบอกว่าเราทั้งสองตกใจและวุ่นวายมากแค่ไหน
"ตอนที่รู้คุณพ่อกำลังประชุมอยู่​ คุณพ่อต้องเลิกประชุมเพื่อคุยกับโรงเรีบน​ ส่วนคุณแม่กำลังขับรถ​ มันอันตราย​มากเลยนะคะถ้าแม่ไม่มีสมาธิ​ขับรถเพราะมัวพะวงกับหนู"
เธอทำสีหน้าตกใจ​และรู้สึกผิด
"หนู​ขอโทษ​ค่ะ"
"หนูบอกแม่ซิคะว่าหนู​ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์​ครั้งนี้คะ"
"ถ้าหนูทำผิดพลาด​ หนูจะยอมรับผิดค่ะ"
"เก่งมากค่ะ​ แต่แม่อยากจะบอกหนูอีก​ 2 ข้อนอกจากเรื่องยอมรับผิดนะลูก
1. ทุกคนเคยทำผิดพลาดทั้งนั้น​ และผิดต้องแก้ไข​ ให้ถูกที่​ ไม่อยากได้ใบสาย​ ต้องไปโรงเรียนให้ทัน​ ไม่ใช่ไม่ไปเอาใบสาย
2. ถ้าหนูทำความผิด​ อย่าปกปิด​ เพราะยิ่งปิด​ จากปัญหาเล็กๆ​ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างวันนี้เป็นต้น
และสุดท้ายคือ​ บทลงโทษ​ยังคงเป็นบทลงโทษ​ หนูจะถูกงดแทปเลต​ 3 วัน​ค่ะ
เราสองคนตัดสินใจไม่ได้ลงโทษลูกเรื่องที่เค้าไม่ไปรับใบสายจนกลายเป็นเรื่องเป็นราวก็เพราะสีหน้าสำนึกผิดตอนที่เค้ารับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น​กับสิ่งที่เค้าทำ​ และครั้งนี้เป็นความผิดครั้งแรก
บทเรียนนี้นอกจากจะสอนลูกแล้วยังสอนฉันในเรื่องของการควบคุมอารมณ์​ของตัวเอง หากเรามีสติและตัดอารมณ์​ออกไป​เวลาสอนลูก ฉันสังเกตว่าสารที่เราพยายามส่งไปมันจะถึงตัวเค้ามากกว่าการที่เราตะคอกด้วยอารมณ์​หรือตีเพื่อลงโทษนะคะ
หากบ้านไหนอยากแชร์ประสบการณ์​ก็เล่าสู่กันฟังที่ใต้คอมเมนท์​ได้เลยนะคะ
#มาเลี้ยงลูกเชิงบวกกันดีกว่าค่ะ
เครดิตรูป
<a href='https://www.freepik.com/photos/people'>People photo created by karlyukav - www.freepik.com</a>​
ความคิดเห็น
ครูจำเป็น
ชอบวิธีการสอนของคุณแม่มาก ๆ เลยค่ะ ^^
19 พ.ย. เวลา 10:27
1
Mommy of Two
ขอบคุณค่า 😊
19 พ.ย. เวลา 14:06
1